ตำนานการสร้าง หมากทุย ดีทางแคล้วคลาด คงกระพัน และมหาอุด

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนานการสร้าง หมากทุย ดีทางแคล้วคลาด คงกระพัน และมหาอุด นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

ผู้เขียนขอนำเอาเรื่องหมากทุยหมากทุยเนื้อในเปลือยๆมาให้ท่านดูให้ถนัดตาเพราะว่าน้อยรายนักที่จะได้แกะเอาด้ายถักหุ้มและลงรักออกจนเหลือแต่ด้านในอย่างนี้และอีกลูกหนึ่งเจ้าของทำแตกก็เลยได้มีโอกาสแคะเอาสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาดูจึงนำมาเล่าให้ฟังเสียเลย

ในตำรับเครื่องรางของขลังไทยนั้นท่านได้บอกไว้ประการหนึ่งว่า อันต้นไม้ใดก็ดีที่อยู่ดีๆก็มีอันเป็นยืนตายแห้งทั้งๆที่ผืนดินก็อุดมสมบูรณ์ดีไม่มีวี่แววแห่งโรคต้นไม้นั่นแหละเรียกกันว่า“ต้นไม้ตายพราย”จะเป็นหมากตายพราย มะยมตายพราย หรือไม้ไผ่ไม้รวกตายพรายก็เหมือนกันนำเอาชิ้นส่วนของมันมาทำเครื่องรางของขลังได้อย่าทิ้งให้เปล่าประโยชน์ไป ที่ไม่เข้าหลักก็มีเพียงกล้วยตานี้ตายพรายเท่านั้น ที่เขาไม่ค่อยจะนิยมเพราะถือว่าเป็นอวมงคล เหมือนคนออกลูกตายทั้งกลมนั่นแหละ

พูดถึงต้นหมากนั้นก็คือเครื่องรางที่เกิดจากการเอาลูกหมากตายพรายขนาดย่อมมาประกอบพิธีซึ่งยุ่งยากพอสมควร จึงทำได้ยากและต้องอาศัยฝีมือของท่านพระอาจารย์ทำเป็นหลัก เท่าที่ได้สำรวจในแวดวงนักนิยมสะสมเครื่องรางของขลังนั้น จะมีเพียงสองสำนักที่ได้รับความนิยมสูงและแพร่หลายได้แก่ของสำนักวัดหนังบางขุนเทียน โดยท่านเจ้าคุณพระภาวนาโกศลเถระ (เอี่ยม) อดีตเจ้าอาวาสและอีกสำหนักหนึ่งคือ หลวงพ่อทองวัดดอนสะท้อน แต่สำนักหลังนี้จะมีอายุการสร้างหลังกว่าของวัดหนังบางขุนเทียน

ท่านเจ้าคุณเฒ่านั้นท่านเป็นพระเถระที่ประกอบไปด้วยอำนาจจิตอันสูงส่ง เดิมทีท่านเป็นพระอธิการธรรมดาๆ ทว่าท่านมีอภินิหารในพระเครื่องรางมากมายจนกระทั่งเล่าลือไปถึงพระบรมมหาราชวัง ขุนน้ำขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างๆได้เดินทางมาขอพระเครื่องรางของท่านไปใช้เป็นอันมาก แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้ทราบเสด็จเป็นการส่งนพระองค์ไปนมัสการท่านเจ้าคุณเฒ่าที่วัดหนัง ดังนั้นเมื่อท่าเจ้าคุณเฒ่าวัดหนังได้มีโอกาสรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงอีกครั้งพระคุณท่านก็ได้รับการถวายจีวรแพรและสิ่งอื่นๆด้วยที่ทรงซื้อมาจากฝรั่งเศสพร้อมกับพระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็นพระราชาคณะที่เจ้าคุณพระภาวนาโกศลเถระ ตั้งแต่นั้นมา

การสร้างหมากทุยนั้นประการแรกท่านจะให้ศิษย์ไปขึ้นต้นหมากเพื่อเอาลูกหมากที่ตายพรายลงมาและลูกหมากนั้นจะต้องเป็นลูกหมากอ่อนที่มีขนาดเล็กพอเหมาะ ส่วนการจะขึ้นไปนั้นท่านจะสอนคาถาภาวนาให้ เมื่อเวลาขึ้นต้นหมากก็ต้องภาวนาทุกช่วงเวลาไต่ ครั้นพอถึงแล้วก็ไม่ให้เอามือเด็ดแต่ให้ใช้ปากคาบแล้วดึงจนลูกหมากขาดแล้วเวลาคาบไว้ในปากพร้อมกับภาวนาคาถากำกับทุกช่วงไปการขึ้นครั้งหนึ่งจะได้ไม่กี่ลูกเท่านั้น เมื่อได้ลูกหมากตายพรายมาแล้วก็เปิดจุกด้านบนคว้าเอาเนื้อหมากด้านในออกให้หมด จากนั้นจึงเอาเม็ดพระธาตุ(หรือถ้าไม่มีก็เอากระดาษสาลงพระนามพระพุทธเจ้าด้วยอักขระแทน) เมื่อทำการปลุกเสกแล้วก็บรรจุไปด้านในแทนให้เต็ม จากนั้นก็เอาชันโรงใต้ดินมาอุดปิดทับด้านบนให้แน่นเพื่อป้องกันความชื้นและพวกตัวแมลง

การปลุกเสกกำกับด้วยพลังจิตจนเกิดอุดมนิมิตเป็นว่าลูกหมากนั้นลุกขึ้นตั้งได้เอง จึงถอนจิตแล้วนำไปถักเชือกหุ้มอีกชั้นหนึ่งแล้วลงรักเคลือบผิว ทำห่วงด้านบนเพื่อใช้สำหรับคล้องคอ เพราะภายในได้บรรจุพระนามพระพุทธเจ้าสำคัญๆไว้จึงไม่สมควรจะนำมาคาดเอวหรือห้อยพวงกุญแจ เป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่งทีเดียว อานุภาพการใช้ได้กล่าวไว้ว่าเมื่อนำติดตัวจะช่วยป้องกันทางด้านมหาอุด คงกระพัน แคล้วคลาด และยังป้องกันภูตผีปีศาจ เมื่อมีสิ่งนี้พยายามหมั่นปลูกเสกกำกับด้วยคาถาพระเจ้าห้าพระองค์ว่า “นะโมพุทธายะ” อยู่เสมอๆ

หลักการดูหมากทุยประการที่สองให้ดูรักที่ลงเอาไว้จะต้องแห้งสนิทห่วงด้านบนมีทั้งสองห่วง ทองแดงถักเชื่อมกับเชือกและที่เป็นห่วงเชือกถักในตัว ขนาดไม่เป็นมาตรฐานแต่ไม่ใหญ่มากเท่ากับลูกหมากดิบธรรมดาทั่วไป ส่วนลายถักเป็นเครื่องสังเกตอีกประการหนึ่ง สำหรับในรายที่ใช้จนเชือกถักขาดหมดจะเห็นเนื้อในเป็นผิวหมากแห้งเหี่ยวไม่สดชันโรงที่ปิดจะแห้งไม่เปียกเยิ้ม ส่วนของเทียมนั้นจะสดและใหม่กว่าเห็นได้ชัด การอารธนาใช้วิธีดังนี้ ตั้งนะโมสามจบและระลึกคุณพระศรีรัตนตรัย คุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ และเรียกชื่อผู้เป็นเจ้าของหมากทุยที่ท่านนับถืออยู่เป็นที่สุด แล้วใช้คาถามงกุฎเพชรพระพุทธเจ้า จากนั้นหนุนด้วยคาถามหาอุดดังนี้ “นะอุด โมอัด พฺทยัด ธาปิด ยะมิดชิดปิดปากกระบอก นะ พุทธผัดผิด ปิดด้วยนะโมพุทธายะ”

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

 

ใส่ความเห็น