ตำนานผู้มีวิชาเล่นแร่แปลธาตุกัดโลหะเป็นทอง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

ในปี พุทธศักราช ๒๔๘๐ ไพฑูรย์หนีคุก ตำรวจและราชทัณฑ์ตามล่าแบบพลิกแผนดิน แต่สิงโตหินก็มีพระเวทกำบังตาป้องกัน ไพฑูรย์พูดถึงพระเวทกำบังตาป้องกันตัวแล้วหัวเราะหึๆ ก่อนจะบอกว่า ไม่มีพระเวทบังตาอะไรหรอก แต่อาศัยว่ามีพวกพ้องทั้งในคุกนอกคุกที่เคยช่วยเหลือไว้ คอยเป็นหูเป็นตาคอยให้ที่หลบซ่อน อีกอย่างการปลอมแปลงโฉมผมก็เป็นที่หนึ่งกับเขาเหมือนกัน ตำรวจกับราชทัณฑ์จึงคว้าน้ำเหลวทุกครั้งไป

ไพฑูรย์ไปอยู่ราชบุรีโดยอาศัยเงินที่ฝากพวกพ้องไว้ ในตอนที่ปล้นคนรวยแจกคนจนคนจรไปส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งก็กินเที่ยวตามประสา ส่วนหนึ่งเก็บฝากพรรคพวกเอาไว้เป็นทุนระหว่างหลบหนี แม้จะรู้ว่าไม่นานก็ต้องพลาดถูกจับได้แต่ก็ไม่ยี่หระ ไพฑูรย์เคยบอกกับพระกล้าฯ ต่อหน้าพวกพัศดีก่อนถูกโบยว่า

ไพฑูรย์ คุณพระก็รู้จับผมขังได้ขังไป แต่ถ้าผมมีโอกาสผมก็หนีแน่นอน ตามจับผมมาขังได้ไม่นานหรอก เสียดายคุณพระเป็นศิษย์หลวงพ่อเดิมองค์เดียวกับผม คุณพระฆ่าผมได้แต่ผมฆ่าคุณพระไม่ได้ เพราะผมเคารพในคำสอนของหลวงพ่อ ท่านสั่งว่าศิษย์สำนักเดียวกันจะฆ่ากันไม่ได้ ใครไม่ทำตามก็จักพบกับความพินาศ คุณพระไม่เคารพหลวงพ่อก็แล้วไปแต่ผมเคารพ ดังนั้นคนที่จะเอาชีวิตคุณพระไม่ใช่ผม แต่เป็นคนอื่นเป็นศิษย์คนละสำนักกับคุณพระ

ไพฑูรย์ในคราบนักโบราณคดีมาหาของเก่า พรางตัวให้เหมือนนักโบราณคดีมีอดีต น.ช ทองใบ เป็นคนให้ที่หลบซ่อนอยู่หลังวัดมหาธาตุเมืองราชบุรี ชื่อวัดมาจากพระมหาธาตุเจดีย์ที่มียอดสูงเสียดฟ้า มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ล้อมรอบพระปราง เจ้าอาวาสชื่อ หลวงพ่อพลอย เป็นพระที่เชี่ยวชาญด้านวิปัสสนากรรมฐานมาก เมื่อไพฑูรย์นำภัตตาหารไปถวายเพลครั้งแรก หลวงพ่อพลอยจ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบ ครั้นเมื่อฉันเพลแล้วท่านจึงประพรมน้ำมนต์ให้ เสียงของหลวงพ่อพลอยทำให้ไพฑูรย์ถึงกับสะดุ้ง

หลวงพ่อพลอย มือสองข้างของโยมไม่สะอาด มีแต่คราบเลือด เนื้อตัวก็มีแต่รังสีแห่งความอำมหิต แม้ใบหน้าโยมจะดูเป็นปรกติแต่แววตาของโยมซ่อนอาตมาไม่ได้หรอก แต่ก็เอาเถอะนั่นไม่ใช่กิจของสงฆ์ อาตมาว่าโยมอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน เจ้ากรรมนายเวรจะตามมาถึงเป็นเหตุให้โยมต้องเร่รอนไปอีก

ไพฑูรย์ก้มลงกราบแทบเท้าหลวงพ่อพลอย รู้สึกปีติที่ได้มาพบพระผู้มีอภิญญาญาณ สามารถมองเห็นความเป็นมาแต่หนหลังของตนเอง นึกในใจว่าหลวงพ่อท่านรู้ได้อย่างไร พอจะเอ่ยปากถามเสียงหลวงพ่อพลอยก็ดังขึ้น

หลวงพ่อพลอย สีหน้า ท่าทาง ดวงตา กับบางสิ่งที่ติดตามวนเวียนอยู่รอบตัวโยม ไม่ต้องสงสัยหรอกพระสงฆ์ไม่มีภัยกับใคร ทุกคนคือมนุษย์ผิดกันแต่ฐานะเท่านั้น อาตมาก่อนมาอยู่ในผ้าเหลืองก็ล้างผลาญชีวิตมนุษย์มาไม่น้อย แต่เมื่อรับโทษแล้วอาตมาก็บวชไม่กลับไปทางโลกอีก พรรคพวกเพื่อนฝูงทิ้งหมดลูกเมียไม่มีจึงหมดห่วงหมดกังวลไป

ไพฑูรย์นมัสการลากลับ ขากลับอดีต น.ช ทองใบลากมือไพฑูรย์กึ่งจูงกึ่งวิ่ง ปากก็พูดว่า

น.ช ทองใบ เร็วเข้าอาจารย์ ผมจะพาไปดูพระกินเณร เขาเล่าลือกันมาก จนต้องเอารั้วเหล็กมากั้นรอบพระพุทธรูป ไม่ยอมให้ใครเข้าไปแตะต้ององค์พระเลยทีเดียว

ไพฑูรย์เล่าว่า เมื่อเดินไปด้านหลังองค์พระปรางค์ก็ได้พบภาพที่หน้าสลดใจต่อพุทธบริษัทเป็นอย่างยิ่ง พระพุทธรูปปางมารวิชัยหน้าตักประมาณห้าศอก มีลูกกรงเหล็กล้อมรอบมีประตูเปิดเข้าออกมีโซ่คล้องด้วยกุญแจ จึงหันไปถามอดีต น.ช ทองใบว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ถึงต้องทำกับพระพุทธรูปแบบนี้ น.ช ทองใบส่ายหัวดิก บอกแต่ว่า

น.ช ทองใบ ปู่ย่าตายายเขาว่ากันอย่างนี้ ก็เลยว่าตามกัน ไม่รู้พระกินเณรได้อย่างไร ถามปู่ย่าตายายก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าเป็นอย่างไรกันแน่…

ไพฑูรย์จึงหาเวลาว่างนำสำรับกับข้าวไปถวายหลวงพ่อพลอยอีกครั้ง คราวนี้เอ่ยถามดื้อๆ ถึงความเป็นมาของพระกินเณร หลวงพ่อพลอยจึงแนะว่า

หลวงพ่อพลอย โยมไปนมัสการหลวงพ่อพยอม อดีตเจ้าอาวาสดูเถอะอายุท่านได้ ๙๕ ปีแล้ว ตอนนี้เดินเหินไปไหนมาไหนไม่ได้แต่ความทรงจำยังดี น่าจะรู้เรื่องนี้ดีกว่าอาตมาที่เพิ่งมารับตำแหน่งเจ้าอาวาส อาตมามาจากวัดอื่นเพราะหลวงพ่อพยอมท่านทำหน้าที่ไม่ไหวแล้ว

ไพฑูรย์จึงเดินไปที่กุฏิหลวงพ่อพยอมอดีตเจ้าอาวาส มีลุงสังข์เป็นโยมอุปัฏฐาก ลุงสังข์คือลูกชายคนเล็กของหลวงพ่อพยอม ตอนแรกลุงสังข์จะไม่ยอมให้เข้าพบหลวงพ่อ แต่ไพฑูรย์อ้างว่าเป็นนักประวัติศาสตร์ต้องการรู้เรื่องพระกินเณร นั่นแหละลุงสังข์จึงยอมนำเข้าไปพบหลวงพ่อพยอม หลวงพ่อพยอมซึ่งหูหนักต้องพูดเสียงดังจึงสื่อสารกันได้ยิน

พอจะประติดประต่อเรื่องได้ว่า วัดมหาธาตุเดิมเป็นวัดโบราณคู่เมืองราชบุรี เมื่อมีศึกพม่ามาติดเมืองก็จะมาประชุมทัพกันที่นี่ก่อนยกไปรบกับพม่า แม้แต่สมัยกรุงธนบุรีพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเป็น “หลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี” ก็เสด็จมาประกอบพิธีกรรมด้านออกศึกที่วัดมหาธาตุทุกครั้งไป

สิ้นกรุงธนบุรีก็มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์

วัดมหาธาตุก็รุ่งเรืองบ้างโรยราบ้างตามวิสัยแห่งโลก จนมาถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ วัดมหาธาตุก็มีโอกาสต้อนรับตาผ้าขาวคนหนึ่ง แกมาอาศัยอยู่ด้านหลังพระปรางค์ หลวงพ่อพยอมตอนนั้นยังเป็นเณร มักไปขลุกอยู่กับตาผ้าขาวคนนั้นแกชื่อว่า ผ้าขาวรุ่ง ผ้าขาวรุ่งไม่มีงานการใดทำเป็นชิ้นเป็นอัน แต่แกมีเงินใช้อยู่เสมอเชื่อกันว่าแกมีวิชาหาทรัพย์แผ่นดิน คือมองเห็นทรัพย์ใต้ดินสามารถหยิบเอามาใช้พอประทังชีวิตไม่ให้อดตาย เมื่อหาเงินได้ก็เอาไปใช้คืน ผ้าขาวรุ่งเคยเล่นกลให้หลวงพ่อพยอมดูเมื่อครั้งเป็นเณร โดยผ้าขาวรุ่งถือเงินพดด้วงไว้ในมือขวาแล้วบอกว่า

ผ้าขาวรุ่ง เจ้าของทรัพย์ ฉันใช้หนี้จ๊ะ ได้มาแค่นี้แหละเอาไปก่อนนะ หากว่าฉันหาได้ใหม่ก็จะใช้ให้อีก

ว่าแล้วผ้าขาวรุ่งก็โยนเงินพดด้วงขึ้นไปบนอากาศ ตกลงดินดังปุ พอสิ้นเสียงปุ เงินพดด้วงก็ดำดินหายไปต่อหน้าต่อตา ผ้าขาวรุ่งหัวเราะชอบใจก่อนเดินจากไป ต่อมาจึงรู้ว่าผ้าขาวรุ่งเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ ในเพิงพักของแกมีทองแดง ตะกั่ว ทองเหลืองกับน้ำยาในขวดแก้วและปรอท แกห้ามนักห้ามหนาไม่ว่าใครก็ตาม ห้ามขึ้นไปบนเพิงพักของแกเป็นเด็ดขาด

หากไม่เชื่อแกไม่รับรองความปลอดภัย ตอนนั้นยังไม่มีการบูรณะระเบียงรอบพระธาตุที่ชำรุด พระพุทธรูปบางองค์ฐานชุกชีพัง ต้องย้ายไปวางไว้บนพื้นดินเอาขอนไม้มาหนุนไว้ ตอนนั้นนอกจากหลวงพ่อพยอมที่เป็นเณรแล้วยังมีเณรน้อมอีกองค์ เณรน้อมมักเข้านอกออกในเพิงของผ้าขาวรุ่งเสมอ เวลาผ้าขาวรุ่งเล่นแร่แปรธาตุก็มักจะให้เณรน้อมไปหยิบขวดแก้วที่บรรจุน้ำยา โดยผ้าขาวรุ่งจะเขียนฉลากปิดข้างขวดเป็นลำดับตัวเลข แกมักจะบอกให้ไปหยิบน้ำยาหมายเลขนั้นหมายเลขนี้ วันนั้นผ้าขาวรุ่งจะซัดส่วนผสมให้เป็นทองคำ ขณะที่กำลังหลอมโลหะแกก็ร้องบอกเณรน้อมว่า

ผ้าขาวรุ่ง เณรจ๊ะ ช่วยไปหยิบขวดหมายเลข ๔ มาให้หน่อยเถอะ เร็วๆ นะโลหะจวนจะได้ที่แล้ว

เณรน้อมหายเข้าไปนานผิดปรกติผ้าขาวรุ่งจะเอะใจ จึงละมือจากการเร่งลมเป่าไฟเดินไปดู ก็เห็นร่างของเณรน้อมนอนหงายเนื้อตัวซีด ขวดน้ำยาหมายเลข ๔ หล่นอยู่บนพื้นดิน น้ำยาในขวดไม่มีเหลือแล้ว ผ้าขาวรุ่งกราบศพเณรน้อมแล้วรีบเดินไปกุฏิหลวงพ่อจั่นเจ้าอาวาสในขณะนั้น ไปร้องไห้บอกกับหลวงพ่อจั่นว่า

ผ้าขาวรุ่ง “เณรน้อมตายแล้วครับหลวงพ่อ ตายเพราะน้ำยาซัดที่มีปรอทเป็นส่วนผสม เข้าไปกินเลือดเณรจนหมดตัว ทั้งยังแทรกเข้าไปในองค์พระพุทธรูปอีกด้วย หากใครไปใกล้หรือแตะต้ององค์พระพุทธรูป ปรอทก็จะออกมากินเลือดจนหมดตัว”

ตำรวจนำศพเณรน้อมไปพิสูจน์หาสาเหตุการตาย แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นลมปัจจุบันตายเอาผิดผ้าขาวรุ่งไม่ได้ หลังจากนั้นผ้าขาวรุ่งได้นำไม้มาทำเป็นรั้วล้อมพระพุทธรูปไว้ไม่ให้ใครแตะ แต่เมื่อเจ้าเมืองท่านผ่านมาตรวจราชการเห็นเข้า ก็สั่งให้รื้อรั้วที่ล้อมพระพุทธรูปออกเพราะไม่เชื่อที่ผ้าขาวรุ่งบอก พอเจ้าเมืองกลับไปตกกลางคืนผ้าขาวรุ่งก็ทำรั้วล้อมอีก เรื่องรู้ไปถึงเจ้าเมืองท่านสั่งให้ตำรวจจับผ้าขาวรุ่งไปขัง ๗ วัน เพื่อให้หลาบจำโดยไม่ได้ส่งฟ้องศาล วันที่ ๕ ก็เกิดเรื่องที่วัดเด็กวัดชื่อเจ้าแกละ นอนตายอยู่ข้างองค์พระพุทธรูปที่ผ้าขาวรุ่งล้อมรั้วไว้ อาการเดียวกันกับเณรน้อมทุกอย่าง ผ้าขาวรุ่งถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อกลับถึงวัดได้บอกกับหลวงพ่อจั่นทั้งน้ำตาว่า

ผ้าขาวรุ่ง “ผมผิดเองหลวงพ่อ ที่ผสมน้ำยาไว้ซัดโลหะให้เป็นทองคำแต่น้ำยากลับหก ปรอทเป็นกินเณรน้อมและวิ่งเข้าไปอยู่ในองค์พระ ทำให้ใครก็ตามที่แตะต้ององค์พระปรอทจะดูดเลือดถึงตายทุกราย”

คราวนี้เจ้าเมืองให้คุมตัวผ้าขาวรุ่งไปพบท่านที่จวน ผ้าขาวรุ่งก็เล่าเรื่องปรอทเข้าไปในองค์พระแล้วดูดเลือดคนที่ไปแตะต้อง เหตุเพราะแกให้เณรไปหยิบขวดน้ำยาแล้วเณรสะดุดล้ม น้ำยาหกจากขวดปรอทกินเณรแล้ววิ่งเข้าไปในองค์พระ เจ้าเมืองไม่รู้จะเอาผิดกับผ้าขาวรุ่งได้อย่างไร เพราะเรื่องเล่นแร่แปรธาตุเป็นเรื่องตำนานที่เล่าลือกันมาเท่านั้น ไม่ใช่ความผิดทางอาญาแต่อย่างไร เมื่อผ้าขาวยืนยันเช่นนั้นท่านเจ้าเมืองก็ให้ทำกรงไม้ล้อมองค์พระไว้ เมื่อสร้างระเบียงแล้วจึงย้ายพระไปไว้ที่ชุกที่เดิมก่อกรงเหล็กล้อมไว้ ทีนี้ชาวบ้านเล่าลือกันเพี้ยนไปว่า เณรไปเล่นซ่อนหาที่องค์พระแต่หายไปครึ่งองค์ ค้นไปค้นมาไปเจอผ้าเหลืองที่พระโอษฐ์ (ปาก) ของพระพุทธรูปมีเลือดติดอยู่ด้วย

เรื่องจึงกลายเป็นว่าพระพุทธรูปกินเณรสดๆ แต่ความจริงเป็นเพราะผ้าขาวรุ่งเล่นแร่แปรธาตุ แล้วปรอทในน้ำยาทำให้เณรตายก่อนจะวิ่งเข้าไปอยู่ในพระพุทธรูป นี่แหละเป็นเรื่องพระกินเณรที่ไพฑูรย์ได้ยินมากับหู เป็นเรื่องประหลาดอย่างยิ่ง..

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น