การเช็คพลังพุทธคุณของ “หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ การเช็คพลังพุทธคุณของ “หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา”  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างแนวทางของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา ที่มีวิธีการเช็คพลังงานพระซึ่งในหมู่ลูกศิษย์เรียกกันว่า “เช็คพระ” การเช็คพลังพุทธคุณโดยใช้มือขวาหรือทั้งสองมือแตะที่ภาพพระหรือกำไว้ในมือหากเป็นพระเครื่องหรือจับที่องค์พระหากเป็นพระพุทธรูป จากนั้นทำจิตให้นิ่งจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงพุทธคุณที่ครูบาอาจารย์ท่านได้อธิษฐานไว้ หลวงปู่ดู่วัดสะแก จ.อยุธยาท่านเคยเล่าเรื่องการปลุกเสกพระให้ศิษย์คนหนึ่งฟังว่า“เรื่องคงกะพันชาตรีนั้นทำง่าย แค่ขนลุกก็เหนียวแล้ว แคล้วคลาดยังดีกว่าเพราะไม่เจ็บตัว แต่ดีที่สุดคือเมตตาเพราะแคล้วคลาดยังมีศัตรูแต่รอดพ้นได้ ส่วนเมตตานั้นมีแต่คนรักไม่มีศัตรูการเสกพระให้มีพุทธคุณทางเมตตาจึงทำได้ยากสุด”

มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่จับองค์พระและสามารถสัมผัสถึงพุทธคุณได้เล่าว่าพระที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้วนั้น หากเด่นในเรื่องคงกระพันชาตรีเมื่อจับดูจะมีอาการปีติขนลุกพองสยองเกล้า แต่หากเด่นทางด้านเมตตาเมื่อจับดูก็จะมีปีติน้ำตาไหลและบังเกิดความสงบเยือกเย็นถึงจิตใจ การที่หลวงปู่ดู่ท่านได้นำเรื่องการเช็คพระมาสอนนั้น นอกจากเพื่อให้เกิดพุทธานุสติแล้ว หลวงปู่ดู่ท่านต้องการให้ศิษย์แต่ละคนสามารถเป็นประจักษ์พยานแก่ตนเองได้ให้เป็นปัจจัตตังให้รู้เองเห็นเองเป็นพยานให้ตนเองจะได้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นนั่นเอง มิใช่ไปอวดเด่นอวดดีหรืออวดคุณวิเศษในตัวหรือเที่ยวไปเช็คพระให้ผู้อื่นซึ่งจริงๆแล้วหากผู้อื่นยังทำไม่เป็น ถึงเขาจะบอกว่าเชื่ออย่างไรโดยส่วนลึกเขาก็ยังมีความลังเลสงสัยอยู่นั้นเองเพราะไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเอง

วิชาภูติพระพุทธเจ้า(ตามการเรียกของหลวงปู่ดู่)หรือวิชาเปิดโลก(ตามการเรียกเพื่อให้เกียรติของคณาจารย์) วิชาเปิดโลกนี้มี ๒ ระดับเช่นกันคือ แบบปกติกับแบบเต็มกำลังซึ่งแบบเต็มกำลังคุมมโนมยิทธิแบบเต็มกำลังและอภิญญาด้วย แต่เป็นอภิญญาฝ่ายบุญฤทธิ์คือสำเร็จด้วยการอธิษฐานบุญเป็นหลัก แต่ที่ใช้กันและเผยแพร่กันเป็นสาธารณะคือวิชาเปิดโลกแบบปกติ

การชมบารมีพุทธคุณอิทธิคุณพระด้วยวิชาภูติพระพุทธเจ้า(เปิดโลก)

๑. ทำการขอขมาพระ บทขอขมาพระรัตนตรัย โยโทโส โมหะจิตเต นะพุทธัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ โยโทโส โมหะจิตเต นะธัมมัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ โยโทโส โมหะจิตเต นะสังฆัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ

๒. น้อมจิตนึกถึงหลวงปู่ดู่ แล้วทรงภาพท่านให้ชัดเจน ๓. น้อมจิตขอให้ท่านช่วยเปิดจิตให้ตนเองรู้เห็นและเข้าใจในพุทธคุณ อิทธิคุณของพระเครื่องที่ต้องการขอชมบารมีนั้นเพื่อศึกษาไปสู่ความเข้าใจ บวกกับความศรัทธาเร่งปฏิบัติเป็นกำลังใจในการปฏิบัติไปสู่ความเข้าใจเมื่อเข้าใจก็จะได้ปล่อยวาง ๔. ลองกำพระนั้นดูจะมีอาการของพลังแล่นขึ้นมา หากพลังน้อยจะแล่นแค่มือหากพลังมากสุดจะแล่นถึงศีรษะ หรือแล่นไปทั้งตัว ๕. ทำการขอขมาพระเพื่อการปราศจากเวรภัยอีกครั้ง (บทโยโทโส)

๖. ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ทราบถึงพระบารมีอันไร้ประมาณเพื่อให้ตระหนักว่า ดูแต่เพียงวัตถุที่สมมติรูปลักษณ์แห่งพระพุทธองค์ หรือพระสงฆ์ยังมีพลานุภาพเพียงนี้แล้วพุทธองค์จริงๆ หรือสิ่งสูงสุดที่พุทธองค์ทรงอุตสาหะค้นหา ทำบารมีมากมายคณานับ เพื่อการค้นพบนั่นคือพระธรรมคำสั่งสอนนั้น จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวสั่งสอนเสมอว่าให้ค้นหาพระแท้ที่เป็นพระเก่าที่สุดคือพระพุทธองค์ คำสั่งสอนพระพุทธองค์นั้นคือสิ่งที่จะทำให้เราเข้าสู่สวรรค์พรหมโลกและพระนิพพานได้ ท่านได้จับพลังพระ ได้มีพระเครื่องดีๆเป็นหมื่นๆแต่ใจเรายังเข้าไม่ถึงพระ หากใจเรายังไม่เป็นพระแล้วเราก็ยังไม่พ้นทุกข์คติภูมิไปได้

ทิ้งท้าย“คุณพระรัตนตรัย”นั้นถือเป็นสิ่งสูงสุด“ธรรมะ”นั้นถือเป็นเรื่องที่ควรนำมาใส่ใจและปฏิบัติมากที่สุดและการศึกษาพระเครื่องที่ถูกต้องก็คือต้องศึกษาทั้งในส่วนของ“รูปธรรม”(ทั้งเนื้อหามวลสาร ความเก่า จุดตำหนิและพิมพ์ทรง)และศึกษาในส่วนของ“นามธรรม”ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแล

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply