“ชุบตัว อาบว่าน” คงกระพันจริงหรือ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “ชุบตัว อาบว่าน” คงกระพันจริงหรือไม่  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ว่านเป็นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งทั้งมีหัวและไม่มีหัว สรรพคุณใช้เป็นยาสมุนไพร(แพทย์แผนไทย)หรือเพื่อให้เกิดคงกระพันชาตรีและถือกันว่าเป็นไม้มงคลประเภทหนึ่ง ซึ่งแต่ชนิดของว่านจะมีอิทธิฤทธิ์จากเทพารักษ์ที่ปกปักรักษาอยู่และบรรดาว่านเหล่านี้เองได้กลายเป็นเรื่องราวที่จะได้กล่าวถึง ว่านจริงแล้วมีอยู่ด้วยกันร้อยแปดพันเก้าชนิด แต่ว่านสำคัญที่จะได้กล่าวถึงและถูกนำมาใช้ในกรรมพิธีในทางไสยศาสตร์และหรือพุทธาคมมีดังต่อไปนี้ ๑.ว่านสบู่เลือด ๒.ว่านตาลปัตรฤาษี ๓.ว่านหอกหัก ๔.ว่านพญาเสือโคร่ง ๕.ว่านกระชายดำ ก่อนที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว ก็ควรที่จะมาทำความเข้าใจกับคำว่าคงกระพันชาตรีกันเสียก่อน เพราะเท่าที่พูดกันอยู่ในปัจจุบัน ยังเป็นเรื่องของความสับสนด้วยเพราะเอาคำว่า”คงกระพัน”มาผนวกรวมเข้ากับคำว่า”ชาตรี”

“คงกระพัน”หมายถึงเนื้อหนังมังสาของมนุษย์ที่ทนทานต่อศัสตราวุธทั้งที่แหลมคมและไม่แหลมคม โดยศาสตราวุธนั้นจะไม่สามารถทิ่มแทงให้ทะลุผ่านผิวหนังได้หรืออย่างมากเท่าที่ปรากฏเห็นก็เพียงมีเลือดออกซิบๆลักษณะคล้ายยางบอนเท่านั้น แต่กับเรื่องของความเจ็บปวดย่อมต้องมีบ้าง อาจถึงขั้นกระดูกแตกหรือหักได้จากความรุนแรง “ชาตรี”นับเป็นศาสตร์เบื้องต้นสำหรับมนุษย์ผู้ชาย ความหมายก็คือ”การผ่อนหนักให้เป็นเบาหรือคงทนต่อความแหลมคมของศาสตราวุธต่างๆทำให้แรงกระแทกของศาสตราวุธนั้นลดน้อยลงแทนความรุนแรงที่จะต้องได้รับ โดยได้รับแต่เพียงอาการของความเจ็บปวดหรือขัดยอกแต่เล็กน้อยเท่านั้นไม่เหมือนกับ”คงกระพัน”

บันทึกที่เป็นทางการและอย่างไม่เป็นทางการระบุไว้เหมือนกันว่าการ”ชุบตัว”หรือ”อาบว่าน”เพื่อความคงกระพัน
นั้นมีมาแต่บรรพกาล ซึ่งก็อาจจะเป็นได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อที่ลี้ลับ ว่านหรือไม้มงคลสำหรับที่จะถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมการชุบตัวหรืออาบว่านมีดังต่อไปนี้ ๑.รากว่านพญาดำ ๒.รากว่านพญายัง ๓.รากว่านชะมัด ๔.รากว่านตีนต่าง ๕.รากว่านคาง ๖.รากเถาวัลย์เปรียง ๗.ตาของไม้ไผ่เจ็ดตา กรรมวิธีนำเอาสิ่งของทั้งหมดไปแช่ด้วยน้ำค้างปลุกเสกด้วยคาถาอาคมที่ลี้ลับเจ็ดครั้งและน้ำนั้นก็คือนำ้ที่จะใช้ในการชุบตัวหรืออาบว่านนั่นเอง ก่อนจะทำการชุบตัวหรืออาบว่าน จะต้องมีการตั้งเครื่องเซ่นบูชาครู(ตามแต่ละครู)และจะทำการชุบตัวหรืออาบว่านกัน ณ บันไดขั้นแรกแล้วกลับเอาบันไดลง ทำเช่นนี้เป็นเวลาสามวันถือเป็นเสร็จพิธี

เรื่องนี้นับว่าไม่ง่ายนักสำหรับผู้ที่มีอายุค่อนข้างมากด้วยเพราะการชุบตัวหรืออาบว่านต้องใช้เวลามากยุ่งยากในการปรับตัว เพราะการชุบตัวหรืออาบว่านมากๆจะทำใหผิวหนังของผู้นั้นรัดตัว แม้กระทั่งตามรูขนก็ถูกปิดกั้นทำให้เหงื่อไม่สามารถระบายออกมาได้ทำให้เกิดเม็ด(สิว)ขึ้นตามตัวขจัดออกได้ยากมากเนื่องมาจาก”หนังเหนียว” ซึ่งนอกจากวิธีการดังกล่าวแล้วยังมีอีกวิธีหนึ่งในการใช้ว่านทำความคงกระพันให้กับร่างกายนั่นก็คือการกินว่าน แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะลดน้อยลงกว่าวิธีชุบตัว”หรืออาบว่าน ด้วยเพราะว่านที่กินเข้าไปนั้นถูกย่อยสลายต้องเพิ่มการกินทั้งๆที่ว่านที่ใช้นี้กินอยากอยู่แล้วจากคุณสมบัติของมันที่มีทั้งขม ฝาด เผ็ดร้อน เมื่อมากเกินพอผลกระทบก็จะปรากฏให้เห็นจากฤทธิ์ของว่าน

โดยในฤดูหนาวผู้ที่กินว่านประเภทนี้ผิวหนังจะมีอาการผิดปกติเรียกว่า”ออกดอก”มีลักษณะเป็นจุดสีขาวคล้าย”เกลื้อน” เรียกกันว่า”ว่านออกดอก”แต่ก็ไม่เป็นพิษภัยแต่อย่างใด การทดลองก็จะทำโดยใช้ของมีคมอาทิ หอก ดาบแทงฟัน หรือใช้ปืนยิงด้วยกระสุนจริง แต่ถึงจะอย่างไรผู้กระทำพิธีต้องมี”คาถาอาคม”ในการปลุกเสกที่เก่งกล้า อีกทั้งตัวผู้ชุบตัวอาบว่าน จะต้องมีความเชื่อมั่นและสมาธิที่แน่วแน่จึงจะเป็นที่ประสพผลมิฉะนั้นแล้วจะก่อให้เกิดอันตรายให้กับผู้ลองอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยงเบาก็แค่บาดเจ็บ ถ้าหนักอาจถึงเสียชีวิตได้

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply