การดวลอาคมพระธุดงค์กับฆราวาสจอมขมังเวทย์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

คาถาอาคม ความเชื่อของคนไทยโบราณที่เราเคยได้ยินมาตั้งแต่สมัยก่อน พอมาในยุคปัจจุบันแม้จะไม้มีความเชื่อกันมาเหมือนสมัยก่อนเพราะความที่ว่าคาถาอาคมไม่มีข้อพิสูจน์ที่แท้จริงไม่สามารถเห็นได้ด้วยตา เป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น วันนี้ได้นำเรื่องบอกเล่าเกี่ยวกับคาถาอาคม มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมได้รับการบอกเล่าจากหลวงตารูปหนึ่ง ท่านบอกว่าธุดงค์มาจากภูควายที่ลาวแล้วมาพักที่ศาลากลางน้ำวัดป่าบ้านแฟนผม ที่นี่หลังจากตอนนั้นก็นอนแล้วตื่นมาตีสี่นั่งมองดูผืนน้ำที่ดำดูน่ากลัว มีเสียงดังมาจากด้านหลังว่า “มีเรื่องสงสัยอันใดหรือ” ผมหันกลับไปดูเป็นหลวงตาที่ยิ้มและมองผมอยู่ ผมนั่งลงไหว้ท่านแล้วพยักหน้าถามท่านว่า “ผมอยากรู้ว่าคาถาอาคมที่เขาว่าทำให้คนเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้มีจริงไหมครับ”

“อยากรู้ไหมเดี๋ยวหลวงตาทำอะไรให้ดู” แล้วท่านก็ถามผมว่ามีเหรียญไหม ผมล้วงไปเจอเหรียญห้าอยู่หนึ่งเหรียญ ท่านให้ผมจุดเทียนแล้วเอาน้ำตาเทียนหยดใส่ลงไปกลางเหรียญ พอมันแห้งท่านก็เอาไปโยนลงในน้ำ ผมก็งงว่าท่านทำอะไร ไม่ถึงสามนาทีมีปลาหมอตัวหนึ่งเท่าฝ่ามือผมกระโดดขึ้นมาดิ้นต่อหน้าผม หลวงตาบอกให้ผมจับปลานั้น ผมจับปลาตัวนั้นแล้วตกใจเพราะตัวมันมีน้ำตาเทียนอยู่เลยวางลง ท่านเอาผ้าขาวม้ามาปิดไว้แล้วพอดึงผ้าออกมันกลายเป็นเหรียญห้าที่มีน้ำตาเทียนเหมือนเดิม ผมตาค้างเพราะมันอัศจรรย์มาก

งั้นเดี๋ยวหลวงตาเล่าเรื่องที่พึ่งเจอมาให้ฟังนะ ท่านเล่าว่าเมื่อปีก่อนท่านไปธุดงค์ที่ประเทศลาว จุดมุ่งหมายคือภูควายเขาลึกลับในตำนาน แต่ก่อนจะถึงที่นั่นท่านได้ไปเจอหมู่บ้านหนึ่ง หมู่บ้านมีอยู่ราว ๆ ยี่สิบครัวเรือน แปลกที่หมู่บ้านนี้มีแต่คนใส่ชุดสีดำและพอเวลาเห็นพระคือท่านนั่นล่ะครับ เหมือนจะเข้ามากราบไหว้แต่ก็ไม่มีใครเข้ามาสักคน ท่านไม่ได้ติดใจอะไรด้วยความที่ปฏิบัติมาหลายสิบพรรษา ไปเจอเหมือนวัดร้างอยู่ตีนเขาท่านจึงพักที่นั่นเสียเลย หลังจากตะวันตกดินแล้วได้ยินเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องระงม ท่านเดินจงกรมอยู่ครู่หนึ่งจึงกลับเข้ามานั่งสมาธิในกลดและได้ยินเสียงคนเดินเข้ามาที่กลดของท่าน

“หลวงตาๆ ผมมีอะไรมาบอกครับ” “ว่าอย่างไรล่ะโยม มีเหตุอันใดถึงมาดึกดื่นเช่นนี้” “ที่หมู่บ้านผมกำลังเดือดร้อนครับ อยากให้ท่านช่วยหน่อยครับ” “หมู่บ้านที่อยู่ใกล้ๆนี่ใช่ไหม แล้วมีเรื่องอะไร” “ใช่ครับหลวงตา ที่หมู่บ้านผมมีหมอธรรมคนนึงแต่แกไปเรียนคาถาอาคมสายดำมา ทีนี้แกไปผิดครูหรืออย่างไรไม่รู้ ของมันเข้าตัวจากหมอธรรมที่ใจดีเลยกลายเป็นหมอผีสายดำอำมหิตมากครับ”

“แล้วเขาทำอะไรพวกชาวบ้านล่ะ” “แกให้ชาวบ้านทุกคนนับถือแก ห้ามสวดมนต์ไหว้พระ ใครมีลูกสาวที่หน้าตาดีก็ให้ส่งมาเป็นเมียแก ส่วนชุดดำนั้นแกบอกต้องใส่ทุกคนเพราะเหมือนเป็นเครื่องแต่งกายสายดำของแกครับ” “ถ้าไม่ทำตามที่เขาบอกล่ะ” “แกจะส่งผีพรายผีตายโหงที่แกเลี้ยงไว้มาหลอกและทำร้ายจนตายก็มีครับ” “โยมมาบอกอาตมาแบบนี้ ไม่กลัวเขารู้หรือ” “ผมทนให้ชาวบ้านอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้วครับ ตายก็ยอม”

พลันด้วยนิมิตที่ผุดขึ้นมาในหัวท่าน เห็นเหมือนเงาดำทะมึนกำลังลอยมาที่กลด ท่านบอกให้ชายหนุ่มคนนั้นเข้าไปอยู่ในกลด พอเงาดำนั้นลอยมาถึงแปรสภาพเป็นอสูรกายผู้หญิงเปลือยกายผมร่วงตาถลน ปากมีเขี้ยวงอกออกมามีกรงเล็บยาว “มีอะไรหรือเปล่าเจ้าผีร้าย” “ท่านจงส่งผู้ชายคนนั้นออกมาให้ข้า นายของข้ารู้เรื่องที่มันมาบอกท่านแล้ว” “อาตมาขอชีวิตเขาได้ไหม” “ไม่ได้ ท่านพูดดีดีไม่ได้ใช่ไหม”

หลวงตาท่านก้มลงหยิบก้อนดินขึ้นมาเป็นจังหวะที่ผีร้ายนั้นพุ่งเข้ามาหาอีกเพียงก้าวเดียวเท่านั้นจะถึงตัว ท่านหว่านดินใส่ เสียงร้องโหยหวนดังไปทั่วป่า มันถอยหลังแล้วชี้หน้าท่านบอกว่า เตือนท่านแล้วนะอย่าหาว่าไม่บอก ท่านเดินกลับมาก่อนจะเข้าไปในกลดเลยท่องคาถากันภัยแล้วเสกเป็นวงกลมรอบกลด พอไปในกลดเลยบอกชายคนนั้นว่า ออกไปนอนหน้ากลดก็ได้อาตมาทำวงกลมเสกคาถากันไว้แล้ว แต่จำไว้ว่าก่อนแสงอาทิตย์ขึ้นห้ามออกไปจากรัศมีสองก้าวจากกลดนะ

แล้วท่านกับชายคนนั้นก็นอนหลับไป ท่านจำวัดเพียงชั่วครู่เหมือนกับได้ยินเสียงอะไรสักอย่าง ลุกขึ้นมาดูเป็นชายคนนั้นยืนบิดไปมาคาดว่าน่าจะปวดทุกข์เบา กำลังจะห้ามแต่ไม่ทันแล้วเขาเดินออกไปจากกลดท่าน แค่ก้าวที่ห้าเท่านั้นท่านเปิดกลดออกมาสิ่งที่เห็นคือผีพรายอีกตนร่างเป็นสีแดงเอามือที่มีกรงเล็บบีบคอเขาจนตัวลอย อีกมือก็เอามีดจ้วงที่ท้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก่อนที่เขาจะตายก็หันมายกมือไหว้ท่านพร้อมคำพูดสุดท้ายว่า “ชะ ชะ ช่วยยยยชาวบ้านด้วยครับหลวงตา” แล้วผีพรายนั้นก็โยนร่างเขามาตายต่อหน้าท่าน

“นายข้าบอกว่าถ้าท่านไม่อยากให้ใครตายอีก ขอให้ท่านจงไปจากที่นี่เสีย” แล้วผีพรายก็หัวเราะแล้วค่อยๆจางหายไป หลวงตาได้แต่หดหู่เศร้าใจ ท่านคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเสียแล้ว ท่านจัดการกับร่างไร้ลมหายใจนั้นโดยการขุดหลุมฝังร่างให้ เช้าวันต่อมาท่านเดินไปที่หมู่บ้านนั้น จากคนที่เดินกันไปมาพอเห็นพระสงฆ์เท่านั้น แตกตื่นวิ่งเข้าบ้านใครบ้านมัน ท่านว่าสงสัยฆราวาสคนนี้คงมีอาคมที่น่ากลัวมากไม่งั้นชาวบ้านไม่กลัวขนาดนี้

ท่านเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งท่านหยุดมองไปในบ้าน ด้วยความที่ท่านฝึกกสิณไฟท่านจึงมีตาทิพย์มองเห็นว่ามีชายแก่คนหนึ่งสักลายทั้งตัวรวมทั้งใบหน้า ตาของเขาเป็นสีแดงเพลิงกำลังมองมาที่ท่าน รู้ได้ทันทีว่าคงเป็นหมอผีที่หลงอาคมสายดำคนเดียวกับที่ชายคนนั้นบอกแน่นอน ท่านเดินมาหยุดที่หน้าบันไดเสียงอะไรบางอย่างวิ่งตรงมาที่ท่าน ควายธนูตัวดำสูงเกือบสามเมตรกระโจนมา ท่านบริกรรมคาถาเป่าออกไป ควายธนูหยุดทันทีแต่ยังคงจะวิ่งมาหาท่านอย่างไม่ลดละ แล้วอยู่ๆ ก็มีผีพรายพุ่งมาทางด้านหลังมาจับแขนทั้งสองข้างท่านไว้ “ท่านเสียทีข้าแล้ว เตือนแล้วไม่ฟังเอง”

แล้วพอถูกตรึงแขนไว้ควายธนูที่ท่านหยุดเลยหลุดมาจะวิ่งขวิดท่าน ฉับพลันร่างของหลวงตาก็หายวับทันที ไปยืนอยู่ที่บันไดขั้นแรก “ตายยากนักนะมึงไอ้พระแก่” ชายแก่หมอผีล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อขว้างลงบนพื้นกลายเป็นงูยักษ์สีเขียวเลื้อยเข้ามาพร้อมกับควายธนูและผีพรายที่เข้ามาหมายจะเอาชีวิตท่าน หลวงตาผายมือออกแล้วมีไฟดวงหนึ่งขึ้นจากฝ่ามือ ท่านเป่าไฟดวงนั้นใส่ทำให้ทั้งสามถูกเผาไหม้เป็นจุล

หมอผีโกรธแค้นยิ่งนักเพราะไม่เคยมีใครสู้อาคมแกได้หยิบเอามีดหมอกับตะปูออกมาหวังจะเสกเข้าไปในตัวท่าน แต่ท่านรู้ด้วยตาทิพย์ที่มี จึงทำการเสกคาถาใส่ตะปูกับมีดหมอให้ไปปักตัวหมอผีนั้นก่อน เสียงร้องโหยหวนพร้อมกับร่างที่ชักดิ้นไปมา ท่านเดินลงมาดูแล้วจัดการเสกคาถาถอนอาคมใส่หมอผีคนนั้นให้ไม่มีอาคมใช้อีกต่อไป แต่ด้วยบาดแผลจากตะปูกับมีดมันสาหัส เลยสิ้นใจในเวลาต่อมา

ชาวบ้านพากันมากราบท่านด้วยน้ำตาแห่งความดีใจที่หลุดพ้นจากหมอผีคนนี้ หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จแล้วท่านก็ออกธุดงค์เพื่อที่จะไปยังภูควายต่อไป ผมเลยถามท่านว่าแล้ววิญญาณหมอผีไม่มาหลอกชาวบ้านหรือครับหลวงตา ท่านยิ้มแล้วบอกว่าแค่ดวงวิญญาณหลุดออกจากร่างธรณีก็สูบลงไปในนรกแล้วล่ะ จำเอาไว้คาถาอาคมมีจริงไม่ว่าจะยุคสมัยไหนแต่คนที่ใช้ต่างหากจะใช้ไปในทางที่ดีหรือไม่ดี เรื่องราวมีเท่านี้ครับ

 เรื่องสยองของคนเห็นผี

การใช้คาถาอาคมเป็นองค์ภาวนาเพื่อสร้างกระแสจิต ในตนสร้างความเชื่อมั่นและโน้มน้าวจิตตามวัตถุประสงค์ แล้วก็ตั้งจิตให้มั่นภาวนาคาถาได้ตามต้องการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะหวังพึ่งคาถาอาคมอย่างเดียวคงไม่ได้ หากใจเราต้องบริสุทธิ์ คิดดี ทำดีละเว้นความชั่ว ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ก็จะยิ่งส่งผลให้สำเร็จไปได้ด้วยดี นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกท่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น