คาถาปลุกพระเครื่อง”หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม”ทำไม่ยาก เห็นผลชัดเจน

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

หากพูดถึงพระเครื่อรางของขลัง เป็นสิ่งที่คนเราเชื่อถือต่อๆกันมาตั้งแต่โบราณ เป็นศาสตร์หนึ่งที่ยังคงมีอยู่ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เครื่องรางของขลัง จะมีติดตัวเป็นมงคลเป็นเครื่องยึดเหนียวทางจิตใจ วันนี้ได้นำบทพระคาถาปลุกเสกพระเครื่อง“หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม” มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

การจับพลังพระเครื่องนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบราณและมีรูปแบบการใช้อยู่อย่างหลากหลายเพื่อให้ทราบว่าพระเครื่ององค์นี้หรือวัตถุมงคลชิ้นนี้มีคุณวิเศษด้านใด ไม่ว่าจะเป็นเมตตามหานิยม คงกระพัน แคล้วคลาดยกตัวอย่าง บางคนจะอาศัยการนั่งสมาธิจับกระแสพลังพระเครื่องด้วยพลังจิตโดยการนำองค์พระไว้บนฝ่ามือ หากพระเครื่องนั้นๆผ่านการปลุกเสกมาก็จะมีกระแสพลังปรากฏ

ทั้งนี้โดนแยกไปตามความหนักเบาของกระแสพลังได้แก่ พลังความหนักหน่วง เป็นคงกระพัน พลังในลักษณะผลักออกเป็นแคล้วคลาด พลังร้อนเป็นเสน่ห์ พลังเย็นเป็นเมตตา หรือใช้วิธีการอื่นๆ ที่นิยมกัน คือ ใช้วิธีการสวดท่องคาถาที่แตกต่างกันไป เช่น คาถาที่ว่าด้วยแม่ธาตุ นะโมพุทธายะ หรือ คาถาของพระเกจิอาจารย์ท่านอื่นๆที่ได้บันทึกไว้สืบทอดมายังสานุศิษย์ และ หนึ่งในนั้นคือ “คาถาปลุกพระ” ที่บันทึกไว้ด้วยลายมือ ของ “หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร” พระเกจิอาจารย์ผู้เปี่ยมไปด้วยพุทธาคม แห่งวัดโฆสิตาราม จังหวัดชัยนาท

ก่อนจะใช้คาถานี้ ควรจุดธูปเทียน บอกกล่าวหลวงพ่อกวยก่อนเสมอๆ เพื่อเป็นการขออนุญาตและขอเรียนถึงจะดี เนื่องจากการเรียนวิชาทุกแขนงก็จำต้องมีครูกันทั้งนั้น ตั้ง นะโม ๓ จบ

โสทาโย นะโมนะมัสสกาโร โสทายะอิมังคาถา พุทธะมาเรโส ธัมมะมาเรโส สังคะมาเรโส

หัดปลุกเพ่งสมาธิจิตแน่วแน่ เมื่อขึ้นจะรู้อภินิหารว่าใช้ทางไหน ดีทางไหน

หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร มีนามเดิมว่า กวยปั้นสน เกิดเมื่อวันที่๒พฤศจิกายนพ.ศ.๒๔๔๘ปีมะเส็ง ณหมู่บ้าน บ้านแคหมู่๙ต.บางขุดอ.สรรคบุรีจ.ชัยนาท เป็นบุตรของคุณพ่อตุ้ยปั้นสนซึ่งบ้านเดิมอยู่วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง มารดาชื่อคุณแม่ต่วนเดชมาเป็นคนบ้านแคท่านทั้งสองมีบุตรและธิดาด้วยกัน๕คน

เด็กชายกวยเมื่อโตขึ้นมาโยมบิดาได้ส่งมาเรียนหนังสือกับหลวงปู่ขวดวัดบ้านแค หลังจากหลวงปู่ขวดก็มรณภาพ บิดามารดาจึงได้นำเด็กชายกวยมาเรียนหนังสือขอมต่อกับอาจารย์ดำวัดหัวเด่น ซึ่งใกล้ๆกับวัดบ้านแค หลังจากนั้นก็มาช่วยทางบ้านประกอบอาชีพทำไร่ไถนาตามประสาอาชีพของทางครอบครัว

ต่อมาเมื่อครบอายุบวชจึงเข้าอุปสมบทโดยมีพระอุปัชฌาย์คือ พระชัยนาทมุนี มีหลวงพ่อปาวัดโบสถ์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์เเละพระอาจารย์หริ่งเป็นอนุสาวนาจารย์ เมื่อวันที่๕เดือนกรกฎาคมพ.ศ.๒๔๖๗ เวลา๑๕นาฬิกา๑๗นาที อายุ๒๐ปี ณวัดโบสถ์ต.โพธิ์งามอ.สรรคบุรีจ.ชัยนาท มีฉายาว่าชุตินฺธโรแปลว่า “โลกนี้มีแต่ความวุ่นวายของโลก หนักไปด้วยกิเลสตัณหาคือ โลภ โกรธ หลง ทั้งสิ้น ถ้าท่านผู้ใดตัดกิเลส ตัณหาได้ก็จะถึงซึ่งฝั่งพระนิพพาน”

มรณภาพในเดือนมีนาคมพ.ศ.๒๕๒๒ หลวงพ่อได้วงปฏิทินวันที่ท่านเริ่มเจ็บเอาไว้ด้วยสีน้ำเงินและวงปฏิทินวันที่ท่านมรณภาพเอาไว้ด้วยตัวหนังสือสีแดงคือวันที่๑๑มีนาคมและ๑๑เมษายน๒๕๒๒ พร้อมทั้งเขียนพระคาถา นะโมตาบอด ให้ไว้เป็นคาถาแคล้วคลาดและกำบัง หลวงพ่อเขียนว่า “อาตมาภาพพระกวย ” นะตันโตนะโมตันติตันติตันโตนะโมตันตัน” จะมรณภาพ วันที่ ๑๑ เมษายน เวลา ๗ นาฬิกา ๕๕ นาที” “ขอศิษย์ทั้งหลายจงอย่าอดอย่าอยากอย่ายากอย่าจนอย่าต่ำกว่าคนอย่าจนกว่าเขา”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวคาถาปลุกพระของ“หลวงพ่อกวย ชุตินฺธโร” ที่มีบันทึกไว้และได้เล่าขานสืบทอดต่อๆกันมารุ่นสู่รุ่น นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นธรรมทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันหนึ่งคนบ้วนน้ำลายกันคนเหงื่อหยดลงดินใบไม้ตกลงกี่ใบถ่ายหนักเบาวเป็นประจำเดือนวันละกี่คนน้ำที่เราอาบน้ำล้างก็ไหลลงพื้นคนสัตว์ตายละวันละกี่ครั้งเมื่อตายก็เน่ายุ่ยสลายกลายเป็นผงที่ละน้อยบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากที่กล่าวมานั้นละมาใช้ส่วนพวกที่นำไปเผาก็เผากลายเป็นควันขึ้นไปก็ตกมาเป็นฝนศ พอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมผ่านขีวันกี่คนควันจากการเผาซากศ พลมที่ผัดผ่านถังขยะพัดผ่านขี้ เยี่ย วผัดผ่านบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นเหม็นๆต่างๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

น้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เอาไปซักเททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำซึมจากคนสัตว์จากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี่ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่บ้วนลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากสิ่งปฏิกูลซากศ พซากสัต ว์กันทั้งนั้นบางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี่เยี่ย วสิ่งปฏิกูลเป็นหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยนดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความผิดซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

ซากคนสัตว์ขยะอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับเถ้าของคนตายที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนจากฝนและลมที่พัดขี่เถ้าผู้อื่นและเราได้กินน้ำจากลมเผาศ พฝนศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินเถ้าคนที่เรารักกันนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ ทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาว่าดูจิตตัวเองหรือไม่เท่านั่้น  **ก่อนจักวาลและโลกเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุติก็คือสมมุติอีกเช่นกัน**

“ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระพุทธกัสปะและของพญามาราธิราชเจ้า”

One comment

ใส่ความเห็น