ขุนโจรเสือผาด ปะทะ วัวธนู “หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ขุนโจรเสือผาด ปะทะ วัวธนู “หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

วัวธนูเป็นเครื่องรางของขลังที่อยู่คู่คนไทยมานานแสนนานจนไม่สามารถสืบได้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ความจริงวิชาวัวธนูสมัยโบราณใช้เป็นอาวุธทำร้ายคน ภูติผีปีศาจ และไม่ใช่มีแต่วัวธนูอย่างเดียวที่เป็นรูปสัตว์ธนู มีถึงสามอย่างคือ เสือธนู วัวธนู ควายธนู วิชาทั้งสามอย่างนี้ครูบาอาจารย์จะสอนให้เพียงอย่างเดียว สมมุติว่าคนที่เรียนเลือกเอาเสือธนูก็จะเรียนทำวัวธนู ควายธนู ไม่ได้นับว่าเป็นอาถรรพ์ของวิชา แต่วันนี้จะมาเล่าแต่เรื่องวัวธนูสายวิชาทำวัวธนูที่แพร่หลายมาก จะมีสายลาวเวียงจันทร์ สายล้านนา ล้านช้าง สายเขมร มีพิธีกรรมการสร้าง แบ่งเป็นสามชนิด

หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง

๑. วัวทอง เป็นวัวธนูชั้นหนึ่งสร้างขึ้นด้วยโลหะอาถรรพ์ มีตะปูตรึงโลงศพ เหล็กขนันผีตายทั้งกลม งั่ง (ตัวยาซัดทองชนิดหนึ่ง) ทองแดงเถื่อน ดีบุก ทองขวานฟ้า เงินปากผี ทองยอดนพศูล นำมาหล่อหลอมเข้าด้วยกันแล้วลงอักขระตามตำราที่บังคับหรือหล่อเป็นโคถึกหรือกระทิงโทน

๒. วัวขี้ผึ้ง เป็นวัวธนูชั้น ๒ ท่านให้ใช้ขี้ผึ้งปิดหน้าผีตายโหง ผีตายทั้งกลม ผสมด้วยผมผีตายพราย ผมผีตายลอยน้ำ ตานกกด ตาแร้ง ตาชะมด กำลังวัวเถลิง เผาไฟให้ไหม้บดเป็นผงผสมกับเถ้าฟอนเจ็ดป่าช้าแล้วนำไปคลุกกับขี้ผึ้งปั้นเป็นรูปวัวหรือควายก็ได้ เสกด้วยอาการ ๓๒ บางตำราเพิ่มคนเลี้ยง ๑ คน

๓. วัวไม้ไผ่ เป็นวัวธนูชั้น ๓ ใช้ชั่วคราวในเวลาฉุกเฉิน ให้ใช้ไม้ไผ่ที่ขึ้นคร่อมทางกลั้นหายใจตัดด้วย นะโม ตัสสะ กะทีเดียวให้ขาดจากกันนำมาสานเป็นรูปหัววัวคล้ายเฉลวปักหม้อยาแผนโบราณ

วัวธนูที่มีเกจิอาจารย์สร้างขึ้นมาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคงต้องยอมรับว่า ไม่มีวัวธนูใดจะมีชื่อเสียงเท่าหลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง หลวงพ่อน้อยท่านจะมีชื่อเสียงโด่งดังมากในเรื่องวัวธนูและเครื่องรางอีกชนิดหนึ่ง คือราหูอมจันทร์ วัวธนูของหลวงพ่อน้อยจะกรรมวิธีแตกต่างจากพิธีกรรมข้างต้นทั้งสาม ของท่านจะสร้างด้วยการตอกมาจักสานเป็นรูปวัวและนำครั่งจากต้นพุทราที่ชี้ไปทางทิศตะวันออกมาพอกเป็นรูปวัว อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้วัวธนูหลวงพ่อน้อยเป็นที่นิยม เพราะวัวของท่านไม่เคยทำร้ายเจ้าของหรือบริวารมีแต่ให้คุณอย่างเดียว ผิดกับวัวที่ผสมของผีถ้าเลี้ยงไม่ดีจะถูกเล่นงานได้

วัวธนู หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง

ดังมีเรื่องเล่าว่า มีทิดคนหนึ่งอยู่ปราจีนบุรีได้ไปรู้จักเกจิท่านหนึ่งมีเชื้อสายเขมร ทิดนี้ไปรบเร้าท่านให้ทำวัวธนูให้หน่อยท่านก็เตือนว่าเลี้ยงไม่ดีจะอันตราย แต่ทิดนี้ก็ไม่ยอมตื๊ออยู่นั่นจนท่านใจอ่อนทำวัวให้ วัวที่ท่านทำจะทำด้วยขี้ผึ้งปิดหน้าผีและคงผสมของลงไปเหมือนข้อที่สอง เกจิท่านนั้นจะปั้นเป็นรูปวัวและรูปเด็กขี่บนหลังวัว พิธีเลี้ยงต้องนำหญ้ามาเลี้ยงวัวและนำข้าวมาเลี้ยงเด็กทุกวันห้ามขาด ทิดคนนี้ก็ปฏิบัติมาทุกวันไม่ได้ขาด แต่มีอยู่วันหนึ่งเขาไปธุระคิดว่าจะกลับทันก่อนตะวันตกแต่มีธุระติดพันจนทำให้กลับไม่ทัน

เขารีบเร่งฝีเท้าเดินทางจะเกือบถึงบ้านแล้ว พบวัวดำตัวสูงใหญ่นัยตาแดงดังดวงไฟมีเด็กขี่หลังอยู่เจ้าเด็กคนนั้นชี้หน้าเขาพร้อมกับตะโกนว่า“มึงปล่อยให้กูอดข้าว มึงตาย”พร้อมกับสั่งวัวให้ขวิดให้ตาย ทิดคนนี้จึงหันหลังวิ่งเจ้าวัวไล่หลังมาพื้นสะเทือนเลื่อนลั่น ทิดคนนี้เห็นจวนตัวจึงนึกถึงคำสอนของอาจารย์ว่าถ้าเกิดเรื่องแบบนี้ให้แก้อย่างไร จึงหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาบริกรรมแล้วหักกิ่งไม้ พอวัววิ่งมาใกล้เขาขว้างกิ่งไม้ไปที่ตัววัว วัวกับเด็กจึงอันตรธานหายไป เมื่อเขากลับไปถึงบ้านจึงไปดูที่คอกวัวที่เขากั้นเป็นคอกวัวเล็กๆ พบทั้งหุ่นวัวหุ่นเด็กเหมือนโดนของมีคมตัดขาดกลาง หลังจากนั้นเขาจึงไม่เคยคิดว่าจะเลี้ยงวัวธนูอีกเลย

แต่ของหลวงพ่อน้อยไม่เคยมีข่าวทำร้ายเจ้าของมีแต่ทำร้ายภูติผีที่จะมาทำร้ายหรือแม้ขโมยขโจรก็เคยเจอดีวัวธนูหลวงพ่อน้อยเช่นกันดังเช่นเรื่องเสือผาด อย่างเช่นกรณีของนายคำซึ่งเคยเป็นลูกน้องเสือผาดขุนโจรชื่อดังแห่งนครปฐม ผู้ยิ่งยงในบรรดาเสือทั้งหลายในยุคนั้น ชาวบ้านต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามๆกัน ในกิตติศัพท์ของ “เสือผาด” นายคำเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นได้ออกไปปล้นกับเสือผาดอยู่เสมอมีบ้านหลังหนึ่งที่บางเลนที่ตัวเขาและเสือผาดตลอดจนบรรดาลูกน้องต้องตกใจในความอัศจรรย์กันแทบทุกคน กล่าวคือ ขณะที่เข้าปล้นที่บ้านคนรวยหลังนั้น พอผ่านเข้าไปในรั้วบ้านตอนกลางคืนทุกคนเห็นลูกไฟสีแดงๆคู่หนึ่งอยู่ข้างหน้า

วัวธนู หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง

ลูกไฟมันเคลื่อนอย่างรวดเร็วเข้ามาหาพวกเขา ครั้งพอใกล้เข้ามาจึงเห็นถนัดตาว่า เป็นดวงตาสีแดง เหมือนลูกไฟลุกของวัวสีดำตัวใหญ่มาก ด้วยความตกใจเสือผาดและลูกน้องได้ใช้ปืนยิงไปที่วัวดำท่าทางดุร้ายที่กำลังพุ่งเข้ามา ยิงกันสนั่นหวั่นไหวหลายต่าหลายนัดแต่ก็หยุดวัวตัวดำตัวนั้นไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ทุกคนถึงกับหันหลังวิ่งหนีออกมาทันทีจึงรอดพ้นจากการโดนวัวขวิดมาได้ ทราบภายหลังว่าบ้านหลังนั้นมีวัวธนูหลวงพ่อน้อยวัดศรีษะทอง นายคำกล่าวว่า เกิดมาเพิ่งจะเห็นกับตาครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว ซึ่งยังความประหลาดใจและเป็นที่ขยาดแก่ทุกคนจนบัดนี้

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน