การเข้านิโรธสมาบัติ การเข้าสมาธิขั้นสูง ของผู้สำเร็จพระอรหันต์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ การเข้านิโรธสมาบัติ การเข้าสมาธิขั้นสูง ของผู้สำเร็จพระอรหันต์ ไม่กิน ไม่นอน ไม่ขับถ่าย นาน ๗ วัน นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึงนิโรธสมาบัติหรือสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ นั้นเป็นสมาธิชั้นสูงในพระพุทธศาสนา เป็นการเข้าสมาธิที่ดับสัญญา ความจำได้หมายรู้และเวทนาความรู้สึกทั้งปวงมีสภาวะละเอียดกว่าอรูปฌานเพราะผู้ที่เข้าฌานขั้นนี้ต้องสามารถละขันธ์ ๕ เข้าสู่ความไม่มีตัวตนสิ้นไปจากรูปและนามอยู่ในสุญญตวิหารธรรม การเข้านิโรธสมาบัตินั้นจึงทำได้เฉพาะพระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้น

หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก

การเข้าแต่ละครั้งจะกินเวลานานสูงสุด ๗ วัน โดยทั้ง ๗ วันจิตจะดับความรู้สึกความสืบต่อทั้งหมด ภาวะนั้นร่างกายดับลมหายใจ ไม่กินไม่ถ่ายไม่นอน ทรงสภาวะธรรมนั้นโดยตลอด ๗ วัน เมื่อถอนสมาธิออกมาผู้เข้านิโรธมักออกโปรดคนยากจนที่มีศรัทธา หากใครได้ถวายทานเป็นมื้อแรกหลังจากการออกจากนิโรธจะได้บุญมหาศาล จากคนจนจะเปลี่ยนฐานะเป็นคนรวยภายในวันนั้นทันที ในสมัยพุทธกาลพระสารีบุตรเคยเข้านิโรธสมาบัติขณะนั้นมียักษ์นิสัยพาลเอากระบองมาทุบศีรษะ พระสารีบุตรมิได้เป็นอันตรายแม้ปลายเส้นขน เพราะพลังแห่งนิโรธสมาบัตินั้นคุ้มครอง

นอกจากนี้ในสมัยพุทธกาลนั้นพระมหากัสสปะเป็นมหาเถระอีกท่านหนึ่งที่นิยมเข้านิโรธสมาบัติเป็นเวลา ๗ วันครั้นแล้วจึงออกบิณฑบาตรโปรดผู้ยากไร้ แม้กระทั่งพระอินทร์ยังต้องแปลงตัวเป็นขอทานมาขอใส่บาตร จวบจนมาถึงปัจจุบันหากย้อนระลึกถึงพระมหาเถระที่ผ่านมาซึ่งสามารถเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วันแบบอุกฤษ์สูงสุดคือไม่ฉันข้าวไม่ฉันน้ำ ไม่ขับถ่ายสิ่งใดๆ เท่าที่พอจะนึกถึงได้ก็จะมี สมเด็จพระบรมครูหลวงพ่อเขาสาริกา เข้าสมาบัติในท่านั่งยองๆกลางแจ้งช่วงเดือนเมษายน โดยไม่ฉันข้าวไม่ฉันน้ำ ไม่ขับถ่าย

ท่านต่อมาคือหลวงพ่อกัสสปมุนี วัดปลิผลิวนาราม จ.ระยอง ท่านเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๐ เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน หลวงพ่อกัสสปมุนีเคยบอกว่า นิโรธสมาบัตินี้มีอานุภาพมากนักมิใช่แต่กุฏิของท่านเท่านั้น แต่กำลังแห่งนิโรธยังครอบคลุมไปทั่วภูเขาสุนทรีบรรพตอันเป็นที่ตั้งวัด อย่าว่าแต่ของในกุฏิท่านเลยแม้กรวดหินหน้าวัดหากจะหยิบขึ้นมาแล้วตั้งจิตระลึกถึงท่านก็ยังมีอานุภาพได้ หลวงปู่ชุ่ม โพธิโกท่านนี้ได้รับการยกย่องจากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำว่ามีความสามารถในการเข้านิโรธสมาบัติอย่างยิ่ง ประวัตินั้นท่านเคยเข้านิโรธที่ถ้ำปุ่มถ้ำปลา จ.เชียงราย พอถอนสมาธิออกมามีหนูท้องขาวยกขาหน้าขึ้นสองข้างทำกิริยากราบแล้ววิ่งทักษิณาวัตรรอบตัวท่านสามรอบ นอกจากนี้ก็ยังมีหลวงพ่อเกษม เขมโก และ คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ที่มีความสามารถในการเข้านิโรธสมาบัติได้

ท่านเหล่านี้นับเป็นเพชรน้ำเอกในพระพุทธศาสนามีความสามารถในทางฌานอย่างแก่กล้า สามารถเข้านิโรธสมาบัติได้และด้วยอานุภาพแห่งนิโรธสมาบัตินี้ก็เชื่อกันว่าท่านเข้าเพื่ออธิฐานให้แผ่นดินไทยร่มเย็นเป็นสุขเป็นแผ่นดินที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง ก็นับว่าเป็นบุญของพวกเราคนไทยที่เกิดมาในแผ่นดินที่บริบูรณ์ด้วยพระอริยะเจ้า พระโพธิสัตว์ หากท่านใดปรารถนาเจริญในทางธรรมหรือปรารถนาพ้นทุกข์หรืออื่นใดลองอธิษฐานต่อรูปของพระมหาเถระตามรายชื่อที่กล่าวมานี้ท่านใดท่านหนึ่งก็อาจสมซึ่งความปรารถนาของท่านขึ้นมาได้ เฉพาะภาพของแต่ละท่านก็ศักดิ์สิทธิ์ในตัวไม่ต้องเสกก็ขลังที่สุดแล้ว

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม

พระคาถาพระฉิมพลี ของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ” นะชาลีติ ฉิมพาลี จะ มหาเถโร สุวรรณะมามา โภชนะมามา วัตถุวัตถามามา พลาพลังมามา โภคะมามา มหาลาโภมามา สัพเพชะนา พหูชะนา ภวันตุเม “
สวดแล้วจะมีโชคลาภเงินทองมีใช้ไม่ขาดมือ ถ้าปฎิบัติเป็นกรรมฐานทำให้เข้าถึงฌานแล้วจะร่ำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี เงินทองจะหลั่งไหลมาเอง สวดให้ได้ ๑๐๘ คาบ เช้า-เย็น หรือตามกำลังวันและจงดำรงมั่นอยู่ในศีล ในธรรม หมั่นเจริญภาวนา สมาธิ จะร่ำรวยเป็นเศรษฐีใหญ่

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply