กรมการนักเลงโต

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ กรมการนักเลงโต นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

กาลครั้งหนึ่งในสมัยโบราณ (แต่ก็ไม่นานมากนัก) การปกครองโดยเฉพาะตามหัวเมืองนั้นมิได้เป็นระบบระเบียบแบบแผนมากนัก แม้เจ้าเมืองจะมีอำนาจในทางทฤษฎีแต่ในชั้นการปฏิบัติบางทีก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเพราะใช่ว่าชาวบ้านจะยอมรับและยอมทำตามกันได้ง่ายๆ เพราะรัฐแบบเดิมเป็นรัฐแบบที่ชาวบ้านมิได้มีส่วนได้สักเท่าไหร่ มีแต่ส่วนเสียซะมาก

เพื่อให้การปกครองเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ เจ้าเมืองสมัยก่อนจึงเลือกที่จะหาคนที่ชาวบ้านให้ความยำเกรง (หรือหวาดกลัว) มาเป็นผู้ที่ถืออำนาจในการบังคับกะเกณฑ์ราษฎรให้ปฏิบัติตามกฎหมายและนโยบายของเจ้าเมือง ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงเล่าถึงการตั้ง “กรมการ” ของเจ้าเมืองต่างๆไว้ว่า มักเลือกให้นักเลงโตมีพรรคพวกมาเข้ามารับตำแหน่ง เพื่อให้โจรผู้ร้ายไม่กล้าปล้นสะดมในถิ่นนั้น

จากคำบอกเล่าของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพระบบแบบนี้ “ดูเหมือน” จะมีประสิทธิภาพ ดังเช่นกรณีของคหบดีนามว่า “ช้าง” ที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้รักษากรุงศรีอยุธยาในตอนต้นรัชกาลที่ ๕ ให้เป็น “หลวงบรรเทาทุกข์” ดูแลเกาะใหญ่ ซึ่งเป็นย่านเปลี่ยวมีโจรผู้ร้ายชุกชุม ปรากฏว่า หลวงบรรเทาฯได้รับคำชื่นชมจากบรรดาชนชั้นสูงผู้มีบรรดาศักดิ์ที่สัญจรผ่านพื้นที่ดังกล่าวเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับชาวเรือที่มาขอพึ่งบารมีหลวงบรรเทาฯ เนื่องจากไม่มีโจรผู้ร้ายหน้าไหนกล้าเข้ามาย่ำยีพวกเขาในพื้นที่ดูแลของหลวงบรรเทาฯ เลย

แต่ความมากระจ่างเมื่อสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ นี่เองว่า แท้จริงแล้วหลวงบรรเทาฯ นั้นเป็นหัวหน้าซ่องโจร ที่แม้จะเข้ามาทำหน้าที่รับใช้หลวงก็ยังไม่ทิ้งสันดานโจร เหตุที่พื้นที่ที่หลวงบรรเทาฯดูแล มีการปล้นฆ่าน้อยก็ด้วยอำนาจบารมีแบบนักเลงโต ขณะเดียวกันหลวงบรรเทาฯ ก็ยังสั่งลูกน้องในสังกัดของตัวให้ไปอาละวาดก่อเหตุโจรกรรมในพื้นที่อื่น สุดท้ายเมื่อข้าหลวงชำระความแล้วเห็นแน่ว่า หลวงบรรเทาฯ เป็นหัวหน้าซ่องโจรก็เลยต้องโทษประหาร กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวไปพักใหญ่

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อคราวเสด็จตรวจราชการเมืองอุบลราชธานี พ.ศ. 2449 (ภาพจาก “เทศาภิบาล” )

กับอีกตัวอย่างหนึ่งคือกรณีของ “หลวงศรีมงคล” ที่เจ้าเมืองอ่างทองใช้สอยอย่างเป็น “มือขวา” เป็นบุคคลที่มีความดีความชอบไม่น้อยสำหรับผู้มีบรรดาศักดิ์เพราะหลวงศรีมงคลใช้งานได้ดี เมื่อครั้งที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเดินทางจากเมืองอ่างทองไปสุพรรณบุรี ก็ได้หลวงศรีมงคลเป็นผู้จัดหาพาหนะทั้งม้าและลูกหาบให้ได้ภายในวันเดียว ทั้งยังอาสาขี่ม้านำขบวนเสด็จของพระองค์ ทำให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงทรงกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจึงได้ชอบมาแต่นั้น”

แต่เมื่อมีการตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น ก็มีความปรากฏขึ้นมาว่า หลวงศรีมงคลใช้ให้บริวารของตัวออกไปเที่ยวปล้นหากินในเมืองอื่น ซึ่งเบื้องต้นเมื่อสมเด็จฯ กรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์ สมุหเทศาภิบาลมณฑลกรุงเก่าทรงทราบความก็ยังไม่ทรงเชื่อ “เพราะทรงใช้สอยหลวงศรีมงคลจนโปรดเหมือนกัน” แต่เมื่อศาลไต่สวนผลก็ออกมาเป็นที่แน่ชัดว่า หลวงศรีมงคลนี้เป็นหัวหน้าโจรร้ายจริง ศาลจึงพิพากษาจำคุกหลวงศรีมงคลไปหลายปี

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์

สมเด็จฯกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์จึงทรงมีพระวินิจฉัยว่า “วิธีเลี้ยงขโมยไว้จับขโมยนั้นใช้ไม่ได้” เมื่อกลไกของระบบเทศาภิบาลมีความพร้อมแล้ว มีการตั้งกรมการอำเภอและตำรวจภูธรไว้ดูแลความสงบเรียบร้อย การตั้งกรมการบ้านนอก ด้วยการใช้นักเลงโตมาข่มนักเลงเล็กจึงเลิกไป อย่างไรก็ดีความนิยมในความเป็น “นักเลง” ของคนบางพื้นที่บางกลุ่มก็ยังคงมีอยู่ อาจเป็นเพราะผู้คนเหล่านี้เชื่อว่าคนเป็นนักเลงมักมีอำนาจบารมีคุ้มหัวไม่ให้ใครมากดขี่ตัวเองได้ แต่ธรรมชาติของนักเลงก็มักจะเอาแต่พวกพ้องของตัวเองและหันไปข่มเหงผู้อื่น การหนุนนำนักเลงให้เข้ามามีอำนาจก็มีแต่จะไปทำลายระบบระเบียบสร้างความอยุติธรรม ดังที่ สมเด็จฯกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์เคยทรงมีพระวินิจฉัยว่า “วิธีเลี้ยงขโมยไว้จับขโมยนั้นใช้ไม่ได้” ฉันใดก็ฉันนั้น

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น