คาถานกยูงฅำ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ คาถานกยูงฅำ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

คาถานกยูงฅำ เท่าที่พบมีอยู่ ๒ แบบ แบบหนึ่งเป็นประเภทลายลักษณ์มีที่มาชัดเจน อีกแบบหนึ่งเป็นประเภทมุขปาฐะจดจำสืบต่อกันมา คาถานกยูงฅำแบบลายลักษณ์เป็นคาถาที่รจนาเป็นภาษาบาลี ปรากฏในธัมม์ (ธรรม) หรือคัมภีร์ใบลานล้านนาเรื่อง “นกยูงฅำ” เรื่องนี้มีเนื้อความสอดคล้องหรือคล้ายคลึงกับโมรชาตกะซึ่งเป็นชาดกเรื่องที่ ๙ ในทัฬหวัคค์ พระไตรปิฏก ขุททกนิกายชาดก เล่มที่ ๒๓ และ ชาตกัฏฐกถัตถวัณณนาเล่มที่ ๓

เพียงแต่เรื่องนกยูงฅำมีเรื่องปรารภที่ทำให้เห็นว่าซับซ้อนกว่า เฉพาะเนื้อความเรื่องนกยูงฅำมีความโดยย่อดังนี้ ในครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตครองเมืองพาราณสีทรงมีพระมเหสีชื่อจันทมุขี ในสมัยนั้นพระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นนกยูงฅำ (นกยูงทอง) อาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ในขณะที่ยังอยู่ในไข่นั้น นกยูงพ่อและแม่ได้ทิ้งไข่ไว้ในรังเหนือดอยชื่อจิตตกูฏ พระพรหมตนหนึ่งเกิดเวทนาได้แปลงเป็นนกเขาชวาไปฟักไข่จนออกมาเป็นตัวพร้อมเลี้ยงดูจนเติบใหญ่แล้วผูกมนต์เป็นคาถาให้ไว้ ๒ บท บทแรกว่า

อุเทตะยัญจักขุมาเอกะราชาหะริสสะวัณโณปะฐะวิปปะภาโส ตังตังนะมัสสามิหะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสังตะยัชชะคุตตาวิหะเรมุทิวะสังเย พราหมะณาเวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะมัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา คาถาบทแรกนี้ให้สาธยายในขณะพระอาทิตย์ขึ้น

บทต่อมาว่า อะเปตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมะ รัตติง เย พราหมมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปาละยันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา คาถาบทหลังนี้ให้เจริญภาวนาเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน เพื่อป้องกันภัยจากบ่วงแร้วของมนุษย์และอันตรายจากสัตว์ร้าย

คำแปลของมนต์ทั้งสองนั้นโดยความรวมแล้วมีเนื้อหาเหมือนกัน แตกต่างกันที่คำแปลบทแรกบรรทัดที่ ๓ คำว่า “ทิวะสัง” หมายถึงกลางวันและบทหลังบรรทัดที่ ๓ คำว่า “รัตติง” หมายถึงกลางคืน คำแปลโดยรวมของคาถาแปลได้ความดังนี้ พระอาทิตย์เป็นเอกราชา เป็นดวงตาแห่งจักรวาล สีงดงามดุจทอง ส่องปฐพีให้สว่างไสว ยามอุทัยรุ่งเช้า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระอาทิตย์ดวงนั้น เมื่อท่านคุ้มครองข้าพเจ้าแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าได้ดำรงอยู่อย่างเป็นสุขตลอดวัน/คืนนี้

พราหมณ์เหล่าใดรู้จบพระเวทในธรรมทั้งปวงขอจงรับความนอบน้อมของข้าพเจ้า ขอให้ท่านช่วยปกป้องข้าพเจ้าด้วย ขอความนอบน้อมมีแด่พระพุทธเจ้า พระปัญญาอันเป็นเครื่องตรัสรู้และพระผู้หลุดพ้นทั้งหลาย
ความจริงในบทพระบาลีบทแรกตอนท้ายมีประโยคว่า “อิมังโส ปะริตตัง กัตวา โมโร จะระติ
เอสะนา” เป็นบทบอกการใช้ของนกยูงแปลว่า “นกยูงนั้นร่ายมนต์พระปริตรนี้ แล้วจึงไปเที่ยวหาอาหาร” และบทต่อมาตอนท้ายเช่นกันมีประโยคว่า “อิมังโส ปะริตตัง กัตวา โมโร วาสะมะกัปปะยีติ” แปลว่า “นกยูงนั้นร่ายมนต์พระปริตรนี้ แล้วจึงเข้าสู่ที่อยู่”

สนั่น ธรรมธิ สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น