ชื่อกู “เทียม” ของกูไม่เทียม

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตะกรุดมหาระงับพิสดารหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช กรุงเก่าอยุธยา นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

“หลวงพ่อเทียมวัดกษัตราธิราช อยุธหลวงยา นับเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณที่รู้จักกันดีของชาวพระนครศรีอยุธยามาช้านานแล้วและยอมรับว่าท่านเป็นผู้สำเร็จ“ตำราพิชัยสงคราม”ของ“สมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้ว” ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของพระมหากษัตริย์ยอดนักรบไทยซึ่งก็คือ “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ผู้ทรงคุณอันประเสริฐและยิ่งใหญ่ในแผ่นดินไทยและเหตุที่บอกว่าหลวงพ่อเทียม สำเร็จตำราพิชัยสงครามก็เพราะท่านนับเป็นผู้ที่มีความเพียรพยายามศึกษาตำราพิชัยสงคราม ซึ่งสืบทอดมาจากสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วที่ตกทอดมาถึงวัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

เพราะเป็นวัดที่มีสำนักเรียนตำราพิชัยสงครามสืบทอดมาแต่ครั้งกรุงเก่าซึ่งมีพระคณาจารย์ผู้ทรงวิทยาคุณ สำเร็จการศึกษาพระเวทวิทยาคมอันเป็นส่วนหนึ่งของตำราพิชัยสงคราม(ตำราพิชัยสงครามก็คือตำราที่ว่าด้วยความมีชัยชนะในการต่อสู้และการต่อสู้ในที่นี้หมายถึงการต่อสู้ในราชการสงคราม) มากมายหลายท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็คือ “พระพุทธพิถีนายก(บุญ ขันธโชติ)” หรือที่นักสะสมทั่วไปเรียกท่านว่า “หลวงปู่บุญวัดกลางบางแก้ว”อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม รวมทั้ง“หลวงพ่อน้อยวัดธรรมศาลา”อ.เมือง จ.นครปฐม

โดยเฉพาะหลวงพ่อน้อยวัดธรรมศาลารูปนี้ก็ได้เคยบอกต่อศิษย์เอกของท่านผู้หนึ่งที่มีตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาแต่สนใจในเรื่องของวิทยาคมและวัตถุมงคลที่เคยเรียนถามท่านว่า“เมื่อสิ้นหลวงพ่อน้อยแล้วจะมีพระคณาจารย์รูปใดอีกที่พอจะพึ่งพาด้านวิทยาคมบ้าง”หลวงพ่อน้อยก็ตอบว่าให้ไปหา“หลวงพ่อเทียมวัดกษัตราธิราช”และต่อมาท่านผู้พิพากษาก็เดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อเทียมตามคำแนะนำของหลวงพ่อน้อยหลังจากที่ท่านสิ้นแล้ว

อนึ่งชื่อเสียงของท่านเลื่องลือมากโดยเฉพาะในปี๒๕๐๖ในพิธีหล่อพระที่“วัดประสาทบุญญาวาส”จัดสร้างพร้อมนำแผ่นจารอักขระของคณาจารย์จากทั่วประเทศมาหล่อหลอมด้วยไฟแรงสูงเพื่อเทหล่อสร้างพระของวัดประสาทฯปรากฏว่าแผ่นจารอักขระของคณาจารย์อื่นๆ ล้วนหลอมละลายหมดยกเว้นของหลวงปู่เทียมเท่านั้นที่ไม่ยอมหลอมละลายเลยจึงสร้างความอัศจรรย์ใจให้ผู้อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นทั่วหน้า

ในวโรกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้ากฐินส่วนพระองค์ ณ วัดศีลขันธาราม ตำบลอ่างแก้ว อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง เมื่อวันที่๒๕ตุลาคมพ.ศ.๒๕๑๗ท่านจึงมอบให้พระสำรวยฐิตปุญโญรองเจ้าอาวาสวัดกษัตราธิราชนำรูปจำลองของท่านพร้อมด้วยตะกรุดมหาระงับแบบพิสดาร ลงตามตำรับเดิมของวัดประดู่ทรงธรรมเป็นโลหะตะกั่วถักด้วยด้ายและลงรักปิดทอง เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ๒ ซม. ๑๒ นิ้ว ขึ้นทูลเกล้าถวายแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยมีหนังสือทูลเกล้าฯถวายด้วยตนเองไม่ได้

ตะกรุดมหาระงับพิสดารหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช กรุงเก่าอยุธยา สร้างตามตำรับเดิมของวัดประดู่ฯ ขนาด ๑๒ นิ้ว เนื้อตะกั่วนม ประวัติความเป็นมาของตะกรุดมหาระงับแบบพิสดาร“โอมระงับมหาระงับ หลับสิ้นทั้งบ้านโอมชิดมหาชิดโอมปิดมหาปิดสิทธิสวาหะฯ” พระยันต์นี้ตกทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยต้นตำรับของสมเด็จพระพนรัตน์วัดป่าแก้วพระสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี ได้ผูกพระยันต์เป็นตะกรุดถวายสมเด็จพระนเรศวรสะพายคู่พระวรกายออกศึกชนะทัพหงสาวดีที่ทุ่งหนองสาหร่าย ตำรับวิทยาการต่างๆ ตกทอดจากอดีตถูกเก็บรักษาไว้ ณ วัดประดู่ทรงธรรม จวบจนกระทั่งพระครูพิพิธวิหารการ(หลวงพ่อเทียม สิริปุญโญ)ได้หยิบขึ้นมาจัดทำจนเป็นที่โด่งดังเลื่องลือมาแล้วในอดีต

อุปเท่ห์การใช้ตะกรุดมหาระงับพิสดารตามใบฝอยของวัดระบุไว้ว่า สามารถระงับภัยต่างๆเช่น โจรภัย,อัคคีภัย,และปีศาจระงับเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นภายในบ้านและให้อธิษฐานทำน้ำพระพุทธมนต์ดื่มและอาบระงับคดีความได้ฯ ราคาทำบุญจากวัดดอกละ๑๐๐๐บาทนับว่าเป็นตะกรุดของท่านที่แพงที่สุดที่ออกให้ทำบุญในสมัยนั้นก็ว่าได้(เปรียบเทียบกับราคาทองสมัยนั้น ณ ประมาณปี๒๕๑๐ทองบาทละ๓๕๐บาทตะกรุด๑ดอก แลกกับทอง๓บาท นับว่าเป็นตะกรุดที่แพงที่สุดในสมัยนั้น)

มนต์มหาระงับ(ย่อ)ตั้งนะโม ๓ จบ แล้วว่า ”พุทธังศัตรูร้าย นะจังงัง ถอยอย่า นะละสัง พระพุทธังปิด พระธังมังปิด พระสังฆังปิด พระเจ้าแผลงฤทธิ์ ปิดสังวาลชั้น๙″ อิทธิฤทธิ์และอานุภาพของยันต์ ยันต์นี้วิเศษยิ่งนักเป็นมหาจังงังมหาระงับแก่คนทั้งหลาย ป้องกันอันตรายทุกอย่าง ยิง ฟัน แทง ไม่เข้า หากมีสมาธิจิตที่แน่วแน่จริงๆท่านว่าสามารถทำให้หายตัวได้

คาถาสำหรับปลุกเสกยันต์ตะกรุดมหาระงับ (สวด ๑๐๘ จบ)“นะ ปิดตา โม ปิดใจ พุท ปิดปาก ธา ปิดหู ยะ หลับนิ่งอยู่ฯ อิติปาระมิตาติงสา ระงับอินทา อะติสัพพัญญูมาคะตา ระงับพรัหมา อิติโพธิมะนุปปัตโต ระงับมะนุสสา อิติปิโสจะเตนะโม ระงับทิสาฯ อิระชาคะตะระสา ติหังจะโตโรถินัง ปิสัมระโล ปุสัตพุท โสมาณะกะริถาโธ ภะสัมสัมวิสะเทภะ คะพุทปันทู ทัมวะคะวาโธโนอะมะมะวา อะวิสุนุสานุติฯ นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ ปะระมัง ภะคะวา มะอะอุ ภะคะวา นะมะพะทะ จะภะกะสะฯ”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”เลย

Leave a Reply