“คดไข่หิน” วัตถุมงคล มีไว้ไม่อับจน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

หากกล่าวถึง เครื่องราง คือ ของที่นับถือว่าป้องกันอันตราย ยิงไม่ออก ฟันไม่เข้า เช่น ตระกรุด ผ้ายันต์ เหล็กไหล เครื่องรางถือเป็นวัตถุมงคลประเภทหนึ่ง ของขลัง คือของที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์ มีพลังหรืออำนาจที่อาจบันดาลให้เป็นไป หรืออาจบันดาลสิ่งที่ต้องประสงค์สำเร็จได้ สองคำนี้มักนิยมใช้คู่กันเป็นเครื่องรางของขลัง วันนี้ได้นำเรื่องราวของ คดไข่หิน เป็นเครื่องรางของขลังที่เกิดจากธรรมชาติ นำมาใหเทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ของทนสิทธิ์ของขลังหรือวัตถุอาถรรพ์ ซึ่งมีที่มาจากธรรมชาติโดยมีฤทธิ์ในตนเอง ไม่ต้องผ่านการปลุกเสกนั้นมีอยู่หลายประเภทด้วยกัน ตามแต่การชื่นชอบของผู้บูชาว่าปรารถนาบูชาของของทนสิทธิ์หรือของขลัง ที่มาจากธรรมชาติประเภทใด เช่น เหล็กไหล เหล็กน้ำพี้ ไหลน้ำพี้ ไหลดำ ไหลพญานาค แก้วโป่งข่าม เป็นต้น

หนึ่งในของขลังที่มาจากธรรมชาติคือ “ไข่หิน” เป็นหินที่มีลักษณะกลมเกลี้ยงเป็นมันวาวเท่ากับไข่ไก่ บางลูกก็มีขนาดเล็กเท่ากับไข่นกกระทามีสีเนื้ออ่อนๆ สีเทาดำคล้ายกับหินเนื้อแข็ง ซึ่งเป็นของมงคลที่หลายคนเชื่อว่าหากได้นำมาบูชาหรือพกติดตัวแล้วจะทำให้เกิดโชคลาภ เงินทองไหลมาเทมา หากใครที่ทำการค้าการขายแล้วพกติดตัวไปด้วยยิ่งจะทำให้ค้าขายได้ดีมีกำไร

“ไข่หิน” ที่ทำให้เกิดอานุภาพนั้นจะมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น ไข่หิน ที่ไม่ผ่านการปลุกเสกใดๆ เนื่องจากเชื่อว่าไข่หินนั้นเป็นของทนสิทธิ์ที่มีฤทธิ์ในตัวเองเพราะมีเทวดาสถิตรักษาอยู่ โดยฤทธิ์ในตัวเองในไข่หินนั้น มักจะปรากฎในทางเมตตามหานิยม โชคลาภ หากใครที่ปรารถนาจะบูชาไข่หินโดยไม่ผ่านการปลุกเสกโดยนำมาพกติดตัวเป็นของมงคลก็สามารถทำได้

แต่สำหรับ “ไข่หิน” อีกลักษณะหนึ่งที่ผ่านพิธีปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์นั้น จะประจุพลังจิตและคาถาอาคมต่างๆเข้าไป มีการจารอักขระเลขยันต์ลงไปในผิวของไข่หินด้วย ทำให้เกิดความเข้มขลังมากยิ่งขึ้น หากปรารถนาอยากให้ไข่หินมีอานุภาพในด้านใด ก็จะทำการจารอักขระในด้านนั้นๆแล้วปลุกเสกอธิษฐานจิตเพื่อให้ได้สมปรารถนา

ทว่าการจะปลุกอธิษฐานจิตเพื่อให้เห็นผลอย่างแท้จริง ก็ต้องเป็นระดับพระเกจิอาจารย์หรือผู้มีพลังจิตอันแก่กล้าเท่านั้น โดยผู้ที่ชื่นชอบในการบูชาไข่หินที่ผ่านพิธีปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ที่นับถือนั้น นับได้ว่าไข่หินจะมีอานุภาพหลายเท่าตัว เพราะนอกจากฤทธิ์ที่มีอยู่ในตัวเองของไข่หินแล้ว ยังมากด้วยบารมีของครูบาอาจารย์ที่ท่านได้เมตตาสงเคราะห์ประจุอำนาจในด้านเมตตาและอื่นๆลงไปในไข่หินด้วย

ไข่หินซึ่งถือว่าเป็นของขลังของมงคลนั้นสามารถพกติดตัวได้หรือวางไว้ในแท่นบูชาได้ แต่ไม่ควรวางไว้ในที่ต่ำหรือที่อันไม่เหมาะสม โดยเฉพาะไข่หินที่ผ่านการปลุกเสกจากพระเกจิอาจารย์ ซึ่งควรจะวางไว้ในที่สูง แต่ให้มีระดับที่ต่ำกว่าพระพุทธรูปหรือรูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์

ส่วนการบูชาจะทำให้เกิดผลได้ ผู้นั้นจะต้องประกอบบุญกุศล รักษาศีลอย่างสม่ำเสมอ ส่วนการบูชาโดยทั่วไป ให้ใช้ดอกไม้หรือของหอมบูชาทุกวันพระ โดยเฉพาะในไข่หินที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้วนับว่ามีพลังศักดิ์สิทธิ์ มีบารมีของครูบาอาจารย์ที่ปลุกเสกอยู่อย่างแน่นอน ฉะนั้นหากได้มาแล้วควรบูชาอย่างสม่ำเสมอ

บทความที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเรื่องราวของเครื่องรางของขลังอีกชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ “คดไข่หิน” ที่ได้เล่าสืบทอดต่อๆกันมารุ่นสู่รุ่น นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น