กระดูกที่ถูกเหยียบย่ำที่วัดสรรเพชญ์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราว กระดูกที่ถูกเหยียบย่ำที่วัดสรรเพชญ์  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลังจากประดิษฐานพระราชวงศ์จักรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้ทรงเปลี่ยนธรรมเนียมการเก็บรักษาพระบรมอัฐิและพระอัฐิของเหล่าพระประยูรญาติมาไว้ยังพระมหามณเฑียรสถานแทนการอัญเชิญไปเก็บรักษาไว้ยังจระนำวัดพระศรีศาสดารามในพระบรมมหาราชวังเหมือนดั่งธรรมเนียมเดิมของกรุงศรีอยุธยาที่จะอัญเชิญพระบรมอัฐิ พระอัฐิไปเก็บรักษายังท้ายจรนำวัดพระศรีสรรเพชญ์เนื่องด้วยทรงมีพระราชดำริที่ว่า

“หากจะนำพระบรมอัฐิของพระราชบิดาไปประดิษฐานไว้ท้ายจรนำพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามหรือตามพระอารามหลวงนั้นเห็นทีจะเป็นการลำบากในภายหน้า เพราะเมื่อตอนที่กรุงศรีอยุธยาแตกนั้นข้าศึกเข้าปล้นทรัพย์สินของมีค่าแม้กระทั่งพระโกศพระบรมอัฐิของกษัตริย์ที่ทำจากทองคำก็เอาไปหมดเหลือเพียงแต่พระบรมอัฐิที่เททิ้งไว้เรี่ยราดจนไม่รู้ว่าเป็นของพระองค์ใด เหตุนี้พระองค์จึงอัญเชิญพระบรมอัฐิเข้ามาไว้ในพระมหามณเฑียรใกล้ห้องพระบรรทม เผื่อหากภายภาคหน้าข้าศึกเกิดเข้าประชิดติดกำแพงวังก็จะเป็นการง่ายที่พระองค์จะหยิบฉวยติดมือไปด้วย”

นี่จึงเป็นต้นเค้าธรรมเนียมการเก็บรักษาพระบรมอัฐิพระอัฐิ ของเจ้านายในพระราชวงศ์จักรีไว้ในพระบรมหาราชวัง โดยพระบรมอัฐิพระอัฐิของพระมหากษัตริย์สมเด็จบวรราชเจ้าและพระราชวงศ์ฝ่ายวังหลวงได้อัญเชิญไปไว้ยังสถานที่ต่างๆได้แก่ พระวิมานชั้น ๓ ของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท หอพระธาตุมณเฑียร และหอพระนาก ในขณะที่พระโอรสธิดาในสมเด็จพระบวรราชเจ้า(วังหน้า)ได้อัญเชิญไปรักษาไว้ยังท้ายจรนำวัดชนะสงคราม

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำริอยากให้แม่ลูกได้อยู่ร่วมกันจึงได้มีการสถาปนาสุสานหลวงขึ้นยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เพื่อบรรจุพระอัฐิ พระอังคาร อัฐิอังคารของพระราชโอรสธิดารวมไปถึงเจ้าจอมมารดาและผู้ที่เกี่ยวข้องไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ ดังนั้นพระบรมอัฐิพระอัฐิของเหล่าพระราชวงศ์จักรีจึงยังมีอยู่ครบทุกพระองค์มาจนถึงปัจจุบัน ธรรมเนียมของกรุงศรีอยุธยานั้นเมื่อทำการถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระราชทานเพลิงพระศพแล้วจะมีการอัญเชิญ พระบรมอัฐิพระอัฐิไปประดิษฐานยังวัดหลวงต่างๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดพระศรีสรรเพชญ์ในพระราชวังหลวง นอกจากพระเจดีย์องค์ใหญ่ทั้ง ๓ และบริเวณท้ายจระนำซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาแล้ว ปราสาทจตุรมุขรวมไปถึงเจดีย์รายต่างๆ ที่อยู่โดยรอบก็ยังเป็นที่ประดิษฐานพระอัฐิของเจ้านายหลายๆ พระองค์อีกด้วย วัดพระศรีสรรเพชญ์จึงเปรียบเสมือนพระราชสุสานของเหล่าพระราชวงศ์แห่งกรุงศรีอยุธยา

เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ กรุงศรีอยุธยาถึงกาลล่มสลายลงทรัพย์สินมีค่าต่างๆ ได้ถูกปล้นสะดมนำไปยังบ้านเมืองของข้าศึกจนแทบจะเกือบหมดสิ้นซึ่งแน่นอนว่า วัดพระศรีสรรเพชญ์ก็ไม่สามารถพ้นจากภยันตรายนี้ได้เช่นกัน บรรดาพระโกศพระบรมอัฐิพระโกศอัฐิที่ประดิษฐานอยู่ ณ สถานที่นั้นก็พลอยถูกรื้อค้นทำลายลงไปด้วย เนื่องด้วยสร้างจากสิ่งมีค่าอาทิ ทองคำและอัญมณีต่างๆ เป็นที่ต้องการของข้าศึก พระบรมอัฐิพระอัฐิที่บรรจุอยู่ภายในก็คงจะถูกเททิ้งไว้อยู่ ณ สถานที่แห่งนี้นั่นเอง เนื่องด้วยยังไม่เห็นเหตุผลใดๆ ที่เหล่าข้าศึกจะนำเศษซากเหล่านี้กลับไปยังบ้านเมืองของตน แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ณ เวลานั้นคงจะมีกองพระอัฐิของเจ้านายทั้งหลายกระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณวัดอย่างแน่นอน เมื่อเวลาผ่านไปพระอัฐิเหล่านั้นก็คงจะย่อยสลายกลายเป็นธุลีดินอยู่บริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์นั่นเอง

กาลเวลาผ่านไปจากซากอิฐซากปูนก็ได้รับการบูรณะจากทางราชการจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปในที่สุด แต่พึงระลึกไว้เสมอว่าผืนแผ่นดินแห่งนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยเศษเถ้าธุลีของพระบรมอัฐิและพระอัฐิ ที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ภายใต้ความงดงามของสถานที่ในสายตานักท่องเที่ยวที่เดินเข้าไปชมใต้รองเท้าของคนเหล่านั้นก็ได้เหยียบย่ำไปบนแผ่นดินอันเป็นที่ที่เหล่าพระบรมอัฐิพระอัฐิได้ประดิษฐานเช่นเดียวกัน เพียงแต่เราๆ ท่านๆ ไม่สามารถมองเห็นได้แล้วก็เท่านั้นเองคำกล่าวที่ว่า “กระดูกที่ถูกเหยียบย่ำ” จึงเป็นสิ่งที่ไม่ไกลเกินกว่าความเป็นจริง เข้าไปท่องเที่ยวครั้งใดก่อนกลับอย่าลืมกราบขอขมาในสิ่งที่ได้ทำการล่วงเกินต่อบรรพกษัตริย์ของเราด้วย จะเป็นการดีและเป็นมงคลแก่ชีวิต

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply