ฆราวาสเรืองอาคม “ก๋งจาบ” แห่งสำนักประดู่ทรงธรรม

กล่าวถึงวิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดไม่สวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญหาข้อดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีล้วนมีข้อดีและเสียแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

หากพูดถึง อาจารย์สายฆราวาสจอมขมังเวทย์ก็มีอยู่หลายท่าน ไม่ว่าจะเก่งทางด้าน เมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด ฯลฯ ก็มีอยู่ทุกท่านแล้วแต่ความศรัทธา ความเชื่อ ของแต่ละคน วันนี้ได้นำเรื่องราวของฆราวาสเรืองอาคม ก๋งจาบ แห่งสำนักวัดประดู่ทรงธรรม ผู้เก่งกาจไม่เป็นรองใคร นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

“อาจารย์ก๋งจาบ” ฆราวาสผู้เรืองวิทยาคม ครูสอนพระกรรมฐานสำนักวัดประดู่ทรงธรรม แม้แต่หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค ยังนับถือในวิทยาคุณของอาจารย์จาบ ครูก๋งจาบเป็นอาจารย์ฆราวาสเรืองวิทยาคม เป็นอาจารย์คนหนึ่งของพระเดชพระคุณพระวิสุทธาจารเถระ (หลวงพ่อเทียม) วัดกษัตราธิราช เคยเห็นภาพอยู่ที่ที่บูชาของหลวงพ่อพระอาจารย์ที่อยุธยาท่านเป็นที่นับถือมาก แม้หลวงพ่อปานวัดบางนมโคก็นับถือ

ท่านไปทำน้ำมนต์รักษาหลวงพ่อปานด้วย (ครั้งหนึ่งหลวงพ่อปานโดนของ) และเล่ากันว่าครูจาบมีมีดหมอกายสิทธิ์อยู่เล่มหนึ่ง มีอยู่คราวหนึ่งหลวงพ่อปานทำอะไรให้ท่านไม่พอใจ เพียงแค่ท่านชักมีดเล่มนั้นออกแค่ครึ่งฝักก็ทำให้หลวงพ่อปานวัดบางนมโคถึงกับหมดสติ หลวงพ่อที่สอนเลขยันต์ผมท่านเป็นหลานของครูจาบ ครูจาบชำนาญทางกรรมฐานและทางกสิณดิน ว่ากันว่าย่นหนทางและเสกเนรมิตอะไรได้ และก็ลงยันต์ลบผงทำปถมังอิทธเจ ไล่ผีถอนคุณไสยต่างๆ รูปท่านคือชายแก่ผมขาวมีไม้ครูประจำตัว

ส่วนสำนักวัดประดู่ทรงธรรมมียันต์จักรพรรดิตราธิราช แต่จริงๆ แล้วขอเรียนว่าไม่ใช่ยันต์ธรรมดาที่ใช้กันโดยทั่วไป แต่เป็นของส่วนพระองค์ของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ท่านและมีลงได้หลายแบบ ที่ผมศึกษาอยู่ ณ เวลานี้มีอยู่ ๕ แบบ เป็นที่สุดของวิชาสายวัดประดู่แล้ว การเดินมีเคล็ดลับพิสดารมากโดยจะสัมพันธ์กับพิไชยสงครามอาจารย์ท่านว่าอย่างนั้น เคยแลกเปลี่ยนความเห็นกับอาจารย์ท่านหนึ่ง (ขอสงวนนาม) ท่านเรียนมาทางสายวัดมะขามเฒ่า อาจารย์ของท่านไปเรียนกับหลวงปู่ศุขเรื่องยันต์จักรพรรดิ

หลวงปู่ศุขวัดมะขามเฒ่า ชัยนาทท่านธุดงค์มาเรียนยันต์นี้กับหลวงพ่อรอดเสืออดีตเจ้าอาวาสวัดประดู่ทรงธรรม ตั้งแต่ก่อนสมัยพระวิสุทธาจารย (เลื่อง) ที่ว่ากันว่าสร้างพระคลองตะเคียนวัดประดู่นั่นเอง ยันต์นี้ขึ้นต้นได้หลายแบบและตัวตารางก็มีหลายแบบ ส่วนการเดินนั้นก็เดินตามตาม้าหมากรุก แต่มีค่ายกลนิดหน่อยพรางไว้แบบเส้นผมบังภูเขา

ส่วนการเดินแบบตรีวิกรมนั้น ผมไม่ทราบว่าคุณไปเอาคำนี้มาจากไหน เพราะของเดิมมีแค่เดินตาม้าและที่พิสดารก็เป็นกลอักษร คำว่าตรีวิกรมนั้นสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องนารายณ์สิบปาง ซึ่งอวตารลงมาปราบทุกเข็ญบนโลก ก้าวขาลงมาสามก้าวหมายถึงเป็นใหญ่ในสวรรค์ มนุษย์และนาคพิภพ ส่วนทางไศวนิกายถือว่าเป็นท่ารำของพระศิวะหลักจากทรงเบิกบานที่ปราบอสูรสำเร็จอยู่ในคัมภีร์นาฏยศาสตร์

ก๋งจาบท่านใช้ความรู้ความสามารถสงเคราะห์ไปตามเรื่องในสมัยนั้น คงมีแค่ว่าท่านเป็นอาจารย์กัมมัฏฐานวัดประดู่ฯ เป็นผู้รักษาหลวงพ่อปานตอนถูกบังฟัน เป็นเพื่อนกับหลวงพ่อปาน เป็นอาจารย์ของพระเกจิในยุคต่อมา เช่นหลวงพ่อเทียมวัดกษัตฯ หลวงพ่อกี๋วัดหูช้าง หลวงพ่อแทน วัดธรรมเสน ท่านคงจะไม่ได้สร้างเครื่องรางอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

หลวงพ่ออุดม วัดพิชัยสงคราม มีศักดิ์เป็นหลานของ อาจารย์จาบ สุวรรณ (ก๋งจาบ) อาจารย์ฆราวาสผู้สอนกรรมฐานของสำนักวัดประดู่ทรงธรรม นอกจากนี้ท่านยังเป็นอาจารย์ฆราวาสผู้เรืองเวทย์ในสมัยนั้นอีกด้วย ที่สำคัญก๋งจาบท่านเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อเทียมวัดกษัตราธิราช หลวงพ่อแทนวัดธรรมเสน หลวงพ่อกี๋วัดหูช้างนนทบุรี ทั้ง ๓ องค์นี้คือผู้ที่จารตะกรุดแล้วหลอมไม่ละลายในพิธีวัดประสาทฯ ปี ๒๕๐๖ และยังเป็นเพื่อนของหลวงพ่อปานวัดบางนมโคอีกด้วย ซึ่งก๋งจาบท่านนี้แหละครับคือผู้ที่ไปรักษาหลวงพ่อปาน

เมื่อครั้งที่หลวงพ่อปานโดนคุณไสยและไม่สามารถแก้ไขเองได้ (ประวัติตรงนี้มีลงไว้ในหนังสือของหลวงพ่อฤาษีลิงดำเช่นกัน) ตามประวัติที่ได้รับทราบมาเกี่ยวกับผงพุทธคุณของหลวงพ่อปาน ที่หลวงพ่ออุดมนำมาสร้างเป็นพระปิดตา หลวงพ่ออุดมได้รับมอบผงพุทธคุณของหลวงพ่อปานมาจากก๋งจาบ จำนวน ๑ บาตรพระ ซึ่งผงพุทธคุณนี้ก๋งจาบได้รับมอบมาจากหลวงพ่อปานอีกทอดหนึ่ง เมื่อครั้งที่ก๋งจาบไปแก้คุณไสยให้กับหลวงพ่อปาน

บทความที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเรื่องราวของอาจารย์สายฆราวาส “ก๋งจาบ” ที่เป็นตำนานเล่าขานสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นธรรมทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

ถ้าสายพวกเล่นว่านเองจะให้ดีต้องปลูกและดูแลเสกพระคาถากับกำเองเลี้ยงด้วยความรักเมตตาจึงจะขลังเพราะต้นไม้ทุกต้นเองก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเรา

พระคาถาทั้งหลายต้องใช้พลังจิตเป็นพลังเพื่อให้เกิดอำนาจ การจะฝึกจิตให้นิ่งติดอยู่กับคำภาวนานั้นไม่ใช่ของง่าย ต้องหมั่นฝึกฝน เพราะธรรมดาจิตของคนเราเพียงเเค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถนึกคิดไปได้หลายต่อหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วน

ต้องทำให้จิตนิ่งติดอยู่กับคำภาวนาไม่ให้จิตส่งออกไปที่อื่นพยายามระลึกรู้ตามร่างกายส่วนต่างๆเพื่อไม่ไห้ส่งจิตออกไปข้างนอก

เมื่อจิตเพ่งอยู่ในจุดๆเดียวไม่วอกแวกเที่ยววิ่งไปนึกคิดเรื่องใดเเล้ว ขั้นนี้สามารถเพ่งภาวนาพระคาถาให้เกิดฤทธิ์อานุภาพตามอำนาจแห่งพระคาถาได้

หากท่านจิตไม่นิ่ง คิดโน่นคิดนี้ไม่ฝึกจิตเเล้วต่อให้ท่องยังไงก็ไม่เกิดผลดังที่ใจประสงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่ง ภาวนาอะไรๆมันก็จะขลังไปหมด สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือศีลครับ หากไม่มีศีลเเล้วจะฝึกสมาธิจิตได้ยากมากเพราะจิตมัวนึกคิดถึงอบายกิเลสต่างๆ หากมีศีลเเล้วจิตก็บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งใดการทำสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งจึงทำได้ง่าย

หากไม่สามารถภาวนาจนจิตถึงสงบขั้นฌานได้เพียงแต่สามารถยึดถือสัจจะคำพูดหรือสัจจะในข้อศีลที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานได้อย่างแน่วแน่มั่นคงแม้ตัวจะตายก็ไม่ยอมเสียสัจจะที่พูดไว้แล้วเมื่อจวนตัวในยามคับขันการภาวนาท่องบ่นพระคาถาต่างๆก็สามารถทำให้พระคาถาบทนั้นๆบังเกิดฤทธิ์อาถรรพ์มีอานุภาพตามที่จิตระลึกรู้ได้เช่นกัน

*ศีล๕เข้าใจง่ายแต่กลับรักษาได้ยากยิ่งหากแม้ใครที่สามารถยึดมั่นในข้อศีลทั้ง๕ได้มากกว่าสามข้อขึ้นไปอย่างมั่นคงไปตลอดชีวิตแล้วอานุภาพแห่งพระคาถาอาคมหรือแม้แต่เครื่องรางต่างๆที่ยึดถือนั้นก็สามารถบังเกิดความความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพอาถรรพ์ได้เช่นกัน (ยึดข้อเดียวได้ตลอดชีวิตก็ขลังนักแลผมทดลองมาแล้ว)

ใส่ความเห็น