ซื่อหมิง เรื่องราวของนักรบคงกระพันแห่งแดนใต้

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ซื่อหมิง เรื่องราวของนักรบคงกระพันแห่งแดนใต้ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

หากจะพูดวิชาที่คู่กันกับนักรบในอุษาคเนย์มาช้านานก็ย่อมไม่พ้นเรื่องวิชาอาคมคงกระพันชาตรี ซึ่งบรรดาวิชาหรือคติความเชื่อเช่นนี้มีตั้งแต่ดินแดนในสิบสองปันนาของพวกไทใหญ่ เรื่อยลงในแผ่นดินตอนกลางอย่างพม่าล้านนา สยาม ล้านช้าง กัมพูชาและข้ามทะเลไปจนถึงดินแดนรัฐหมู่เกาะของชาวมลายู ชวาและโมโร(มุสลิมฟิลิปปินส์)
แน่นอนล่ะครับเพื่อนๆบางคนอาจจะอ้างว่ามันเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อถือเพราะไม่มีหลักฐานที่พิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์หรือแม้แต่บันทึกของ”ประจักษ์พยาน”ที่น่าเชื่อถือได้

สำหรับธรรมเนียมการรบของเหล่านักรบมุสลิมแดนใต้เหล่านี้ก็นับว่าค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับบ้านเรานั่นล่ะครับคือรบเพื่อกวาดต้อนผู้คนเป็นหลักแต่กระนั้นในผู้คนในแถบนี้กลับมีความภาคภูมิในหรือชื่นชอบในการทำศึกเสียยิ่งกว่ารัฐบนแผ่นดินใหญ่เสียอีก ดังที่พวกโปรตุเกสได้บันทึกถึงนักรบแดนใต้เอาไว้เลยว่า”พวกเขาทำสงครามกันตลอดเวลา สนุกสนานกับการรบมีชีวิตและหาเลี้ยงชีพด้วยการทำสงคราม” มิใช่เพียงว่าพวกเขาจะ”คลั่งไคล้ในการทำศึก”หากแต่พวกเขายังเชื่อในวิชาไสยศาสตร์เป็นอย่างมากเลยทีเดียว ดังความในบทความตอนที่แล้วนั่นล่ะครับและในหนังสือฮิกายัตปาตานีได้บรรยายว่า สาเหตุที่ปาเล็มบังพ่ายศึกให้กับปาตานี(ปัตตานี)นั้นเป็นเพราะ”มิอาจต้านทาน ‘ดูวาลัต’-อำนาจแห่งราชันย์-แห่ง(สุลต่าน) มันซูร์ ชาห์”

“อำนาจแห่งราชันย์”หรือดูวาลัตที่ว่านั้นได้รับการอธิบายว่า มันเป็นพลังอำนาจที่มาจากการบำเพ็ญตบะกับการเข้าฌานสมาธิขององค์สุลต่านและเหล่าอิหม่ามโต๊ะครูผู้มีวิชาแก่กล้า จากนั้นก็คือพระราชพิธีปลุกเสกคาถาอาคมคงกระพันต่างๆในราชสำนักปาตานีอีกด้วย ไม่เพียงเท่านั้นในเซจาราห์มลายูได้อ้างว่า ในสงครามกับกรุงศรีอยุธยาคราวเมื่อศตวรรษที่๑๕นั้น (น่าจะเป็นสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ)ก็ได้อ้างว่า สาเหตุที่กองทัพมลายูมีชัยชนะเหนือกองทัพอยุธยาได้นั้นเป็นเพราะ “ความอยู่ยงคงกระพันของนักรบ” ที่ทำให้นักรบอยุธยาเกิดความหวาดกลัวจนต้องถอยทัพหนีไปในที่สุด-ว่างั้น

หลายท่านอาจจะสงสัยว่า นักรบมลายูมีวิชาอาคมแก่กล้าจนน่าสะพรึงกลัวขนาดนั้นเลยหรือ ถ้านึกไม่ออกก็คิดถึงเหตุ “กบฎแขกมักกะสันในป้อมบางกอก”ในจดหมายเหตุเดอฟอร์บังสิครับเพราะพวกทหารฝรั่งเศสบรรยายไว้เลยว่า พวกแขกมากาสซาร์หรือมักกะสันนั้นมิได้เกรงกลัวในคมดาบคมหอกหรือแม้แต่ปืนไฟแม้แต่น้อยซึ่งกว่าจะปราบหมดได้ก็ทำเอาพวกฝรั่งเศสหน้าซีดไปเลย ทว่าหลักฐานที่ยืนยันถึงความน่าสะพรึงกลัวของวิชาอาคมแห่งทะเลใต้นั้นก็มีการถูกบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานอย่างเป็นทางการโดยมีอยู่ในบันทึกส่วนตัวของอัลฟองซู ดู อัลบูแกกูร์-อุปราชโปรตุเกสประจำมะละกาคนแรก-ได้เขียนถึงเหตุสงครามชิงเกาะมะละกาไว้ว่า

พวกเขาสามารถจับกุมแม่ทัพมลายูได้คนนึงโดยนายทหารมลายูผู้นี้ไม่มีเลือดไหลจากบาดแผลที่ถูกยิ งจนกระทั่งพวกเขาได้ปลดเครื่องรางที่ทำจากกระดูก(ตะกรุด)ออกจากแขนของเขาแล้ว”เมื่อเอาสิ่งนี้ออกไป เลือดก็ไหลออกมาจนหมดตัวแล้วเขาก็เสียชีวิ ต”นอกจากนั้นในพวกโปรตุเกสที่ได้เข้าอาสาเป็นทหารองครักษ์ให้กับกองทัพสุลต่านแห่งชวาก็ได้บรรยายว่า ในสงครามคราวหนึ่งนั้นพวกเขาได้เห็นกับตาว่ามีนักอะม็อกผู้หนึ่งวิ่งฝ่าเข้าไปในกองทัพฝ่ายข้าศึกที่มีจำนวนนับพันอย่างบ้าคลั่งและแม้ว่านักรบฝ่ายตรงข้ามจะใช้ทั้งหอก ดาบและกริชรุมสกรัมยำแหลกลาญแค่ไหน

นักรบอะม็อกผู้นั้นก็สามารถฝ่ากองทัพข้าศึกออกมาได้โดยที่ร่างกายไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน-เอากะมันไม่เพียงเท่านั้น ช่วงสงครามกลางเมืองนครอาเจะห์ในศตวรรษที่๑๘ได้บรรยายเหตุการณ์ที่พวกทหารในกองทัพดัตซ์ได้ประจันหน้ากับนักรบกบฎที่มีวิชาอาคมที่เรียกว่า”เคบัล”ว่า”ผู้คงกระพันชาตรี ผิวหนังของเขาลื่นเหมือนน้ำมัน เราจึงได้เห็นกระสุนลื่นไหลไป” หลักฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า วิชาคงกระพันชาตรีนั้นมิได้มีเพียงในภูมิภาคอุษาคเนย์ส่วนแผ่นดินใหญ่เท่านั้น หากแต่ยังมีอยู่ทั่วไปในภูมิภาคนี้และยังได้รับการยืนยันและบันทึกจากทหารต่างชาติเองเสียด้วย
เรื่องราวก็เป็นฉะนี้แล – เอวัง

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply