กริชอาถรรพ์ของขุนโจรอะแวสะดอ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

“เรื่องเล่าลี้ลับวิชาคาถาอาคมทั้งหลายเป็นเรื่องของความเชื่อส่วนบุคคลที่ได้มีการเล่าสืบทอดต่อๆกันมามากมายจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน” เรื่องราวที่ได้นำมาแบ่งปันในวันนี้เป็นเรื่องเล่าของ อะแวสะดอ ตาเเละขุนโจรแห่งเขาบูโดผู้มีวิชาคงกระพันชาตรีจนเป็นที่ล่ำลือและคร้ามเกรงของบรรดาชาวบ้านทางการเองในอดีตเป็นอย่างยิ่ง

ชื่อของตำนานแห่งเทือกเขาบูโดผู้นี้ในคำว่า สะดอ หรือ สีดอ นั้นแปลความหมายว่า ช้างตัวผู้ไม่มีงาย้อนกลับไปก่อนยุคของมหาเอเชียบูรพาเล็กน้อย ได้มีมือปราบจอมขมังเวทย์นายหนึ่งได้อาสาเข้ามาทำหน้าที่ปิดตำนานของขุนโจรหนังดีแห่งเขาบูโดผู้นี้ลงได้สำเร็จและกลายมาเป็นตำนานมือปราบจอมอาคมที่ไม่ว่าเสือร้ายไหนเมื่อได้ยินชื่อก็เป็นต้องขยาดที่จะเผชิญนามของท่านนั้นก็คือ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช

ก่อนที่อะแวสะดอจะถูกท่านขุนพันธรักษุ์ราชเดชสยบลง ในวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๔๘๑ ท่านขุนพันธ์ฯ
ได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจเอกและในปีเดียวกันนั้นท่านขุนพันธ์ฯได้ความดีความชอบต่อบ้านเมืองยิ่งอย่างหนึ่งนั้นคือการเข้าผจญกับขุนโจรชาวมุสลิมนามว่า “อะแวสะดอ ตาและ” ผู้เป็นหัวหน้ากองโจรแห่งเขาบูโดนอกจากจะปล้นตามปกติแล้วยังมีเบื้องหลังแฝงที่เกี่ยวกับความไม่สงบของ ๔ จังหวัดของภาคใต้อีกด้วยซึ่งมีผู้มีอิทธิคอยช่วยเหลืออยู่

มีเรื่องเล่าว่าอะแวสะดอ ตาและ ผู้นี้เวลาของขึ้นจะสั่งลูกน้องของตนให้ช่วยกันระดมสาดลูกตะกั่วเข้าใส่ตนแบบไม่ยั่ง

อะแวสะดอ เขาเป็นชาวบ้านกาเยาะมาตี อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งอยู่แถบเชิงเขาบูโดตามในบันทึกของทางการได้กล่าวไว้ว่าประวัติของอะแวสะดอ ตาและนั้นเขาเป็นลูกชายของ “โต๊ะยี”ชาวอิสลามที่มีผู้คนนับหน้าถือตากันอย่างกว้างขวางบ้านเดิมของเขาอยู่ที่หมู่บ้านโล๊ะบา ตำบลจำปากอ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส เป็นโจรปล้นทรัพย์ตำรวจจับได้และเคยส่งไปรับโทษที่อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมกับนายสะมะแอ ลูกน้องคนสนิท ต่อมาทั้งสองคนหลบหนีกลับมาได้

เมื่ออะแวสะดอ ตาและกับ สะมะแอ หนีกลับไปยังนราธิวาสแล้ว จึงมีการรวมสมัครพรรคพวกได้จำนวน ๙ คน เที่ยวอาละวาดตามหมู่บ้านต่างๆ ไม่ว่างเว้นและทุกครั้งที่อะแวสะดอและสมุนเข้าปล้น มักจงใจเลือกเอาแต่ชาวไทยเท่านั้นเมื่อปล้นแล้วก็จะเก็บเจ้าของบ้านทุกรายไม่เว้นโดยใช้กริชคู่มือซึ่งเป็นอาวุธและเครื่องรางประจำตัวของขุนโจรผู้นี้จัดการ

ประกอบกับมีวิชาไสยศาสตร์ป้องกันอยู่ด้วยทั้งสามารถเสดาะห์โซ่ตรวน ปลดกุญแจออกได้อย่างง่ายดาย ส่วนเครื่องรางที่อะแวสะดอใช้ติดตัวนั้นกล่าวกันว่ามี ทั้งผ้าประเจียด,คดตับเหล็ก,เคราทองแดง,ช้องหมูป่ารวมถึงกริชซึ่งเป็นเครื่องรางของชาวมลายูที่นิยมนับถือ

โดยประเภทของกริชนี้เองในแต่ละ คต นั้นจะมีความหมายแตกต่างกันไปอีกทั้งพิธีในการสร้างก็ยากยิ่งนักตามตำราโบราณที่มีการบันทึกเล่าสืบทอดกันต่อๆมาว่าช่างผู้ตีต้องเป็นผู้สำเร็จวิชาทางควบคุมธาตุไฟหรือที่เรารู้จักกันในชื่อกสิณไฟขั้นสูงเมื่อทำการตีเหล็กหลอมเข้ากับแร่ที่มีอาถรรพ์ตามตำราขึ้นรูปเป็นกริชแล้วช่างจะใช้มือในการดัดงอแต่ละคดของกริชด้วยมือ

“และนี้ก็เป็นอีกหนึ่งตำนานที่มีการเล่าสืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัยเป็นเรื่องราวที่เหลือเชื่อยากที่จะพิสูจน์ได้”

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

ข้อคิดท้ายเรื่อง

รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิรา

One comment

ใส่ความเห็น