การเช็คพลังงานพระเครื่อง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ การเช็คพลังงานพระเครื่อง นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

การเช็คพลังงานพลังพุทธคุณของพระเครื่องมีหลายสำนักและหลากหลายวิธีการ บทความนี้จะรวบรวมวิธีต่างๆที่เล่าสืบต่อกันมามิได้ฟันธงว่าวิชาใดจะถูกต้องหรือได้ผลที่สุด เพราะเป็นเรื่องปัจจัตตังรู้ได้เฉพาะตน ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการเชื่อและพิสูจน์

การจับพลังงานพระ(ขอชมบารมี)มีหลากหลายแนวทาง ในปัจจุบันการจับพลัง การเช็คพลัง หรือการขอชมบารมีตามแล้วแต่จะเรียกกันมีอยู่หลายวิธีมากแต่ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นอุปปาทานกันเสียมากกว่า โดยมีใจที่เอนเอียงไม่เป็นกลางถือว่านี้พระของข้าจึงแรง พระคนอื่นไม่แรง องค์นี้พระของครูอาจารย์ข้าต้องแรงกว่าที่อื่นครูอาจารย์คนอื่นไม่แรง ในทางรูปธรรมนั้น คืบ สั้น ยาว ศอก เราวัดได้หมด มวลสารอะไรบ้างเราก็พอรู้ แต่ในทางนามธรรมเราไม่สามารถบอกได้เลยว่ามีพลังงานไหม ดีทางใด คงกะพันหรือเมตตาฯลฯ นอกจากประสบการณ์ของผู้ใช้ที่เจอด้วยตัวเอง แต่ด้วยความอยากรู้และต้องการความจริงของมนุษย์จึงมีศาสตร์มากมายในการพิสูจน์ตรวจเช็คเพื่อให้มั่นใจว่า พระนั้นแท้และมีพลังงานหรือไม่

เช็คพลังงานพระเครื่องด้วยลูกดิ่งหรือเพนดูลั่ม Pendulum ลูกดิ่งหรือเพนดูลั่มPendulum เป็นลูกดิ่งที่มีความเชื่อกันว่าใช้ตรวจหาพลังงานต่างๆได้ โดยประโยชน์ของเพนดูลั่มมีหลายประการเช่น ใช้งานในเรื่องของการพยากรณ์ใช้สื่อสารกับเทพ เทวดาและถามในสิ่งที่เราอยากรู้ ใช้สำหรับตรวจประเมินสุขภาพใช้เลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเรา ตรวจฮวงจุ้ย ตรวจเช็คพลัง วัตถุมงคล ตรวจหาของหาย ใช้ทำน้ำมนต์ ใช้ดึงพลังเข้าตัว การตรวจเช็คพุทธคุณ พลังจากพระเครื่อง วัตถุมงคล เครื่องรางและของทนสิทธิ์ต่างๆ โดยปกติจะทำได้เฉพาะผู้ทรงญาณสมาบัติ แต่ถ้าใช้เพนดูลั่มในการตรวจเช็คผู้ที่มีสมาธิเพียงเบื้องต้นก็สามารถทำได้(แต่ถ้าใช้กำลังจิตระดับอุปจารสมาธิจะแม่นยำมากกว่า) ซึ่งเชื่อว่าจะมีความถุูกต้องประมาณ ๘๐-๙๐ %

วิธีการใช้เพนดูลั่มในการตรวจเช็ควัตถุมงคล ๑. นำวัตถุมงคล พระเครื่อง เครื่องราง ของทนสิทธิ์ นั้นๆวางไว้บนพื้นโต๊ะ หรือบนภาชนะที่สูงกว่าพื้นธรรมดา อาจใช้หนังสือหรือผ้ามารองก่อนเพื่อมิให้เป็นการปรามาส ๒. ขอขมาพระรัตนตรัยเพื่อบอกกล่าวว่าการตรวจเช็คนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะปรามาสแต่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจเพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจว่า วัตถุมงคลชิ้นนี้ได้ผ่านการปลุกเสกหรือพุทธาภิเษกมาแล้ว ๓. ใช้เพนดูลั่มจ่อเหนือวัตถุมงคลนั้นๆให้ห่างจากวัตถุมงคลประมาณ๑นิ้ว เป็นอย่างน้อยเพื่อป้องกันการกระทบด้วยแรงเหวี่ยงซึ่งมาจากวัตถุมงคลนั้น

๔. ดูทิศทางของแรงเหวี่ยงที่ออกมาจากวัตถุมงคลนั้นๆว่าไปตามทิศทางใดบางซึ่งต้องใช้ประสบการณ์โดยทั่วไปถ้าพุทธคุณรอบด้านเพนดูลั่มจะหมุนเป็นวงกลมถ้าแรงเหวี่ยงมีมากก็แสดงว่ามีพุทธคุณมาก บางองค์ของแรงแทบจะทำให้เพนดูลั่มหลุดออกจากมือก็มีให้เห็นมาแล้ว ๕. ตั้งคำถามถามเพนดูลั่มไปที่ละข้อตามความเด่นของวัตถุมงคลเช่น พระองค์นี้เด่นด้านมหาลาภด้านคงกระพันชาตรี ถามไปเรื่อยๆจนครบแล้วก็จะทราบว่าพระองค์นี้เด่นด้านไหนหรือครบทุกด้านหรือไม่ นอกจากนี้เพนดูลั่มยังนิยมใช้ในการตรวจพลังของหินอีกด้วย นักสะสมหินตัวยงมักจะมีเพนดูลั่มเพื่อใช้ตรวจพลังหินไว้ติดตัว

เช็คพลังงานพระเครื่องด้วย กล้องออร่า ถ้าออกแนววิทยาศาสตร์หน่อยก็จะมาดูเรื่องของออร่าในต่างประเทศมีการใช้กล้องออร่าในการถ่ายพลังงานมานานแล้วกล้องออร่าเป็นกล้องชนิดพิเศษคล้ายๆโพลารอย ถ่ายแล้วรอซักพักก็ดูได้เลยแต่มีค่าใช้จ่ายสูงในการถ่ายต่อครั้ง กล้องออร่าทำงานโดยจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกายโดยใช้ Hand Sensorแม่นยำมาก ประสิทธิภาพสูงมีผู้ที่ฝึกสมาธิในรูปแบบต่างๆมักมาดูความเปลี่ยนแปลงของสภาวะของจิตตนเองเป็นระยะ เมื่อนำกล้องออร่า มาถ่ายวัตถุมงคลมันจะมีสีของออร่าอยู่รอบๆวัตถุหรือพระเครื่องนั้นคล้ายสเปกตรัมคือมีสี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง โดยอ่านค่าจากการดูสีที่เปล่งออกมาเช่น สีแดงหมายถึงคงกระพันชาตรี สีชมพูหมายถึงเสน่ห์ เมตตาฯลฯ

กล้องออร่านอกจากจะถ่ายออร่าพระแล้วก็สามารถถ่ายออร่าของคนได้อีกด้วยสภาวะจิตและอารมณ์ที่แตกต่างก็ทำให้สีของออร่าแตกต่างกันไปแม้แต่เช็คความเจ็บป่วยของร่างกายก็มีการทดลองมาแล้ว อย่างออร่าของผู้บรรลุธรรมส่วนใหญ่จะออกเป็นสีขาวกลุ่มที่ได้ฌานสมาธิจิตจะออกสีทอง กลุ่มทำสมาธิจิต(สมถะ)ก็จะออกสีม่วง คนมักโกรธก็จะออกเป็นสีแดงๆแต่ออร่าของผู้ที่ออกเป็น๗สีหรือสายรุ้ง(ฉัพพรรณรังสี)ยังไม่เคยมีให้เห็น

การจับพลังงานพระเครื่องแบบชี่กง การจับพลังงานพระเครื่องแบบชี่กงคือ พระจะนำมือเราวิ่งไปวิธีการคือใช้มือข้างซ้ายจับพระไว้เบาๆใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ในการจับพระ(หรือจะกำพระไว้ในมือซ้ายก็ได้เผื่อหล่น)ปลดกำลังหัวไหล่กับแขนตามสบายไม่ต้องเกร็งข้อศอกตั้งฉากเอามือไว้ที่ท้องระดับสะดือกำหนดความรู้สึกไปที่องค์พระแล้วพูดในใจว่า“ขอชมบารมี”วางใจให้เป็นกลางอย่าใจร้อนคืออย่าไปคิดว่าเมื่อไหร่พระจะนำมือซักทีให้รอจนกว่าพระจะนำมือเราวิ่งไปช้าเร็วอยู่ที่การฝึก ถ้าพระนำมือวิ่งแล้วคราวนี้ก็มาแปลความหมายของการที่พระนำมือวิ่งหมุนในลักษณะต่างๆว่ามีความหมายอย่างไร

ถ้ารู้สึกเริ่มเมื่อยแขนให้หยุดทันทีเพราะตอนนี้ถ้าเราถืออะไรไว้ในมือแล้วอยากให้วิ่งก็จะแยกไม่ออกว่าเป็นแรงที่เราเองออกแรงผลักไปโดยไม่รู้ตัวหรือเป็นแรงดึงจากของที่อยู่ในมือ การจับพลังงานพระวิธีนี้ถือว่าเป็นการฝึกอุปจารสมาธิอย่างหนึ่งถ้าเราฝึกเช็คพลังบ่อยๆเวลาเข้าสมาธิจะคล่องตัวดีมาก วิธีการจับพลังงานพระเครื่องแบบชี่กง ๑. ตั้งนะโม๓จบ อธิษฐานจิตขออนุญาตชมบารมี ๒. ใช้มือข้างซ้ายจับองค์พระไว้เบาๆปล่อยหัวไหล่กับแขนตามสบายข้อศอกตั้งฉากถือไว้ลอยๆ(ตอนนี้มือจะถือพระอยู่บริเวณท้อง) ๓. เข้าสมาธิระดับอุปจารสมาธิ(ถ้าลึกกว่านี้จะใช้ไม่ได้)เพ่งไปที่องค์พระ  ๔. ให้สังเกตุอาการดังนี้ จะรู้สึกร้อนนิดๆที่มือตรงบริเวณองค์พระ จะมีความรู้สึกว่ามีแรงดึงหรือผลักออกมาจากองค์พระให้ปล่อยและประคองมือไปตามองค์พระ

๕. ดูความหมายของอาการตามนี้ ถ้าองค์พระดึงมือวิ่งไปทางด้านหลังแล้วกลับมาที่เดิมแล้วไปอีกเรื่อยๆ แปลว่ามีกำลังทางด้านแคล้วคลาด,ถ้าองค์พระวิ่งวนเป็นวงกลมอยู่ข้างหน้าแปลว่าเป็นพระอธิษฐาน (อยากได้อะไรก็ขอเอา),ถ้าองค์พระวิ่งไปข้างหน้าแล้ววนเข้าหาตัวแปลว่าเป็นพระมหาลาภ,ถ้าองค์พระวิ่งไปข้างหน้าแล้ววนเข้าหาหัวใจแปลว่าเป็นพระเมตตามหานิยม,ถ้าองค์พระวิ่งไปข้างหน้าแล้ววนเข้าหาปาก แปลว่าเป็นพระที่ลงสาริกาลิ้นทอง,ถ้าองค์พระวิ่งออกไปตรงๆแล้ววิ่งกลับมาตรงๆเป็นพระที่ลงคงกระพันชาตรีไว้,ถ้าองค์พระวิ่งวนขึ้นหัวแปลว่าเป็นพระที่ลงไว้ครบทุกอย่างหรือลงไว้หลายอย่าง(เช็คยากกว่าพระที่ลงพลังไว้อย่างเดียวกว่าพระจะเริ่มเคลื่อนบางทีรอตั้งนาน) *ถ้ารู้สึกเริ่มเมื่อยแขนให้หยุดทันทีเพราะตอนนี้ถ้าเราถืออะไรไว้ในมือจะแยกไม่ออก*

ต้องท่องคาถาก่อนเช็คพลังงานพระเครื่องหรือไม่ ส่วนการท่องคาคาใดๆก็ตามตอนเช็คพลังถ้าท่องคาถาตอนเช็คพลังงาน จะเป็นการปลุกพระมากกว่าที่จะเช็คพลังงาน เพราะจะเป็นการเช็คพลังงานในตัวเราเองแทนที่จะไปเช็คพลังงานพระ ดังนั้นเราจึงควรใช้คำว่า“ขอชมบารมี” เพียงเท่านี้ก็พอหรือจะไม่ใช้ก็ได้

แมนภพพระ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

Leave a Reply