ดวงไฟแก้วจากภาพถ่ายเทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว

กล่าวถึงวิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดไม่สวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญหาข้อดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีล้วนมีข้อดีและเสียแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

โบราณท่านว่าจิตตังอานุภานังหมายความว่าจิตของเรานั้นแหละคือพลังแห่งอนุภาพทั้งปวงคาถาอาคมทั้งหลายท่องได้คล่องปากหากขาดกำลังใจความเชื่อถือเสียอย่างก็จะไม่เกิดพลังอะไรขึ้นเลย พระเครื่องก็เช่นเดียวกันสักแต่ว่าแขวนเพราะเขาว่าดีแต่ศรัทธาไม่มีแน่วแน่คว้าได้ก็สวมออกไปไหนมาไหนไม่เคยกราบบูชาสักแต่ว่าฉันเอาไว้อวดบารมีอย่างนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิคือจะไม่ได้ผลอะไรตอบแทนเลยทั้งนี้เพราะขาดศรัทธาประสาทะและกำลังใจ

หลวงพ่อเดิมนั้นไม่ต้องบอกก็คงจะรู้กันดีว่าท่านยิ่งด้วยบารมีแต่ทั้งนี้ต้องประกอบด้วยศรัทธาอันแน่วแน่และการเคารพด้วยกายวาจาใจไม่ใช่ว่าอ่านเรื่องแล้วก็เลื่อมใสไปหามาใส่แล้วก็โอ้อวดต่างๆนาๆว่าฉันมีนะจ๊ะไม่ได้กราบไม่ได้บูชาไม่ได้รำลึกถึงอย่างนี้แขวนไปก็ไม่เห็นสรรพคุณหนักคอเปล่า

คุณสิทธิชัย ปัญญามี  อาศัยอยู่ที่ ๑๐๔ ซอยสุเหร่าคลองตัน อำเภอพระโขนง คือผู้ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาและบูชาตลอดจนมีความยึดมั่นจึงเกิดอภินิหารที่น้อยคนนักจะได้เคยพบเห็นถึงเรื่องราวที่จะได้นำมาให้ท่านได้รับรู้ต่อไปนี้

เรียนคุณสุรเวทย์ เสนภูษา ที่นับถือ

ผมอยากจะให้คุณสุรเวทย์ ลงเรื่องราวที่ผมได้ประสบมาสดๆร้อนๆเมื่อวันที่ ๖ มีนาคมที่ผ่านมานี้เองครับผมขอเอาเกียรติของลูกผู้ชายและความจริงที่ผมประสบมาเป็นที่ตั้ง ผมมิได้กุหรือสร้างเรื่องราวขึ้นมาแต่ผมพบเจอแล้วก็ อดไม่ได้ที่จะเล่าให้ฟังมิได้เพื่อที่ท่านผู้เป็นศิษย์ของหลวงพ่อเดิมจะได้รับรู้แล้วเพิ่มความศรัทธามากขึ้นจะให้ผมไปสาบานที่ไหนก็ได้ขณะที่เขียนจดหมายฉบับนี้ขนผมยังลุกเกรียวอยู่เลยครับ

คนไทยเรานับถือพระกันทุกคนไม่ว่าจะเป็นพระเครื่องกรุ พระเกจิอาจารย์ บ้างก็เจอด้านแคล้วคลาด บ้างก็เจอด้านมหาอุดคงกระพันกันเขี้ยวงาแต่ที่เจอเจ๋งๆแบบผมนี้ผมว่าน้อยรายครับ ถ้าผมไม่ได้เจอกับตัวเองผมก็จะไม่ยอมเชื่อว่าเป็นจริง เอาล่ะครับไม่ให้เสียเวลาผมจะเริ่มต้นเลยครับ

ผมมันเป็นคนจนหาเช้ากินค่ำสภาวะเศรษฐกิจทำให้ผมต้องเช่าห้องแบ่งขนาดเท่ารูหนูอยู่ทำมาหากิน ในห้องผมไม่มีของมีค่า วิทยุ ทีวี สเตอริโอผมไม่เคยมีก็มันไม่มีเงินจะซื้อน่ะครับ สิ่งที่ผมถือว่ามีค่าที่สุดก็คือหิ้งพระเล็กๆที่ผมติดไว้ที่ผนังด้านซ้ายมือของหัวนอนผมมีกระถางธูป แจกันดอกไม้ แล้วก็จานสำหรับใส่ของถวาย

พระประธานก็ไม่มี แต่ผมมีรูปถ่ายหลวงพ่อเดิมในอิริยาบถยืนที่ผมได้รับเป็นสมบัติตกทอดมาจากพ่อแม่ของผมเพียงอย่างเดียวผมอัดใส่กรอบพลาสติกห้อยคอไปทำงานด้วยเมื่อกลับมาถึงบ้านก็จะเอาแขวนไว้ที่หิ้งพระห้อยลงมาด้านล่าง แล้วเมื่อจะเข้านอนก็จุดธูปบูชาวันไหนวันว่างก็ไปหามะพร้าวอ่อนมาถวายหลวงพ่อเดิมให้ท่านฉันตามมีตามเกิด

ผมอธิษฐานถึงท่านเพียงว่าขอให้หลวงพ่อคุ้มครองผมให้รอดพ้นจากอันตรายและภัยพาลให้มีคนเมตตาจ้างผมทำงานเรื่อยๆไปขอให้พอกินพอใช้ไม่ต้องเป็นหนี้เขาผมก็พอใจแล้วคนอย่างผมจะเอาอะไรมากเกิดมาจนก็อย่างนี้แหละครับ

ผมจุดธูปแล้วก็เข้านอนกางมุ้ง ที่นอนผมอยู่ด้านขวาของหิ้งบูชาในความมืดผมเห็นธูปกำลังลามไหม้สีแดงเรืองๆอยู่ในความมืดมันทำให้ผมรู้สึกว่าหลวงพ่อกำลังมารับการบูชาและอวยพรให้ผมอยู่ผมจะหลับเป็นสุขไม่ฝันร้ายตลอดคืน

วันที่ ๖ มีนาคมผมทำงานหนักจนเลยเวลากว่าจะกลับบ้านก็ดึกแล้วผมอาบน้ำผลัดผ้าเป็นชุดที่ผมใส่นอนไปนั่งหน้าหิ้งพระกราบลง ๓ หนถอดสายสร้อยออกจากคอนำขึ้นไปแขวนไว้ที่เดิมปากก็พึมพำว่า

“ขอให้หลวงพ่อเข้าที่พักผ่อนเถอะขอรับคุ้มครองผมมาตลอดทั้งวันแล้วรับการคารวะด้วยธูปที่ผมจะจุดขึ้นบูชาเป็นการรำลึกถึงพระคุณก็แล้วกัน”

ผมจุดธูปแล้วนำไปปักไว้ในกระถางธูปจากนั้นก็มาสวดมนต์ตามที่ได้เคยกระทำมารำลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์และคุณบิดามารดา คุณครูอุปัชฌาย์และหลวงพ่อเดิมในที่สุดผมกราบลง ๓ ครั้งแล้วก็กางมุ้งกันยุงปิดไฟแล้วเข้านอนมองดูธูบค่อยๆลามไปเรื่อยๆ

คืนนั้นคนที่เช่าอยู่ข้างห้องซ้ายขวาไปทำงานดึกกันหมดทุกอย่างจึงเงียบสงบเหมือนอยู่ในโลกร้าง มันวังเวงชอบกล ผมนอนไม่หลับเพราะอากาศมันอ้าว พัดลมก็ไม่มีครับผมนอนพลิกไปพลิกมาเวลาประมาณ ๒๓.๐๐ น. ถึงเกือบเที่ยงเห็นจะได้ ผมพลิกตัวตะแคงมองไปทางหิ้งบูชา ธูปดอกสุดท้ายกำลังลามลงมาแล้วสว่างวาบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะวูบหายไปทุกอย่างก็มืดสนิท

ผมไม่ได้เคลิ้ม ผมไม่ได้หลับ แต่ผมตื่นผมรู้สึกตัวตลอดเวลาท่านผู้อ่านที่เคารพในความมืดนั้นผมมองเห็นดวงไฟสีนวลอ่อนๆเหมือนแสงนีออนกลมขนาดเม็ดข้าวโพดผุดขึ้นจากกระถางธูปและลอยสูงขึ้นจากนั้นก็ค่อยๆลดต่ำลงมาตามแนวสายสร้อยของผมที่แขวนรูปหลวงพ่อเดิม

ผมสาบานได้ว่าไม่ใช่ไฟจากธูปเพราะไฟจากธูปจะต้องมีสีแดงแต่แสงนี้สีขาวนวลและกลมเมื่อลอยมาถึงรูปหลวงพ่อเดิมก็วนอยู่แล้วแสงนั้นก็วูบหายเข้าไปในรูปมองเห็นประกายแสงสว่างโพลงแล้วดับสนิทไปทันที

ผมนอนตัวชาขนลุกเกรียวผมหยิกตัวเองเจ็บครับเพราะผมรู้ตัวดีผมไม่ได้ฝัน ผมถลันลุกขึ้นปราดไปที่สวิตไฟกดแก๊กไฟสว่างพรึบไม่มีร่องรอยอะไรทุกอย่างไม่มีอะไรผิดปกติผมทรุดตัวลงนั่งกราบลงไปที่พื้นใต้หิ่งบูชาพระระล่ำระลักว่า

“เห็นแล้วเชื่อแล้วว่าหลวงพ่อรับรู้การบูชาของผมและมาปรากฏให้เห็นต่อหน้าผมจะรักและหวงแหน รูปหลวงพ่อไว้เท่าชีวิตผมจะทำดีเพื่อบูชาพระคุณตลอดไป”

คุณสุรเวทย์ ครับผมเกิดมาก็เพิ่งคราวนี้แหละที่ได้เห็นสิ่งที่เขาเรียกกันว่าอภินิหารจริงๆผมเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังแล้วก็พยายามรวบรวมสติเขียนจดหมายมาเล่าให้คุณสุรเวทย์ ฟังต้องขออภัยด้วยที่ผมการศึกษาน้อยลายมือไม่ค่อยดีและยังส่งมา ๒ ซองก็เพราะความตื่นเต้นของผมนั่นแหละผมเขียนจบแล้ว ก็พับใส่ซองไม่หมดเอาหน้า ๑-๓ ส่งมาแล้วนึกขึ้นได้ว่าหน้า ๔-๕ ยังไม่ได้ส่งมาจึงได้ยัดใส่มาอีกซองหนึ่ง คุณคงได้รับไล่เลี่ยกันนะครับ

ผมภูมิใจมากที่ได้เห็นอภินิหารของหลวงพ่อเดิมซึ่งผมเคยได้ยินมาว่าบางคนแขวนรูปหล่อราคาหลายหมื่นก็ยังไม่เคยเห็นอภินิหารใดๆแต่ผมแขวนรูปถ่ายราคาไม่แพงแต่ผมได้เห็นอภินิหาร

ผมขอเตือนท่านผู้อ่านที่คิดจะเสาะหาภาพหลวงพ่อเดิมยืนว่าระวังของปลอมเพราะมันมีระบาดมากครับระบาดจนน่ากลัวแต่ผมกล้าพูดได้ว่าถ้าท่านได้ของแท้แบบที่ผมเคยได้แล้วท่านจะต้องพบอะไรดีๆเป็นแน่ละครับ

สุดท้ายนี้ผมขอให้คุณสุรเวทย์ และท่านผู้อ่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญผาสุกคิดอะไรสมความปรารถนาและขอให้หลวงพ่อเดิมคุ้มครองรักษาให้คุณสุรเวทย์ ให้มีความแข็งแรงพลานามัยดีเป็นที่พึ่งของผู้เคารพนับถือองค์หลวงพ่อเดิมตลอดไป

ขอแสดงความนับถือ,สิทธิชัย ปัญญามี

 อาจารย์ผู้เขียน:สุรเวท เสนภูษา

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น