การพิจารณาสิงหราชหลวงพ่อเดิมวัดหนองโพ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

หลวงพ่อเดิม พุทธสโร พระอริยสงฆ์เจ้าแห่ง วัดหนองโพ จังหวัดนครสวรรค์ ผู้เปี่ยมล้นด้วยเมตตาธรรมที่บรรดาสาธุชนทั่วแดนสยามต่างให้ความเคารพนับถือ หากพูดถึงพระเกจิคณาจารย์ที่ประชาชนชาวไทยให้ความเลื่อมใสศรัทธาแล้วย่อมต้องหนีไม่พ้นการบูชาพระเครื่องรางของขลังซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ในการสร้างขวัญและกำลังใจต่อผู้บูชาทั้งยังเป็นเครื่องเตือนสติแก่ผู้ศรัทธาให้ตั้งมั่นระลึกถึงการสร้างคุณงามความดีอยู่ทุกขณะ

ภาพถ่ายหลวงพ่อเดิม พุทธสโร

หากจะกล่าวถึงเครื่องรางของขลังที่หลวงพ่อเดิมท่านแล้วมีอยู่มากมายหลายชนิดแต่ที่เป็นจุดเด่นเลยนั้นก็คือเครื่องรางที่ใช้งาช้างเข้ามาประกอบซึ่งในสมัยก่อนนั้นหลวงพ่อเดิมท่านได้อาศัยขี่หลังช้างเพื่อเดินทางไปประกอบกิจที่ได้รับนิมนต์ตามสถานที่ต่าง ๆ เมื่อช้างที่ทางวัดหนองโพเลี้ยงไว้ได้หมดอายุขัยลงหลวงพ่อเดิมท่านก็จะเก็บงาช้างเอาไว้ บางทีลูกศิษย์ลูกหาก็หางาช้างมาฝาก หรือบางทีก็มีผู้นำมาขาย ท่านก็จะเก็บรักษาไว้ เมื่อมีเวลาว่างก็จะนำมาแกะเป็นรูปองค์พระบ้าง นางกวักบ้าง หรือเครื่องรางของขลังต่าง ๆ

อาจเนื่องจาก “งาช้าง” นอกจากจะมีคุณวิเศษเฉพาะตัวแล้ว ยังสามารถใช้ทดสอบพิษในอาหารได้ด้วย พระเกจิคณาจารย์หลายๆ รูปจึงมักนิยมนำมาแกะเป็นองค์พระ และเครื่องรางของขลังต่างๆ เพื่อมอบให้กับศิษยานุศิษย์และคนใกล้ชิด นำไปบูชา พกพา เพื่อเป็นสิริมงคล “งาช้างแกะ หลวงพ่อเดิม” ที่แกะเป็นองค์พระจะมี “พระปิดตา” แกะเป็น ๒ คือ แบบแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะมีพระเกศแหลมขึ้นไป และแบบแทนองค์พระอัครสาวก ก็จะเป็นพระปิดตาแบบเศียรโล้นธรรมดา นอกจากนี้ก็มี นางกวัก พระประจำวัน ฯลฯ ที่เป็นเครื่องรางของขลังนอกเหนือจาก “มีดหมอ” แล้วเห็นจะเป็น

“สิงหราช” มี ๒ แบบ คือ สิงหราชธรรมดา มีลวดลายก้นหอยตามตัว ขาทั้งสี่วางบนพื้นราบ กับสิงหราชคำรณ ซึ่งต่างกันตรงขาหน้าขาหนึ่งจะยกเท้าขึ้นในลักษณะกางเล็บออกตะครุบเหยื่อ ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ “งาแกะสิงหราช” ที่หลวงพ่อเดิมสร้างจะไม่มีการลงจารใดๆ นอกเสียจากมีผู้นำมาให้ท่านลงเป็นกรณีพิเศษ ท่านก็จะลงเพียงอย่างเดียวที่ใต้ฐานสิงห์คือ “นะ มะ พะ ทะ” เท่านั้น การพิจารณา “งาแกะหลวงพ่อเดิม”

ภาพสิงห์หลวงพ่อเดิมสวยๆจาก ร้านทินกร ชำนาญ (พี่เจ๋ง)

เรียกได้ว่ายากเอาการอยู่ เนื่องด้วยการแกะนั้นเป็นงานฝีมือซึ่งแกะทีละตัวจึงไม่มีรูปแบบมาตรฐานเป็นที่แน่ชัด ช่างแกะก็เป็นช่างในอำเภอพยุหะคีรีทั้งนั้น อีกทั้งพระเกจิอาจารย์ที่เป็นศิษย์ของท่านซึ่งมีมากมายก็ล้วนสร้างมีดหมอและงาแกะเช่นเดียวกับพระอาจารย์ จึงนับว่าค่อนข้างยากที่จะพิสูจน์ว่าวัตถุมงคลใดเป็นของหลวงพ่อเดิม และบางครั้งก็มีการนำไปแอบอ้างด้วย ทุกท่านที่สนใจ อยากได้ วัตถุมงคล ของหลวงพ่อเดิม ที่แกะจากงา ก็โปรดใช้ความรอบคอบ พิจารณา พุทธลักษณะ ของพระพุทธที่แกะลงบนงาช้าง รูปสิงห์ รูปนางกวัก ความเก่า ความแห้ง ของงาที่มาของวัตถุมงคลนั้น ๆ จากผู้รู้ ผู้ที่ชำนาญ มีประสบการณ์ในเรื่องความเก่า ความแห้ง ของงา

เบื้องต้นในการพิจารณา “งาแกะหลวงพ่อเดิม” คือ ต้องพิสูจน์ว่าเป็นงาแท้ๆ ก่อน โดยสังเกตจากธรรมชาติของงาคือ จะมีสีเหลืองกลมกลืนกันทั้งผิวและเนื้องา เมื่องามีอายุเก่าแก่มากๆ ก็จะ “แตกลายงา” ซึ่งจะแตกจากเนื้อในออกมาพิจารณาให้ถี่ถ้วน ถ้าผิดอาจารย์ ผิดวัด พุทธคุณ พุทธาคมความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ก็ผิดกันไป วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ประเภทงาแกะ ไม่ว่าจะเป็นของพระเกจิอาจารย์องค์ไหนก็แล้วแต่ ถ้าแกะจากงาถือว่าศักดิ์สิทธิ์ งาเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เป็นของคงทนสิทธิ์ มีอานุภาพ มีคุณวิเศษ อยู่ในตัวอยู่แล้ว ยิ่งแกะเป็นรูปพระก็ดี สิงห์ก็ดี เสือก็ดี ลงอักขระ ปลุกเสก

โดยพระเกจิอาจารย์ที่ประพฤติ ปฏิบัติดี ความศักดิ์สิทธิ์ย่อมเกิดขึ้นกับผู้ที่นำไปบูชา พกพา อาราธนาติดตัว บางท่าน ห้อยพระพกเครื่องราง บอกหรือพูดกับคนโน้นคนนี้ว่าตั้งแต่ห้อยพระมาพกเครื่องรางมาไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นกับผมเลย ถึงตอนนี้ผมก็อยากจะบอกกับแฟน ๆ ทุกท่านว่า นั่นแหละครับความศักดิ์สิทธิ์บังเกิดขึ้นกับตัวท่านแล้ว พุทธานุภาพ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ดลบันดาลให้ท่านแคล้วคลาดปลอดภัย จากภัยพิบัติ จากศัตรูหมู่มาร จากสิงสาราสัตว์ จากภูตผีปีศาจ จากคนที่คิดร้าย คิดไม่ดี บางครั้งความศักดิ์สิทธิ์ก็ดลบันดาลให้ศัตรูกลับมาเป็นมิตร โบราณเค้าพูดเสมอว่า ร้ายกลับกลายเป็นดี

เครื่องรางประเภทงาแกะของหลวงพ่อเดิม ปะเภทของงาก่อนที่ผมจะกล่าวถึงวัตถุมงคลประเภทงาแกะของหลวงพ่อเดิม เรามาทำความเข้าใจ เรื่องของงากันก่อนนะครับ และงามีอยู่ ๔ ประเภท ดังนี้

๑.งาเนื้อเหลืองจัด หรือว่างาแก เป็นงาที่ได้จากช้างที่มีอายุมาก งาชนิดนี้ส่วนมากจะยาวและมีน้ำหนักมาก งาประเภทนี้ผ่านการเสียดมามาก ทำให้มีสีคล้ำเหลืองจัด เมื่อนำมาแกะเป็นวัตถุมงคล และถูกนำไปใช้จะมีสีเหลืองแก่ หรือน้ำตาลคล้ำไปเลย

๒. งาสีเหลืองนวล เป็นงาที่ได้จากช้างหนุ่มที่มีอายุน้อยจะมีสีเหลืองนวลอ่อนๆเมื่อนำมาแกะเป็นวัตถุมงคล และถูกใช้จะมีสีเหลืองนวลคล้ายสีผึ้ง หรือสีเหลืองอ่อนไม่จัด ส่วนมากจะกลวงไม่มากก็น้อย

๓. งาสีเหลืองอมเขียว เป็นงาได้จากช้างที่เป็นโรค เป็นงาที่หักออกมาเองจะมีสีเขียวหรืออดำแซมกับเหลือง เมื่อถูกความชื้นจะเป็นสีเขียวคล้ายเอาสีไปทาไว้

๔. งาสีขาว เป็นงาอ่อนที่ได้จากช้างรุ่นลูก มีความสวยงามมากกว่าแก่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่างา “ขนาย” มีรูพรุนในเนื้องาบ้างเล็กน้อยแม้ว่าใช้ไป ยังไงก็ยังคงสีเดิม

สิงห์งาแกะหลวงพ่อเดิม เมื่อได้เรียนรู้เรื่องงากันมาบ้างแล้ว เรามาทำความเข้าใจกันต่อ ฝีมือช่างแกะสิงหราช ของหลวงพ่อเดิม ว่าเป็นอย่างไร

ฝีมือประจำวัด ช่างคนนี้มีภูมิลำเนาอยู่ในตลาดหนองโพ จะแกะด้วยเครื่องมือที่แกคิดค้นประดิษฐ์ขึ้นมาด้วยตนเอง ฝีมือจึงขาดความอ่อนช้อย ไม่ค่อยสวยงามเท่าไร แกะแบบสิงห์ในวรรณคดี เป็นสิงห์ที่มีลวดลายเหมือนในวรรณคดีที่เป็นไปอย่างหยาบๆ ไม่ได้ลบแง่มุมให้เกิดความสวยงามซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ดังนี้

สิงหราชธรรมดา คือแกะเป็นรูปสิงห์ธรรมดา มีลวดลายก้นหอยตามตัว มีลายสันแข้งขาทั้งสี่นั้นวางอยู่บนพื้นราบ

สิงหราชคำรณ หรือสิงห์มหาดไทย แกะเป็นสองลักษณะ คือ สิงห์ลอยองค์ ที่มีรูปลักษณะลอยองค์ กลมนูน เท้าหน้าข้างหนึ่งยกสูง กรงเล็บงุ้มในท่าแผลงสีหนาท ตะครุบเหยื่อ

 รูปแบน มีลักษณะคล้ายสิงหราชธรรมดา แต่ยกขาข้างหนึ่งในลักษะตะครุบเหยื่อ ทั้งตัวสิงห์อยู่ในครอบสี่เหลี่ยมฝีมือภายนอกวัด ช่างในตลาดพยุหะคีรี และช่างในตลาดมโนรมย์ แกะสิงหราช ได้มีความสวยงามมากกว่าช่างประจำวัด เพราะเป็นฝีมือช่างที่อยู่ในเขตพยุหะคีรี และช่างที่อยู่ในตลาดมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งเป็นช่างอาชีพแกะได้งดงามกว่าช่างท้องถิ่น

สิงหราชของหลวงพ่อเดิม ส่วนใหญ่ที่พบเห็นมักจะไม่มีเหล็กจารย์ แต่จะมีบ้างเหมือนกัน กรณีที่ลูกศิษย์หรือผู้อยู่ใกล้ชิด นำกลับไปให้หลวงพ่อลงเหล็กจารย์ให้เป็นกรณีพิเศษ และอักขระที่ใช้ลงเหล็กจารย์ จะพบเห็นอักขระเพียง 4 ตัว คือ นะ มะ พะ ทะ ที่ใต้ฐานสิงห์เมื่อพิจารณาดูโดยท่องแท้แล้วจะพบว่า สิงหราชนั้น อุดมด้วยมหาอำนาจ เพราะเป็นราชสีห์เจ้าป่าแห่งสัตว์ทั้งหลายและมีเมตตา และเป็นตราประจำกระทรวงมหาดไทย

พุทธคุณของสิงหราชงาแกะหลวงพ่อเดิม

 คงกระพันชาตรี กันเขี้ยวงาศาตราวุธของศัตรู   เป็นมหาอำนาจ ใครพบเห็นเกรงกลัว ไม่กล้าคิดร้ายหรือทำอันตราย

ทำงานอาสาเจ้านายรับราชการก็มีแต่ความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น