ตำนานที่มาของมีดหมอจอมพล ป. กับหลวงพ่อเดิม

กล่าวถึงวิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดไม่สวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญหาข้อดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีล้วนมีข้อดีและเสียแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

บันทึกจากปากคำของคุณประดิษฐ์ที่ผู้เขียนได้ทำเอาไว้นั้นมีมากมายเป็นเหตุการณ์ตลอดชีวิตของอดีตแชมป์รุ่นยักษ์ของประเทศไทยผู้กล้าแกร่งซึ่งมอบตัวเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิมและหลวงพ่อรักใคร่ประดุจบุตรของท่านเลยทีเดียวเพราะคุณประดิษฐ์ได้อุทิศตนทั้งสร้างวัตถุมงคลและทั้งช่วยเป็นแรงในการจัดสร้างกระทั่งเมื่อเข้าไปอยู่ในคลองเปรมเพราะกรรมเวรมาถึงโดยถูกกล่าวหาให้ได้รับความทรมานทั้งทั้งที่บริสุทธิ์แต่หลวงพ่อก็ยังเมตตาแผ่บารมีมาช่วย

ตัวคุณประดิษฐ์เองนั้นบอกกับผู้เขียนว่า ภาวนาเรียกหลวงพ่อให้ช่วยทุกเช้าเย็นไม่ใช่เรียกให้ช่วยมาแหกคุกเหมือนกับที่มีผู้แอบอ้างที่หลุดออกมาได้ก็เพราะอำนาจแห่งบารมีรอยเท้าหลวงพ่อและเมตตาธรรมที่หลวงพ่อได้เมตตาปลุกเสกรูปหล่อรุ่นที่คุณประดิษฐ์หล่อในคุกเพื่อนำรายได้ส่วนหนึ่งมาสู้คดีหลวงพ่อเมื่อได้รับจดหมายของคุณประดิษฐ์ก็ตอบกลับคนที่ถือจดหมายไปว่าให้ทำมาหลวงพ่อจะปลุกเสกให้เพราะประดิษฐ์คือบุตรคนหนึ่งของหลวงพ่อแม้กรรมการวัดบางคนจะมีอคติคอยทักท้วงแต่หลวงพ่อก็ยังคงยืนกรานปลุกเสกให้และจากนี้ไปผู้เขียนก็จะได้นำเอาเรื่อง ที่ได้ถอดจากบันทึกปากคำของคุณประดิษฐ์มาให้ท่านได้อ่านต่อไป

หลังจากพี่หลวงพิบูลย์ฯ ถูกนายยังไล่ล่าเอาชีวิตแต่แคล้วคลาดไปได้นั้นทางนายทหาร คนสนิทได้ปรารภ กันว่าท่านผู้เป็นเจ้านายมีชีวิตอยู่ในระหว่างความเป็นความตายอยู่เสมอศัตรูของท่านมีมาก อย่ากระนั้นเลยจะต้องหาเครื่องรางที่มีอานุภาพสูง มาให้ท่านไว้ติดตัวในที่สุดก็ตกลงกันว่าจะไปขอให้หลวงพ่อเดิมบรรจุมีดสามกษัตริย์ให้กับหลวงพิบูลฯ สักด้ามหนึ่ง มาถึงตอนนี้ก็คิดกันว่าอันหลวงพิบูลฯ นั้นท่านต้องออกงานอยู่เป็นประจำมีดหมอที่จะทำให้นานต้องมีขนาดเล็กใส่กระเป๋าได้สะดวก คนที่เล่าให้ข้าพเจ้าฟังนี้เป็นเพื่อนสนิทกับนายลี บุญตา คนรถของ หลวงพิบูลฯ ข้าพเจ้าจำชื่อและนามสกุลเขาไม่ได้เพียงแต่ได้ข่าวว่ากลับไปภาคอีสานแล้วข่าวคราวก็เงียบหายไป

นายทหารคนสนิทของหลวงพิบูลฯ ได้เดินทางไปวัดหนองโพเพื่อติดต่อกับกรรมการวัดขอให้ทำมีดหมอสามกษัตริย์ทางกรรมการวัดบอกระเบียบว่าต้องสั่งทำวางเงินไว้ ๑ ชั่ง ( ๘๐ บาท) ในตอนนั้นเงิน ๑ ชั่งมากมายเหลือเกิน เพราะข้าวเปลือก ราคาเพียง เกวียนละ ๒๘ บาทเท่านั้น และตกลงให้เลือกขนาดมีด ทว่ามีดที่ทางวัดทำขึ้นไว้นั้นมีขนาดใหญ่โตแม้จะเป็นขนาดปากกาก็ยังไม่เหมาะจึงได้ปรึกษากันให้ตีมีดขนาดจิ๋วที่เรียกว่ามีดสาลิกาขึ้นมาเป็นพิเศษกะเอาทั้งปลอกทั้งด้ามขนาด ๒ นิ้วกว่านิดหน่อยสำหรับที่กันนั้นขอให้ใช้แผ่นทองคำรีดเพื่อลงอักขระกำกับเอาไว้ด้วย เมื่อตกลงกันได้ก็เดินทางกลับ นัดไว้ว่าอีก ๒ เดือนจึงไปรับมีด

มีดเล่มนั้นเดินลายเป็นทอง นากเงินที่ด้ามอย่างสวยงามและแผ่นตะกรุดทองคำที่ลงอักขระนั้นได้สอดไว้และเหลือส่วนหนึ่งโผล่ขึ้นมาแล้วตีพับขึ้นไว้นอกกั่นอย่างสวยงามช่างทำสุดฝีมือเพราะทางผู้สั่งบอกเอาไว้ว่าจะเอาไปให้กับหลวงพิบูลฯ หลวงพ่อเดิมท่านก็ปลุกเสกให้อย่างเต็มที่เพราะหลวงพ่อชอบตำรวจ ทหาร และข้าราชการ เมื่อเสร็จแล้วก็นำกลับมาที่กรุงเทพฯ และมอบให้กับหลวงพิบูลฯ หลวงพิบูลฯ รับมาดูด้วยความพอใจเพราะฝีมือการทำละเอียดสวยงามและมีขนาดเล็กท่านได้ให้คนเย็บไถ้ด้วยผ้ากำมะหยี่หุ้มเอาไว้ มีปากรูดปิดเวลาท่านจะออกจากบ้านก็จะใช้เข็มกลัดกลัดติดไว้ในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายเป็นประจำ

มีดหมอของท่านจอมพล ป.จากร้านlek x treme-sound phaisali

จะขอเอ่ยถึงนายลี บุญตาคนสำคัญนายลีเป็นคนขุขันธ์เคยรับราชการทหารเมื่อปลดประจำการได้เข้าเป็นคนสวนของบิดาหลวงพิบูลฯ และ ต่อมา ก็ได้มาเป็นคนรับใช้ในบ้านของหลวงพิบูลฯ ที่ หลวงพิบูลฯ รักใคร่และเมตตาเพราะถือว่าเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงมาแต่ครั้งผู้เป็นบิดา และประกอบกับว่าตอนที่เป็นรัฐมนตรีกลาโหมนั้นศัตรูทางการเมืองมีมากขึ้นจึงต้องหาคนที่ไว้วางใจได้มาเป็นคนขับรถเพราะคนที่ใกล้ชิดหากทรยศแล้วชีวิตของหลวงพิบูลฯ จะไม่ปลอดภัยจึงได้ให้นายลี บุญตามาเป็นคนขับรถส่วนตัวให้เงินเดือนไม่รวมเลี้ยงพิเศษถึงเดือนละ 25 บาททั้งยังได้จัดพิธีแต่งงานให้เป็นฝั่งเป็นฝาอีกด้วย

แต่อยู่ดีๆนายลี บุญตาก็หายออกจากบ้านไปโดยไม่มีร่องรอยหลวงพิบูลฯ ก็ร้อนใจแต่คิดว่าคงจะไปเยี่ยมบ้านแล้วในที่สุดนายลีก็กลับมาหาหลวงพิบูลฯ จึงเรียกตัวไปสอบถามนายลีตอบว่าไปเที่ยวภูเขาทองแล้วก็เพลินไปกับเพื่อนคนบ้านเดียวกันจากวันนั้นมานายลี บุญตา เปลี่ยนไปเป็นคนละคนกินเหล้ามากขึ้นจนเมามายทุกวันและมีอาการของคนเหม่อลอยเสียอีกด้วยแต่หลวงพิบูลฯ ก็ไม่ได้ใส่ใจคงไปไหนมาไหนกับนายลีเสมอๆเหมือนอย่างที่เคยกระทำมา

จากบันทึกของกรมตำรวจระบุไว้ว่าวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๘๑ เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. หลวงพิบูลฯ มีราชการจะต้องไปในงานเลี้ยงข้าราชการทหารไปต่างประเทศจึงได้อาบน้ำเตรียมตัวที่จะไปงาน

หลวงพิบูลฯ หรือต่อมาก็คือท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ใส่เสื้อแขนยาวเรียบร้อยแล้วยังไม่ได้ใส่กางเกงกำลังหวีผมอยู่ที่หน้ากระจกที่โต๊ะเครื่องแป้งในกระเป๋าเสื้อตัวนั้นมีมีดหมอสามกษัตริย์ของหลวงพ่อกลัดติดอยู่เรียบร้อยแล้ว

พลันหูก็ได้ยินเสียงดังแป๊กจึงหันกลับมาดูก็เห็นนายลี บุญตายืนจังก้ามือถือปืนจ้องมาอย่างประสงค์ร้ายและเสียงดังแป๊กที่ได้ยินก็คือเสียงในลีเหนี่ยวไกสับนกลงไปบนจานท้ายกระสุนแต่กระสุนด้านหลวงพิบูลฯ วิ่งสวนนายลี บุญตาออกนอกห้องไปนายลี บุญตาก็กวดยิงหลวงพิบูลฯ ไปเรื่อยๆในระยะไม่ห่างนักเสียงดังโป้งโป้งแต่กระสุนกลับไม่ถูกหลวงพิบูลฯ เหมือนกับมีมือวิเศษมาปัดกระสูนให้เบี่ยงเบนออกไปด้านข้าง

หลวงพิบูลฯ วิ่งไปจนมุมในห้องของคุณหญิงละเอียดศรีภรรยาขณะนั้นคุณหญิงละเอียดกำลังอยู่ในห้องพอดีพลันหลวงพิบูลฯ ก็วิ่งเข้ามาโดยมีนายลี บุญตาไล่ตามเข้ามายืนห่างจากหลวงพิบูลฯ เพียงวากว่า ทูตนรกในมือของนายลี บุญตาถูกเล็งอย่างบรรจงแล้วเหนี่ยวไกโป้งกระสุนปืนไม่ถูกอีกเช่นเคยทั้งทั้งที่เป็นการยิงในระยะเผาขนกับไปถูกกระจกแตกกระจายเกลื่อนห้องเสียงปืนทำให้ตำรวจที่มาคอยอารักขาอันประกอบด้วยส.ต.ท. ผล,ส.ต.ท. เปล่ง ,จ.ส.ต. ทองดี และร.ต.อ. เผ่า ศรียานนท์ วิ่งตามเสียงปืนขึ้นมาและก่อนที่นายลีบุญตาจะทันได้ยิงซ้ำก็ช่วยกันปล้ำปลดอาวุธและควบคุมตัวนายลีบุญตาไปสอบสวนยังสถานีตำรวจเพื่อหาจอมบงการที่อยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายครั้งนี้

สรุปแล้วสิ่งที่หลวงพิบูลฯ มีติดกระเป๋าเสื้อมี อยู่เพียงอันเดียวก็คือมีดหมอขนาดจิ๋วสาลิกาเท่านั้นเองและก็ปรากฏผลดังนี้คือ

ในนัดแรกที่นายลีจ้องปืนยิงจากด้านหลังนั้นกระสุนปืนไม่ลั่นออกมามีเสียงดังแป๊กเมื่อหันหน้ามาเผชิญกันแล้วยิงอีกคราวนี้หลวงพิบูลฯ คงจะตกใจจึงทำให้กระสุนลั่นออกมาใส่แต่ทว่ากฤษติญาคมที่แฝงไว้ในเทพศาสตราเบี่ยงเบนกระสุนให้แคล้วคลาดไปเป็นเหตุให้หลวงพิบูลฯ

รอดจากเงื้อมมือมัจจุราชได้อย่างหวุดหวิดและการยิงในระยะเพียงวากว่าๆกระสุนก็ยังไม่ถูกซึ่งผิดวิสัยที่นายลี บุญตาซึ่งเคยผ่านการเป็นทหารได้รับการฝึกหัดให้ใช้อาวุธปืนมาเป็นอย่างดีจะยิงพลาดแต่ก็พลาดจนได้สำหรับเรื่องนี้นั้นข้าพเจ้าฟังเขาเล่าต่อมาอีกทีหนึ่งและมีดเล่มนั้นต่อมาจอมพล ป. ได้มอบให้กับคนสนิทคนหนึ่งไว้เป็นของขวัญติดตัวในปลายอายุของท่านและตกทอดไปอยู่กับทายาทแต่จะอยู่ที่ใดนั้นเหลือวิสัยที่จะสอบค้น

แสดงให้เห็นเด่นชัดว่ากฤติยาคมในด้านการ อารักขาชีวันอันตรายนั้นยอดเยี่ยมนักแม้จะเป็นเพียงเทพศาสตราที่ย่อส่วนมาจนเหลือเพียงเท่ากับตะกรุดดอกหนึ่งเท่านั้นท่านที่เคารพกำลังใจอันแน่วแน่เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะเสริมความขลังของมงคลวัตถุดังรายของหลวงพิบูลฯ ตอนแรกที่ท่านยังไม่รู้ว่ามีคนลอบยิงกำลังใจท่านยังไม่เสียปืนจึงไม่ลั่นข้อนี้ยืนยันได้เพราะหลวงพิบูลฯ ได้พูดกับนายทหารที่ไปร่วมงานเลี้ยงหลังจากท่านถูกยิงมาหยกๆว่า

” ข้าพเจ้ารู้สึกตกใจมากตัวสั่นเทิ้มไม่ใช่กลัวตายแต่ข้าพเจ้าเส้นประสาทเสียหมดเพราะนึกไม่ถึงว่าศัตรูที่มายิงข้าพเจ้าครั้งนี้จะเป็นคนในบ้านที่ข้าพเจ้าไว้ใจและปืนกระบอกนั้นก็เป็นปืนของข้าพเจ้าเองด้วย”

ขอให้ท่านได้ระลึกไว้เสมอว่าหากเข้าที่คับขันอย่าตกใจจนเกินการควบคุมสติไว้ให้มั่นอย่าใจเสียหรือตกใจหวาดหวั่นให้นึกในใจว่าตายเป็นตายเครื่องรางของขลังจะต้องคุ้มครองเราแน่นอนไม่ผิดมากเท่านี้แหละแล้วท่านจะปลอดภัย

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

ถ้าสายพวกเล่นว่านเองจะให้ดีต้องปลูกและดูแลเสกพระคาถากับกำเองเลี้ยงด้วยความรักเมตตาจึงจะขลังเพราะต้นไม้ทุกต้นเองก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเรา

พระคาถาทั้งหลายต้องใช้พลังจิตเป็นพลังเพื่อให้เกิดอำนาจ การจะฝึกจิตให้นิ่งติดอยู่กับคำภาวนานั้นไม่ใช่ของง่าย ต้องหมั่นฝึกฝน เพราะธรรมดาจิตของคนเราเพียงเเค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถนึกคิดไปได้หลายต่อหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วน

ต้องทำให้จิตนิ่งติดอยู่กับคำภาวนาไม่ให้จิตส่งออกไปที่อื่นพยายามระลึกรู้ตามร่างกายส่วนต่างๆเพื่อไม่ไห้ส่งจิตออกไปข้างนอก

เมื่อจิตเพ่งอยู่ในจุดๆเดียวไม่วอกแวกเที่ยววิ่งไปนึกคิดเรื่องใดเเล้ว ขั้นนี้สามารถเพ่งภาวนาพระคาถาให้เกิดฤทธิ์อานุภาพตามอำนาจแห่งพระคาถาได้

หากท่านจิตไม่นิ่ง คิดโน่นคิดนี้ไม่ฝึกจิตเเล้วต่อให้ท่องยังไงก็ไม่เกิดผลดังที่ใจประสงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่ง ภาวนาอะไรๆมันก็จะขลังไปหมด สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือศีลครับ หากไม่มีศีลเเล้วจะฝึกสมาธิจิตได้ยากมากเพราะจิตมัวนึกคิดถึงอบายกิเลสต่างๆ หากมีศีลเเล้วจิตก็บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งใดการทำสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งจึงทำได้ง่าย

หากไม่สามารถภาวนาจนจิตถึงสงบขั้นฌานได้เพียงแต่สามารถยึดถือสัจจะคำพูดหรือสัจจะในข้อศีลที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานได้อย่างแน่วแน่มั่นคงแม้ตัวจะตายก็ไม่ยอมเสียสัจจะที่พูดไว้แล้วเมื่อจวนตัวในยามคับขันการภาวนาท่องบ่นพระคาถาต่างๆก็สามารถทำให้พระคาถาบทนั้นๆบังเกิดฤทธิ์อาถรรพ์มีอานุภาพตามที่จิตระลึกรู้ได้เช่นกัน

*ศีล๕เข้าใจง่ายแต่กลับรักษาได้ยากยิ่งหากแม้ใครที่สามารถยึดมั่นในข้อศีลทั้ง๕ได้มากกว่าสามข้อขึ้นไปอย่างมั่นคงไปตลอดชีวิตแล้วอานุภาพแห่งพระคาถาอาคมหรือแม้แต่เครื่องรางต่างๆที่ยึดถือนั้นก็สามารถบังเกิดความความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพอาถรรพ์ได้เช่นกัน (ยึดข้อเดียวได้ตลอดชีวิตก็ขลังนักแลผมทดลองมาแล้ว)

ใส่ความเห็น