ความศักดิ์สิทธิ์ในพระเครื่อง มีวันหมดอายุหรือไม่

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ความศักดิ์สิทธิ์ในพระเครื่อง มีวันหมดอายุหรือไม่ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

เคยหรือไม่ที่สงสัยและอยากรู้ว่าพระกรุที่สร้างมาหลายร้อยปีหรือเป็นพันปีจะยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือเปล่า พลังงานในพระหมดไปหรือยั เพราะของต่างๆก็ยังหมดอายุแล้วพระเครื่องมีวันหมดอายุหรือไม่ เรามาไขคำตอบกัน

ความศักดิ์สิทธิ์นั้นมาจากระดับใด หากจะพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ในพระเครื่องนั้นเราต้องดูด้วยว่าความศักดิ์สิทธิ์นั้นมาจากระดับใดเป็นความศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากการปลุกเสกด้วยคาถาอาคมหรือกำลังจิตของผู้เสกเพียงอย่างเดียว หากเป็นเช่นนี้แล้วความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นก็จะมีวันหมดอายุเพราะว่าคาถาอาคมหรือกำลังจิตนั้นมีโอกาสเสื่อมได้ ตราบใดที่เขายังไม่เป็นพระอริยบุคคลหรือครูบาอาจารย์ปวงเทพเทวาไม่ได้มาช่วยเหลือดูแลรักษาก็จะทำให้ความศักดิ์สิทธิ์เสื่อมสลายหมดไปได้อาจจะอยู่แค่ช่วงอายุของผู้ที่ปลุกเสกหรือเท่าที่ผู้ปลุกเสกนั้นตายไปแล้ว ไปเกิดเป็นเทวดายังสามารถดูแลรักษาอยู่ได้เป็นต้น

หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพธิ์ จ.นครสวรรค์

แต่ถ้าเป็นพระเครื่องที่ผ่านการปลุกเสกโดยอาราธนาบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอย่างพร้อมแล้ว พลังงานเหล่านั้นย่อมไม่มีวันเสื่อมอีกต่อไปเพราะท่านเข้าถึงความสะอาด สว่าง สงบ รู้ตื่นเบิกบานอย่างแท้จริงก็ไม่มีวันหมดอายุแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ดีความศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นนามธรรมคือ เป็นพลังงานที่เกิดขึ้นจากบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นในกรณีที่รูปลักษณ์ที่พลังงานนั้นมาประสิทธิ์อยู่เช่น เหรียญ พระผงต่างๆ เกิดผลแตกสลายป่นหายไปหมดพลังงานก็จะไม่มีรูปลักษณ์ทางรูปธรรมให้ประสิทธิ์อยู่ ความศักดิ์สิทธิ์นั้นก็จะย้อนกลับไปสู่ต้นทางเดิมคือ บารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือเทวดาที่รักษาอยู่ เมื่อไม่มีรูปลักษณ์ให้รักษาแล้ว เขาก็จะกลับสู่วิมานของเขาหรือกลับสู่หน้าที่ของเขาตามปกติ

ในบางกรณีหลวงปู่ครูบาอาจารย์หลายท่านก็มักจะมีการอธิษฐานอายุความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องเอาไว้ด้วยเหมือนกัน อย่างเช่นบางกรณีก็อธิษฐานว่าขอให้พระเครื่องนี้จงมีความศักดิ์สิทธิ์ตราบจนครบพุทธวาระคือครบ ๕๐๐๐ ปี ที่ยังมีพระพุทธศาสนาอยู่ เมื่อพ้น ๕๐๐๐ ปีเมื่อไหร่ความศักดิ์สิทธิ์หรือเทวดาที่รักษาอยู่ก็จะกลับไปหรือบางเหรียญเช่น หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ท่านอธิษฐานว่าขอให้พระเครื่องเหล่านี้จงศักดิ์สิทธิ์จนกว่าพระเครื่องนั้นจะแตกสลายละลายเป็นน้ำไปเพื่อเป็นการยืนยันว่าต่อให้พระจะแตก จะหัก จะพัง แต่ถ้าไม่ถึงกับสลายหายละลายเป็นน้ำไปหมดสิ้นแล้วก็ยังคงมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ สามารถนำชิ้นส่วนมาห้อยมาใช้ได้ปกติ เป็นต้น

หรือบางรูปก็อาจจะอธิษฐานว่า ขอให้พระเครื่องเหล่านี้จงศักดิ์สิทธิ์ตราบเท่าที่ผู้ใช้ยังคงมีศีลมีธรรมหรือไม่ปฏิบัติผิดตามข้อห้ามต่างๆที่ได้กำหนดไว้ ถ้าผู้ใช้ปฏิบัติไม่ถูกต้องก็ขอให้บารมีหรือเทพเทวดาเหล่านั้นกลับมา แต่ถ้ามีผู้นำไปใช้ใหม่และมีศีลมีธรรมก็ขอให้จงกลับไปซึ่งตรงนี้สามารถอธิษฐานได้หลายรูปแบบเป็นความละเอียดอ่อนของการอธิษฐานอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าเป็นการปลุกเสกพระเครื่องด้วยกำลังบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์แล้ว พลังงานนั้นย่อมเป็นอกาลิโกคือ ไม่จำกัดด้วยเวลา ไม่มีทางเสื่อม ความศักดิ์สิทธิ์จะหมดไปก็ต่อเมื่อมีการตั้งจิตอธิษฐานหรือตั้งเงื่อนไขบางประการไว้เท่านั้น

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา ท่านอธิษฐานว่าขอให้พระเครื่องเหล่านี้จงศักดิ์สิทธิ์ จนกว่าพระเครื่องนั้นจะแตกสลายละลายเป็นน้ำไป

ดร.รอบทิศ ไวยสุศรี แฟนพันธุ์แท้พระเกจิคณาจารย์ ปี 2006
หนังสือตอบโจทย์พระเครื่อง รู้เรื่องของขลัง ของสำนักพิมพ์ ND Publishing

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply