ตะกรุดวิ่งบนแผ่นดิน “อาจารย์ทองดีแห่งวัดท่าเกวียน”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ พระเกจิดังเมืองนนท์ “อ.ทองดี วัดท่าเกวียน” ผู้ที่มีวิชาด้านตระกรุด มาให้ทุกท่านได้ศึกษาได้รับความรู้มากยิ่งขึ้น ไปชมกันเลย

เกจิดังเมืองนนท์ “อ.ทองดี วัดท่าเกวียน” เก่งตั้งแต่เป็นสามเณร เป่าทองทะลุกระดาษอย่างง่ายดาย เรียกตะกรุดให้วิ่งได้อย่างอัศจรรย์ อ.ทองดี วัดท่าเกวียน ช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ท่านจะมีชื่อเสียงโด่งดังนัก ได้รับการนิมนต์ไปปลุกเสกงานใหญ่ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ ท่านเป็นผู้มีสนใจในไสยเวทตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เมื่อตอนท่านบวชเป็นเณร ได้ธุดงค์ไปเรียนวิชากับหลวงพ่อแช่มวัดตาก้อง ท่านจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้มาก สามารถเรียนจำทำได้วิชาหลวงพ่อแช่มได้ทุกวิชา

เมื่อท่านอายุครบบวชจึงได้อุปสมบทที่วัดท่าเกวียน ท่านจึงเริ่มลงของให้ลูกศิษย์ วิชาเด่นของท่าน คือวิชาปัดตลอด ท่านลงทองโดยไม่ต้องเปิดกระดาษ ให้ผู้ที่มาลงถือแผ่นทองจับไว้ที่หน้าผาก ท่านเป่าพล้วงเดียว ทองจะหายเข้าไปในกระหม่อมจะเหลือแต่กระดาษ ช่วงนั้นนับว่าท่านดังนัก ดังขนาดคนเลยวัดสะพานสูงไปขึ้นวัดท่าเกวียนหมด

มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านอยากลองวิชา เรียกศิษย์ท่านมาคนหนึ่ง ว่าลองยิงตะกรุดท่านหน่อย แล้วท่านก็หยิบเดินไปที่บ่อน้ำโยนตะกรุดลงไปในน้ำ แล้วบอกลูกศิษย์ว่า “เดี๋ยวกูจะเรียกตะกรุดขึ้นมาแล้วมึงยิงนะ” ท่านก็ยืนหลับตานิ่ง สักพักเดียวตะกรุดวิ่งขึ้นมาจากใต้น้ำ ลูกศิษย์คนนั้นเห็นแล้วเกิดอาการตะลึงไม่กล้ายิงเลย ไม่รู้ว่าถ้ายิงจะออกหรือไม่ออก

ต่อมา อ.ทองดี เกิดเบื่อหน่ายในเพศบรรพชิตจึงทำการลาสิกขาบท ทำให้ลูกศิษย์เกิดความเสียใจมาก และเสื่อมศรัทธาต่อท่านชื่อเสียงของท่านจึงค่อยดร็อปลง จนคนรุ่นหลังลืมเลือนไป แต่เมื่อปลายอายุท่าน ท่านได้มาร่วมสร้างวัตถุมงคลรุ่นหนึ่งกับหลวงปู่หลุย มีออกวัตถุมงคลคือ พระปิดตาเนื้อผงกับตะกรุด โดยเฉพาะตะกรุด จะมีส่วนหนึ่งหลวงปู่หลุยเป็นผู้ลง

อีกส่วนหนึ่ง อ.ทองดีเป็นผู้ลง แยกได้ คือ ของหลวงปู่หลุยจะถักด้วยด้ายสีขาว ของอ.ทองดีจะถักด้ายดำ เมื่อตอนจะปลุกเสก อ.ทองดีได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้คนมาร่วมพิธีดู ด้วยการเอาตะกรุดไปไว้นาคยืนเวลาบวช แล้วท่านไปเรียกที่หน้าพระประธาน ปรากฏว่าตะกรุดได้วิ่งเข้าไปหาท่าน ทำเอางานนั้นเลยฮือฮาน่าดู ว่ากันว่า ตอนปลุกเสกพระปิดตาได้กระเด็นออกจากบาตรมาด้วย

เรื่องของ อ.ทองดีเป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า เรื่องพลังจิตไม่ได้เกี่ยวที่พระหรือฆราวาส  บทความนี้ เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมารุ่นปู่ย่าตายาย นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์ เพื่อเป็นธรรมทานแก่ทุกท่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

ข้อคิดท้ายเรื่อง

รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิรา

ใส่ความเห็น