ตำนานท้าวเวสสุวรรณเจ้าแห่งภูติผีปีศาจ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

หลายบ้านจะมียันต์ติดไว้ที่หน้าบ้านกันผีสางทั้งหลายได้ชะงัดคับท้าวเวสสุวรรณ เทพเจ้าแห่งภูตผีปีศาจ ดีทางคุ้มครองป้องกันภูตผีปีศาจ

ขอแนะนำในรูปแบบของพราหมณ์ให้ท่านผู้อ่านได้รู้จักความเป็นมาของท่านก็คือ ท้าวเวสสุวัณหรือท้าวกุเวร ในวรรณคดีรามเกียรติ์ มีชื่อเรียกว่าท้าวกุเรปันและจากคัมภีร์ไตรเพทกล่าวว่า ท้าวเวสสุวัณ (สันสกฤตไวศรวณ, มคธ-เวสวัณโณ) คือ อธิบดีแห่งอสูรหรือเจ้าแห่งผีนั่นเอง และด้วยความเชื่อดังกล่าว ท้าวเวสสุวัณจึงถูกกำหนดให้ ทำหน้าที่ป้องกันและปราบผีโดยทั่วไปในทรรศนะของคนไทย

คนไทยสมัยโบราณมักจะวาดรูปท้าวเวสสุวรรณลักษณะรูปยักษ์ถือไม้ตะบองสองมือประสานและถ่างขา สองด้าน และนำไปแขวนไว้ที่เปลของเด็กหรือแขวนไว้ตามประตูหน้าต่างทางเข้าบ้าน เพื่อป้องกันผีไม่ให้มารบกวนเด็ก ๆ เมื่อผีเห็นเข้าจะมีความกลัวเผ่นหนีไม่กล้ามาตอแยเลย ผู้เขียนได้ค้นคว้าจากตำนานหนังสือเทวกำเนิดซึ่งรวบรวมไว้โดยท่านพระยาสัจจาภิรมย์ ท.ม., ต.จ.ว. น.บ.ท. (สรวง ศรีเพ็ญ) ท่านกล่าวว่าไว้ดังนี้ ท่านท้าวเวสสุวรรณนี้ พูดกันว่าเป็นยักษ์ที่ดำรงอยู่ในสัจจธรรม และเป็นโอรสของพระวิศรวัสมุนีกับนางอิทาวิฑา แต่ในมหาภารตะว่าเป็นโอรสของพระปุลัสตย์

ซึ่งเป็นบิดาของพระวิศรวัสมุนีอีกชั้นหนึ่ง มีเรื่องเล่ากันว่าท้าวเวสสุวรรณไปใฝ่ใจกับท่านท้าวพรหมาหรือพระพรหมนั่นเอง จึงทำให้บิดาโกรธและได้แบ่งภาคมาเป็นพระวิศรวัสและได้เกิดเป็นพระปุลัสตย์จึงได้นามอีกว่า พระเปาสัศตยัม ซึ่งในรามเกียรติ์ของเราเรียกว่าท้าวลัสเตียนแล้วท้าวลัสเตียนก็มาได้กับนางนิกษาบุตรีของท้าวสุมาลีรากษสเป็นชายาและเกิดโอรสธิดาด้วยกันคือ ๑. ราพนาสูรหรือทศกัณฐ์ ๒. กุมภวรรณ ๓.วิภิษณ์หรือพิเภก ๔.นางศูรปนขา

ดังนั้นท้าวเวสสุวรรณจึงนับได้ว่าเป็นพี่ชายร่วมบิดาเดียวกันกับทศกัณฐ์ เดิมทีท้าวเวสสุวรรณได้เป็นเจ้านครลงกาและมีบุษบกราชรถเป็นพาหนะ เมื่อขึ้นขี่แล้วจะลอยไปได้ตามแต่ใจปรารถนา แต่ก็ถูกน้องชายแย่งไปเสียทั้ง ๒ อย่าง เมื่อพระพรหมทราบความจึงได้สร้างเมืองใหม่ให้ชื่อว่าอละกาหรือวสุธราอยู่ ณ เชิงเขาหิมาลัย บางทีก็ว่าอยู่ ณ เชิงเขาพระสุเมรุในป่าชัฏ บ้างก็ว่าชื่อเมืองโชตรรฐอยู่ ณ เชิงเขาไกรลาศ ในเทวภูมิซึ่งเป็นที่อยู่ของเทพจตุโลกบาล บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกาซึ่งก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะท้าวเวสสุวรรรมีหน้าที่หลายอย่างหลายแห่งและยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ

นอกจากนั้นยังได้รับพรจากพระพรหมให้ท้าวเวสสุวรรณเป็นอมฤต คือไม่ตาย (มีบางท่านเปรียบสุราว่าเป็นน้ำอมฤต แต่เห็นดื่มเข้าไปทีไรแล้วเกือบตายทุกที) ท่านท้าวเวสสุวรรณถูกกล่าวไว้ใน อาฎานาฎิยปริตหรือมหาสมัยสูตร และภาณยักษ์ว่าท้าวเวสสุวรรณเป็นจอมเทพเจ้ายักษ์และโลกบาลทิศอุดร ส่วนในเทวภูมิเรียกนามโลกบาลทิศอุดรนี้ว่า

ท้าวไพศรพมหาราชในลัทธิจีนฝ่ายมหายานว่าโลกบาลทิศอุดรชื่อ โตบุ๋นแปลว่าได้ยินทั่วไปมียักษ์ทั้งกังฉินและตงฉินเป็นบริวาร และบอกว่ามีกายสีดำมือถือดวงแก้วและงู ส่วนทางธิเบตก็ว่าชื่อเดียวกัน แต่มือถึงธงและพังพอนแต่กายสีทองคำ ส่วนทางญี่ปุ่นถือว่าโลกบาลทิศอุดรนี้เป็นเทพเจ้าประจำโชคลาภมีนามว่าพิสะมอนตรงกับนามว่าธนบดีหรือธเนศวร อันหมายถึงนามอีกนามหนึ่งของท้าวเวสสุวรรณ ซึ่งแปลว่าเป็นเจ้าแห่งทรัพย์สมบัติ ในมือถือลูกแก้วมณีและทวนประจำชาติ

ท้าวเวสสุวรรณ ยังมีชื่อเรียกในโอกาสต่าง ๆ อีกหลายชื่อเช่น ท้าวยักษ์ราช แปลว่า ขุนแห่งยักษ์, ท้าวมยุราช แปลว่า แห่งกินนร, ท้าวรากาสเสนทร์ แปลว่าผู้เป็นใหญ่ในพวกรากษส, ท้าวอิจฉาวสุ แปลว่า ผู้มั่งมีได้ตามใจ เป็นต้น

รูปร่างลักษณะของท่านท้าวเวสสุวรรณ เมื่อเวลาอยู่ในเทวภูมิ มีกายสีขาวร่างสง่างาม มีอาภรณ์ทรงมงกุฎมี ๔ กร (แขน) ทรงม้าขาวเป็นพาหนะ มีมเหสีชื่อนางจารวีหรือฤทธีเป็นบุตรีของท้าวมยุราสูร มีโอรส ๒ องค์ ชื่อ ๑.ท้าวมณีครีพ หรือวรรณกวี ๒.ท้าวนลกุพรหรือมยุราช มีธิดา ๑ องค์ชื่อ นางมีนาษี

เมื่อเวลาประจำโลกบาลทิศอุดร ท่านจะนิมิตกายเป็นพญายักษ์ ทรงมงกุฎ มีกระบองเป็นอาวุธและมีราชรถบุษบกเป็นพาหนะแต่ตอนหลังถูกทศกัณฑ์แย่งไป แล้วทศกัณฑ์เองก็ใช้ไม่ได้เพราะราชรถบุษบกไม่ลอกไปไหนดังใจปรารถนาอีก ดังมีเรื่องราวอยู่ในรามเกียรติ์ (แต่ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวในที่นี้เพราะเรื่องมันยาวหน้ากระดาษคงไม่พอแน่ ต้องให้ท่านผู้อ่านไปหาซื้อหนังสือรามเกียรติ์อ่านกันเอาเอง อ้อ! ต้องเป็นฉบับสมบูรณ์นะเดี๋ยวหาว่าไม่บอกก่อน)

ความสำคัญของท้าวเวสสุวรรณ ตามที่กล่าวมาแล้วนั้นว่าท่านเป็นยักษ์ที่แสนดี คนโบราณจึงให้ความเคารพนับถือ และสร้างรูปของท่านไว้เป็นที่พึ่งทางใจเช่น ให้เฝ้าประตูวัด แม้แต่ที่ซุ้มเรือนแก้วของพรุพุทธชินราชก็เป็นรูปท้าวเวสสุวรรณ ถือไม้ตะบองเฝ้าอยู่ด้านหลังและเมื่ออัญเชิญท้าวเวสสุวรรณมาประดิษฐานไว้ในบ้านเรือนแล้วรับรองว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องภูตผีปีศาจทั้งหลายจะมารบกวนได้ แม้แต่พระเกจิอาจารย์บางท่านยังได้สร้างเป็นรูปขนาดเล็ก

ซึ่งทำด้วยเนื้อดิน ชินผง รูปหล่อโลหะสร้างจำนวนไม่มากไว้แจกลูกศิษย์ลูกหา เท่าที่ทราบมีดังนี้เจ้าคุณศรี (สนธิ์ ยติธโร) แห่งวัสดุทัศน์เทพวราราม กทม. ได้สร้างไว้ราว พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นรูปท้าวเวสสุวรรณลอยองค์ มี ๓ พิมพ์ ทำด้วยเนื้อโลหะผสมออกกระแสเหลือง ๆ

หลวงพ่อคอน วัดชัยพฤกามาลา ตลิ่งชัน กทม. (ธนบุรี) ก็สร้างไว้แต่เป็นเนื้อผงออกสีเทา ๆ แต่หายากพระครูในฎีกา (เกลี้ยง) แห่งวัดสุทัศน์เทพวรารามก็สร้างรูปท้าวเวสสุวรรณ แต่เป็นเนื้อผงลักษณะเป็นรูปไข่รี ๆ สีออกขาวไม่ใหญ่มาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๖ และนอกจากนี้ยังมีอีกหลายวัดและหลายพระเกจิอาจารย์ที่จัดสร้างขึ้นขอให้มีรูปท่านท้าวเวสสุวรรณเป็นใช้ได้

ส่วนคาถาเมื่อท่านผู้อ่านได้รูปเหมือนของท้าวเวสสุวรรณมาแล้ว ต้องการที่จะอาราธนาติดต่อไปหรือจะลองไล่ผีดุ ให้ว่าคาถาของเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ว่าดังนี้

“อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณมะระนังสุขัง อะระหังสุขะโต นะโมพุทธายะ” และท่านพระครูภัทรวิริยะคุณแห่งคณะ ๒ วัดสุทัสน์เทพวรารามได้เมตตาให้คาถา “อาวุธพุทธเจ้า”

ซึ่งสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสสัสเทวมหาเถร) ใช้ในการปัดเป่าขับไล่ภูตผีปีศาจและอวิชาต่าง ๆ ดังนี้

“สักกัสสะ วชิราวุธัง เวสสวัณณัสสะ คฑาวุธัง อาฬวะกัสสะ ทุสาวุธัง ยะมะกัสสะ ทุสาวุธัง มารัสสะกะ กาวุธันติ อเมปัญจะ อาวุเธ ทิสะวา สัพเพ ยักขาปะลายันติ”

พระคาถาต่าง ๆ ก่อนเรียนหรือท่องจำควรจะใส่บาตรไปถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้หรือมีความขลังเป็นไปเป็นไปตามพิธีที่ได้รับการสอนจากครูบาอาจารย์ มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานคนจนเมื่อมีโอกาศแล้วอธิษฐานจิตอุทิศให้ท่านก็จะยิ่งขลังดีนักแล) หรือตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลข้อใดข้อหนึ่งที่คิดว่าทำได้ไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งดี

⌘เข้าใจท้ายเรื่อง⌘รู้หรือไม่ว่าทุกคนจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้คนที่กินของสะสมเป็นจำนวนมาก

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวัน ๆ หนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็น เมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝน ตกมาก็กรองน้ำจา สัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมี แต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลม ฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะ แต่ก็ไม่เป็นไรเช่นกันคนหลายคนกำลังกินอยู่ในโลกแห่งความรัก คาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็น ๆ ที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครก ที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อน ๆ ของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดู ่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นาน ๆ แล้วกลายเป็นหิน ดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกล ิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพื ซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางคนบอกว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่ แต่มันก็มีกระบวนการย่อยจากน้ำเซาะผสมขี้เถ้ามาหลายปีแล้วไฟฟ้าที่ผู้เขียนเคยเห็นต้องขุดไปถึง ๑๐๐๐๐ ไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่มาเกริ่นและประกาศให้คนที่อ่านได้รับการอุปถัมภ์ในรูปแบบที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ทำให้นึกถึงข้าวที่มีน้ำลายผู้หญิงขี้อายเยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิอย่าลืมมองตัวเองด้วยกันว่าเป็นของใคร น่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งลองดูคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากดูเป็นความจริงได้บ้าง หลายวิธีที่ค่อนข้างจะดูจิตใจตัวเองตลอดเวลาที่เกิดความรักโลดโผนพ่ายแพ้มันซวย (ตัวหนังสือจะเห็นได้ง่ายที่สุดในใจ ควา โกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีที่เป็นไปได้ที่เราจะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ก็อยู่ในท้องของคนที่เป็นโรคจิตที่เป็นโรคติดต่อทางศาสนาเช่นกัน ปาทานลงเสียได้ (ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำ ๆ ขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจ กโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากส่วนที่เหลือจากการเผาศพของพวกเราทุกคนเป็นคนที่อยากจะอ่านโลก อยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กิน ฝนศพขี้ หากคนเรารักเราทุกคนก็ต้องตายทุกคนก็เสียใจที่ไม่ได้รับวัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกรานพวกเขาก็จะฆ่าคนทุกคนที่อยู่ด้วยกันหรือไม่ * * เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม **

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

# ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

ใส่ความเห็น