การจับยามสามตา

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

ยามสามตา คือ วิธีจับยามของหมอดูใช้นับตามหลัก ๓ หลัก คือ อาทิตย์ จันทร์ และอังคาร เวียนกันไป โดยนับขึ้นต้นที่อาทิตย์ ถ้าวันจับยามเป็นวันข้างขึ้นให้นับเวียนขวาจากอาทิตย์ไปยังจันทร์และอังคาร ถ้าวันจับยามเป็นวันข้างแรม ให้นับเวียนซ้ายจากอาทิตย์ไปยังอังคารและจันทร์ แล้วทำนายตามตำรายามสามตาหรือตรีเนตร วันนี้เราได้นำวิธีการจับยามสามตา มาให้ทุกๆท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

การจับยามสามตาของอีสานเพื่อดูของหายทำได้ง่ายๆดังนี้ พิจารณาจากรูปสามเหลี่ยมข้างบน จะเห็นว่าถูกแบ่งออกเป็นสามส่วน แต่ละส่วนถูกกำกับด้วยเลข ๑ ๒ ๓ โดยเลขแต่ละตัวมีความหมายดังนี้

๑. กาจับหลัก ของที่หายนั้นอยู่กับที่ยังไม่ไปไหน ให้หาในบริเวณที่คาดว่าของนั้นหายแล้วจะพบ

๒.ไม้หักทับทาง ของที่หายนั้นเคลื่อนไปแล้ว อาจจะมีคนเอาไปซ่อนไว้ หาให้ดีมีโอกาสพบแต่อาจจะต้องใช้เวลา

๓. นกยางคาบหนี ของที่หายนั้นถูกโขมยเอาไปไกลแล้วของนั้นจะไม่ได้คืน

วิธิการจับยามสามตา มีวิธีการดังนี้ ให้ดูว่าในวันที่มีคนมาถามเรื่องของหาย เป็นวันขึ้นหรือแรมและกี่ค่ำ จำไว้ ถ้าในวันที่มีคนมาถามเรื่องของหายเป็นวันข้างขึ้น จากรูปสามเหลี่ยมข้างบนให้เริ่มนับหนึ่งค่ำที่ตรงเลข ๑ นับสองค่ำที่ตรงเลข ๒ นับสามค่ำที่ตรงเลข ๓ นับสี่ค่ำที่ตรงเลข ๑ นับวนไปวนมาดังนี้ ๑ -> ๒ -> ๓ -> ๑ -> ๒ …. จนกว่าจะนับได้เท่ากับจำนวนค่ำตามข้อที่ ๑ แล้วดูว่าตกที่เลขอะไร แล้วให้ดูความหมายตามข้างบน

ถ้าในวันที่มีคนมาถามเรื่องของหายเป็นวันข้างแรม จากรูปสามเหลี่ยมข้างบนให้เริ่มนับหนึ่งค่ำที่ตรงเลข ๒ นับสองค่ำที่ตรงเลข ๓ นับสามค่ำที่ตรงเลข ๑ นับสี่ค่ำที่ตรงเลข ๒ นับวนไปวนมาดังนี้ ๒ -> ๓ -> ๑ -> ๒ ->๓…. จนกว่าจะนับได้เท่ากับจำนวนค่ำตามข้อที่ ๑ แล้วดูว่าตกที่เลขอะไร แล้วให้ดูความหมายตามข้างบน

ตัวอย่างการดูของหาย ข้างขึ้น

นาย ก มาถามเรื่องควายที่หายไปว่าจะได้คืนหรือไม่ ตอนที่มาถามนั้นตรงกับวันขึ้น ๑๐ ค่ำ ดังนั้นเราจะจับยามสามตาแบบข้างขึ้น โดยจากรูปข้างบนเราจะเริ่มนับหนึ่งค่ำตรงเลข ๑ นับสองค่ำตรงเลข ๒ นับสามค่ำตรงเลข ๓ นับไปเรื่อยๆจนถึงสิบค่ำดังนี้ หนึ่งค่ำ(๑)-> สองค่ำ(๒)-> สามค่ำ(๓)-> สี่ค่ำ(๑)-> ห้าค่ำ(๒)-> หกค่ำ(๓)-> เจ็ดค่ำ(๑)-> แปดค่ำ(๒)-> เก้าค่ำ(๓)-> สิบค่ำ(๑) สุดท้ายตกตรงเลข ๑. กาจับหลัก ทายว่า ของที่หายนั้นอยู่กับที่ยังไม่ไปไหน ให้หาในบริเวณที่คาดว่าของนั้นหายแล้วจะพบ

ตัวอย่างการดูของหาย ข้างแรม

นาย ข มาถามเรื่องสร้องทองคำที่หายไปว่าจะได้คืนหรือไม่ ตอนที่มาถามนั้นตรงกับวันแรม ๕ ค่ำ ดังนั้นเราจะจับยามสามตาแบบข้างแรม โดยจากรูปข้างบนเราจะเริ่มนับหนึ่งค่ำตรงเลข ๒ นับสองค่ำตรงเลข ๓ นับสามค่ำตรงเลข ๑ นับไปเรื่อยๆจนถึงห้าค่ำ ดังนี้ หนึ่งค่ำ(๒)-> สองค่ำ(๓)-> สามค่ำ(๑)-> สี่ค่ำ(๒)-> ห้าค่ำ(๓) สุดท้ายตกตรงเลข ๓. นกยางคาบหนี ทายว่า ของที่หายนั้นถูกโขมยเอาไปไกลแล้ว ของนั้นจะไม่ได้คืน

ถ้าใครอยากจะรู้ว่าการดูดวงแบบจับยามสามตานั้นมีความแม่นยำมากน้อยแค่ไหน ลองหาอะไรสักอย่างที่เราทำหายไปที่การจับยามสามตาสามารถที่จะดูให้ได้ การดูดวงได้ความแม่นหรือไม่แม่นนั้นก็ลองตัดสินใจกันดูว่าจะเป็นอย่างไร

บทความที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเรื่องราวของ การจับยามสามตา ที่มีบันทึกไว้และเล่าสืบทอดกันต่อๆมารุ่นสู่รุ่น เผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น