ตำนานฤทธิ์วัวธนูควายธนูและการสร้าง

พุทธคุณของขลังเฝ้าบ้านและคุ้มกันมีตำนานเล่ากันมาแต่โบราณว่าเป็นศาสตร์โยคะแพร่หลายอยู่บางแค้วนของประเทศอินเดียและในกาฬทวีปประเทศคองโก ตลอดจนแถบแม่น้ำแอมะซอนและในทวีปเอเชียมีอยู่ในประเทศกัมพูชา เขมรและไทยทางภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีสานที่ผู้เรืองอาคมนิยมศึกษาเล่าเรียนซึ่งเรียกว่าไสยดำหรือมนต์ดำเป็นเดรัจฉานอวิชชาแต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นวิชาของสัตว์เดรัจฉานหรือวิชาพวกเดียรถีย์หรือเรียกว่าวิชาขวางกั้นหนทางไปสู่นิพพานและยังรวมทั้งวิชาเสกหนังเข้าท้อง บังฟัน สะเดาะโซ่ตรวนขื่อ คาถาลุยไฟ อาพัดต่างๆก็จัดอยู่ในจำพวกเดียวกันทั้งนั้น

ผู้มีวิชาอาคมนิยมมีทหารผีไว้เฝ้าบ้านและคุ้มครองป้องกันแต่ละเกจิผู้เรืองอาคมจะใช้คาถากำกับและมีพิธีกรรมเซ่นไหว้เพราะว่ามีดวงวิญญาณสิงอยู่หากไม่เซ่นไหว้จะทำให้วัตถุเครื่องรางของขลังนั้นๆ ไม่มีเรี่ยวแรงหมดกำลังวังชาหรือถอดใจไม่อยากจะทำงานให้ด้วยความเต็มใจ การเซ่นไหว้แต่ละครั้งแต่ละวัตถุเครื่องรางของขลังจะเหมือนกันสำหรับการเซ่นไหว้วัวธนูหรือควายธนูผู้ที่เป็นเจ้าของที่เรืองอาคมจะถวายหญ้าคา๗ก้านหรือ๗ ใบหญ้าคาแต่ละใบจะขมวดปมที่ปลาย ขณะขมวดปลายนั้นจะกลั้นลมหายใจด้วย พร้อมกับบริกรรมท่องพระเวทย์ด้วยคาถาว่า ‘’อุปคุตมัดมาร อิมังอังคะพันธะนังอธิฏฐามิ’’

เมื่อบริกรรมพระคาถานี้จบให้เป่าลมปราณอาคมประจุใส่ลงในปมปลายหญ้าคาทั้ง๗ใบแล้วถวายน้ำเปล่า๑ แก้วหรือ๑จอก หากครบเวลาเมื่อกล่าวลาให้เอาน้ำเปล่าที่ถวายวัวธนูหรือควายธนูดังกล่าวนี้ไปพรมบริเวณหน้าร้านขายของดีนักแลห้ามเอาน้ำในจอกนี้ไปเททิ้ง คาถาบริกรรมปลุกเสกควายธนูมีดังนี้ครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาบอกว่าท่านใดจะใช้คาถาบทนี้จะต้องสวดมนต์บูชาคุณพระศรีรัตนตรัยและบูชาครูตั้งนะโม๓จบเสียก่อนดังนี้คาถาโองการวัวธนู [เป็นภาษาลาวจากคัมภีร์หลวงพ่อน้อยวัดศรีษะทอง]

อมโคโน งัวทะนู ผู้หน้ายาว กว้างศอก ตาปอก ฮอบเขาเสมน กูผาบสาม แผ่นฟ้าก็ตก กูผาบหก แผ่นฟ้าก็อ่อนค้อมมา สู่สมพานกูทั้งค่าย บ่อทำฮ้ายแก่กูสู ชาวเมืองบนแลลุ่มฟ้า ถ้วนหน้าให้มาถวาย ตัวกูมาก บ่อให้ยาก หมู่ทาสาทาสี ให้กูมีไซทุกค่ำซ้าว ให้กูได้เป็นเจ้า ไผจักเจ้าให้มาโลมเลี้ยงกู ให้อ่อนอ่อนฮ้อยท่อนท้าวมาถวายกูยียาบ กูจักผาบแพ้สับพะหมู่ศัตรู งัวทะนูเป็นวัสสุโพลาด อาจพาบแพ้เท่าซึงซม ภูอมกูจะให้นก นกก็ฮ้อง อมกูจะให้ฆ้อง ฆ้องก็ดัง อมกูจะให้คน คนก็ฮ้องซักไซ่คิดถึงกู ซาวซมภูฮักฮูบกูสู่คน ฮูป ปู่กูให้แทนเมืองสมพานเซืองคงขอบพัยฟ้า หมู่มนตรี ให้เขาอ่อนหากู ดังซ้างอ่อนขอ ให้อ่อนหากู ปานปอแสนน้ำอม โฟเฟ้าอมโพเจ้าเข่าสู่โพโซ อมเมตตัยยะ มาเป็นครูกู กูจักปุกงัวทะนูให้ลุก รักษาลือซาอมสวาหะ สวด๗จบ [สำเนียงลาวต้องคงไว้ เพื่อความขลังแบบดั้งเดิม]

บทที่๒ คาถาบูชาวัวธนู

อมอุดเทตะยัง สะนะทิ อมงัวทะนู ลูกแม่เฒ่า รักษาเจ้าจงดี ผีสางสะเด็ดหนี ขวักคว้าน อมโคโน มะหาโคโน
อมโคโส มะหาโคโส สันทะ สันทิ จันติ อมมะหา หิริโอตัปปะมัมปันโน สัปปุริสาโลเก เทวะธัมมาติอุจจะเร เวทาสากุ กุสาทาเว ทายัสสะ ตะทะสา ทิกุกุ ทิสาสา กุตะกุ ภูตะพุ โคสวาหะ โสตถิเต โหนตุ ชัยยะ มังคะลานิ สวด๔จบ เมื่อบริกรรมคาถานี้จบให้เอาน้ำเปล่าและหญ้าคาหรือหญ้าธรรมดาต้องเป็นหญ้าสดๆเท่านั้นแล้วให้ตั้งจิตอธิษฐานขอสิ่งที่ต้องการและต้องเป็นสิ่งที่สุจริตใจและต้องมีความบริสุทธิ์ใจไม่มีนอกในและและความโลภด้วยเมื่อนั้นถึงจะประสบสมปรารถนาตามต้องการด้วยทุกประการ

หากจักให้มีพุทธคุณมากด้วยเมตตามหานิยมเป็นเลิศควรจะเสริมด้วยการบริกรรมพระคาถาบทนี้ บทที่๓ สุวัณณะมุกขะวา จะงังมะ ทูสังปิยายันติ มะนุสสา จะเอกัง ปิยังเอหิ สวด๙จบ หากต้องการให้ขลังสวด๑๐๘จบทุกวันขึ้น๘ ค่ำและวันขึ้น๑๕ค่ำ

บทที่๔ คาถาวัวธนูเฝ้าบ้าน

นะภาเวนุ นะภาเวนุ เวทาสากุ กุสาทาเว ทายัสสะ ตะทะสา ทิกุกุ ทิสาสา กุตะกุ ภูตะพุ โคสวาหะ โสตถิเต โหนตุ ชัยยะมังคะลานิ นุภานะเวนะ นุภานุเวนะ เวภานะนุ เวภานะนุ ภานะนุเว ภานะนุเว นะนุเวภา นะนุเวภา นะภาเวนุ นะภาเวนุ ให้บริกรรมพระคาถาบทนี้ ๑๐๘จบทำน้ำมนต์รดบนหลังวัวธนูหรือควายธนูแล้วใช้ภาชนะรองน้ำมนต์นี้ไว้แล้วนำน้ำมนต์ที่รดวัวธนูหรือควายธนูไปปะพรมรอบๆบริเวณบ้านให้ทั่วถ้วนทุกแห่งก่อนจะบอกกล่าววัวธนูให้ดูแลเฝ้าบ้านเรือนให้จงดีถ้ามีศัตรูที่หวังร้ายมาไม่ดีให้กำจัดได้ทันทีเมื่อนั้นออกจากบ้านจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้รับรองวัวธนูจะทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ถวายชีวิตทั้งบ้านและทรัพย์สินมีค่าจะปลอดภัยทั้งหลายทั้งปวงดีนักแล

จากประสบการณ์ชีวิต ไสยศาสตร์เกี่ยวกับความเชื่อของควายธนูของคนสมัยก่อนมีมูลความจริงซึ่งผู้เล่านามสมมุติชื่อลุงจั่นแกเป็นลูกศิษย์ของหลวงลุงที่เป็นพระเกจิผู้เรืองอาคมได้เผยประสบการณ์ในอดีตให้ฟังว่า แกจะเชื่อเฉพาะสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเองเท่านั้นหากเป็นคำพูดของคนอื่นแกจะไม่เชื่อหรือหากจะเชื่อก็มีเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เคยมีคนเฒ่าคนแก่เล่าให้แกฟังว่าควายธนูเมื่อก่อนในหมู่บ้านมีผู้เรืองอาคมเลี้ยงไว้ยังเคยเห็นควายธนูที่หมอคุณไสยปล่อยออกมาแต่มันไม่ทำอันตรายชาวบ้านหาเพียงแต่ปรากฏตัวพุ่งทะยานไปไหนไม่มีใครรู้ ตอนแรกนึกว่าวัวควายใครหลุดออกมาเพ่นพ่านตอนกลางคืนยามดึกๆ ครั้นเพ่งสายตามองดูกันเต็มตามันไม่ใช่วัวและควายของชาวบ้านนี่หน่าหากแต่มันเป็นควายธนูทุกคนต่างพากันหวาดกลัวผวารีบยกมือพนมไหว้บอกควายธนูอย่าได้ทำร้ายเลย

นั่นเป็นคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ที่แกได้ยินมาแต่ยังไม่เชื่อว่าเรื่องอย่างนี้จะมีจริงจนคนเฒ่าคนแก่ที่นำเรื่องวัวธนูควายธนูค่อยๆเสียชีวิตไปทีละคน แกก็เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นและได้ไปอยู่วัดกับหลวงพ่อที่เป็นลุงบวชมาตั้งแต่เป็นสามเณรจนเป็นพระกระทั่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัด แกทำหน้าที่เป็นลูกศิษย์หลวงลุงคอยรับใช้ท่านเนื่องจากท่านอายุมากขึ้นแต่ก็พอรู้ว่าหลวงลุงเป็นผู้เรืองอาคมรูปหนึ่งแต่ยังไม่เคยเห็นหลวงลุงสำแดงอิทธิฤทธิ์อภินิหารเดชให้เห็นด้วยตาตัวเองซักครั้งสักคราแต่อย่างใด

จนกระทั่งคืนหนึ่งแกกับเจ้าแกะหลานชายนอนกลางมุ้งหลับอยู่ใกล้ๆหน้าประตูที่เปิดแง้มของหลวงลุง หูแกแว่วได้ยินเสียงวัวหรือควายนี่แหละร้องมอ มอ ดังมาจากลานวัดในใจก็นึกว่าวัวหรือควายของชาวบ้านคนไหนหลุดออกจากคอกมาอยู่ในวัดด้วยความอยากรู้แกจึงปลุกเจ้าแกละให้ลุกขึ้นจักได้ไปเป็นเพื่อนแต่ปลุกเท่าไหร่เจ้าแกะก็ไม่ตื่นมันนอนขี้เซาจริงๆถ้าไฟไหม้กุฏิหลวงลุงคงตายคากองไฟแน่ เมื่อปลุกเจ้าแกละไม่ตื่นแกจึงตัดสินใจคว้าไฟฉายที่วางอยู่ข้างตัวถือลุกขึ้นเดินลงกุฏิส่องไฟฉายกราดไปทั่วเพื่อจะดูว่าเป็นวัวหรือควายของใครที่หลุดมายามค่ำคืนแล้วแกก็ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อไฟฉายส่องไปกระทบร่างของวัวตัวหนึ่งตัวมันกำยำมียันต์และอักขระอาคมแบบขอมเต็มตัวแกจ้องมองเพื่อให้แน่ชัดว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นวัวอาคมไม่ใช่วัวทั่วไปที่ชาวบ้านเลี้ยงวัวนั้นยืนนิ่งเฉยแต่ส่งเสียงร้อง มอ มอ ไม่กี่คำมันก็พุ่งทะยานขึ้นไปบนอากาศลับหายไปทางกุฏิของหลวงลุงเท่านั้นแหละแกได้สติรีบหันหลังวิ่งขึ้นกุฏิหลวงลุงซึ่งเป็นกุฏิหลังเดียวที่วัวธนูนั้นหายเข้าไป

คืนนั้นแกนอนไม่หลับครุ่นคิดสิ่งที่เห็นด้วยตาตัวเองหวนย้อนนึกไปถึงคำพูดของคนเฒ่าคนแก่เล่าให้ฟังเรื่องวัวธนูและควายธนูเป็นเรื่องจริงนี่นาไม่ใช่เป็นเพียงตำนานมาเล่าหลอกคนรุ่นหลังแน่ทำให้แกเชื่อเรื่องวัวธนูและควายธนูตามที่ได้ยินได้ฟังมา เรื่องที่แกเห็นวัวธนูคืนนั้นแกไม่กล้าเอาไปเล่าให้หลวงลุงฟังเก็บไว้ในใจคนเดียว ก่อนจะเอาเรื่องนี้ไปถามพ่อจึงได้รู้ความจริงว่าหลวงลุงเลี้ยงวัวธนูจริงและตัวที่แกเห็นนั้นเป็นวัวธนูของหลวงลุงที่ปล่อยมาคุ้มครองรักษาไม่ให้ขโมยมาลักทรัพย์สินของวัดเมื่อก่อนของในวัดจะหายประจำหลังจากที่หลวงลุงปล่อยวัวธนูออกมาไม่มีของในวัดหายอีกเลย

อีกครั้งให้วัวธนูป้องกันเภทภัยจากคุณไสยมนต์ดำที่อาจจะมีหมอผีคุณไสยบางคนอยากจะลองดีปล่อยของดำมาเพ่นพ่านแล้วของมนต์ดำอาจจะหลุดเข้ามาในวัดทำร้ายหลวงลุงหรือพระกับพระสามเณรได้รับบาดเจ็บดังนั้นหลวงลุงจึงต้องใช้วัวธนูเป็นยามคอยป้องกันเภทภัยจากคุณไสยที่เป็นเดรัจฉานอวิชชาของผู้ไม่หวังดีเพราะหมอผีคุณไสยบางคนไม่คำนึงว่าจะเป็นพระหรือชาวบ้านหากไม่พอใจก็จะปล่อยของคุณไสยมนต์ดำใส่ ที่หลวงลุงทำเช่นนี้ไม่ผิดวินัยสงฆ์ถือว่าเป็นการป้องกันตัวและป้องกันทรัพย์สินของวัดมิให้ถูกคนมาขโมยไปคำพูดของพ่อทำให้แกหูตาสว่างตั้งแต่นั้นมาแกเชื่อเรื่องวัวธนูและควายธนูมาจนบัดนี้แม้ผู้เล่าจะไม่ได้เป็นผู้เรืองอาคมแต่ก็ได้เห็นวัวธนูจนประจักษ์แก่สายตาตนเองขึ้นชื่อว่าเรื่องไสยศาสตร์มีจริงท่านผู้ใดจะเชื่อหรือไม่เชื่อแกได้แต่อนุโมทนาสาธุด้วยเป็นสิทธิ์ของแต่ละคน

ตำนานเรื่องที่๒ ขอนำเรื่องเก่าแก่ที่เล่าต่อสืบทอดกันมาเป็นเวลายาวนานยิ่งโดยเฉพาะเรื่องราวของ วัวธนู ควายธนูมาเล่ากันหลายแบบหลายอย่างเป็นที่พิสดารและคงจะมีความสมบูรณ์ถูกต้องอยู่บ้างไม่มากก็น้อย หากจะมีสิ่งใดพลาดก็ขออภัยด้วย ณ ที่นี้ ซึ่งเรื่องนี้ผู้เฒ่าผู้แก่เล่ากันว่ามีพระธุดงค์รูปหนึ่งได้จาริกแสวงบุญไปตามสถานที่ทุรกันดาร วันหนึ่งได้สัญจร(เดินทาง)เข้าไปในราวป่าปราศจากบ้านผู้คน ขณะนั้นดวงตะวันคล้อยต่ำลงจะลาลับขอบฟ้าอยู่แล้วได้มีสิ่งหนึ่งปรากฏขึ้นอยู่เบื้องหน้าท่านจึงมุ่งหน้าเดินตรงไปหาปรากฏเป็นภาพของพระอุโบสถกลางป่าแห่งหนึ่งแต่อยู่ไกลลิบ ซึ่งในระหว่างทางได้พบชายนุ่งขาวห่มขาวอยู่ผู้หนึ่งเดินสวนมาและขอติดตามท่านไปด้วยในลักษณะความเป็นห่วงเป็นใย และเมื่อเดินไปได้สักพัก เห็นต้นไผ่ป่าโน้มลำต้นขวางทาง ชายแก่ผู้ที่ได้ร่วมเดินทางมากับพระธุดงค์นั้นได้ใช้มือล้วงลงไปในย่ามหยิบมีดหมอออกมาเล่มหนึ่งแล้วลงมือตัดฉับเดียวต้นไผ่ก็ขาดออกจากกัน

จากนั้นก็รีบขมีขมันจัดการแยกชิ้นส่วนเป็นไม้ตอกได้กำใหญ่พลางเดินไปสานไปเมื่อสานเสร็จก็บรรจุในย่ามที่ใช้สะพายอยู่ติดตัว พอไปถึงจุดหมายปลายทางเห็นเป็นพระอุโบสถที่ทรุดโทรมลักษณะคล้ายจะรกร้างมานานปี ส่วนด้านหลังพระอุโบสถเป็นศาลาหลังเล็กค่อนข้างผุหลังคาโหว่และเห็นพระภิกษุชุมนุมกันอยู่ด้วยกันสี่รูป โดยไม่ยอมให้การต้อนรับทักทายและไม่ยอมสบตากับผู้ใดด้วย แววตานั้นมีลักษณะไม่คล้ายกับผู้คนทั่วๆไปแต่มันคล้ายกับดวงตาของสัตว์ดุร้าย ชายแก่ในชุดขาวรีบพาพระธุดงค์เข้าไปในพระอุโบสถและทำการปิดประตูหน้าต่างลงกลอนอย่างรีบเร่ง แล้วจึงปัดกวาดฝุ่นละอองพอใช้พักอาศัยได้ จากนั้นได้ล้วงเอาเทียนขี้ผึ้งในย่ามออกมาสองเล่มพร้อมธูปสามดอกมาบูชาพระรัตนตรัยและบอกให้พระธุดงค์ทำวัตรเย็น

ส่วนชายแก่ได้ยึดที่มุมหนึ่งของพระอุโบสถตั้งหน้าตั้งตาสานตอกอะไรของแกไปโดยไม่พูดจากับใคร จนเดือนโผล่พ้นยอดไม้สู่ท้องฟ้าทำให้มองเห็นจากรอยแผ่นกระเบื้องหลังคาพระอุโบสถที่หลุดหาย สุนัขก็เริ่มส่งเสียงเห่าหอนรับกันเป็นระยะ ๆ เสียงโหยหวนน่าสะพรึงกลัวในบรรยากาศอันเงียบสงัดวังเวงทันใดนั้นได้ยินเสียงหวีดหวิวคำรามของเสือร้าย สายลมโชยพัดพากลิ่นสาบใกล้เข้ามาจึงกระซิบพระธุดงค์ให้ตั้งสมาธิจิตบริกรรมพระพุทธคุณมีอะไรผิดปกติอย่าได้สนใจเป็นอันขาดและเสียงนั้นก็ใกล้เข้ามาทุกทีๆจนได้ยินเสียงหายใจครืดคราดและเสียงตะกุยตะกายที่ประตูพระอุโบสถ

ซึ่งเสียงนั้นกะประมาณอย่างน้อยมีจำนวนไม่ต่ำว่า๓-๔ตัว ถ้าพูดกันแล้วมันเป็นลีลาของเสือโคร่งชัดๆทันใดนั้นท่านผู้ชราได้ผลุดลุกจากที่นั่ง ซึ่งสงบมานานได้เดินตรงไปสู่ประตูพระอุโบสถทำการสอดไม้ไผ่ที่สานออกตามรูช่องดาลอันแล้วอันเล่าไม่ทราบจำนวนเท่าใด ในบัดดลก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ของสัตว์ใหญ่พร้อมเสียงคำรนคำรามกึกก้องฉาดๆ ซัดกันนัวไปหมดปานแผ่นดินจะถล่มทลาย ประมาณชั่วหม้อข้าวเดือดผลของเสียงการรณรงค์ต่อสู้ได้เงียบหายไปทุกสิ่งตกอยู่ในความเงียบสงัดราตรีอันวอมแวมของแสงเทียน

ต่อจากนั้นก็พากันพักผ่อนโดยอาการสงบครั้นพอรุ่งเช้าก็ถอดกลอนผลักบานประตูพระอุโบสถเผยกว้างออก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ ภาพของเสือโคร่งขนาดวัดได้จากหัวถึงหางประมาณหกศอกจำนวน๔ตัว นอนตายอยู่ในที่ต่าง ๆ ในลักษณะลำตัวไส้ทะลักเรี่ยราด ชายแก่ในชุดขาวจึงอธิบายให้พระธุดงค์ทราบว่าพระสี่รูปที่เห็น เมื่อเย็นวานนั้นก็คือเสือสมิงร้าย๔ตัวและให้สังเกตดูจะเห็นว่าที่คอยังมีผ้าเหลืองพันอยู่ทุกตัวและถ้ามาช่วยไม่ทันละก็อาจตกเป็นเหยื่อของเสือสมิงร้ายพวกนี้ก็ได้

วัตถุที่ใช้สร้างวัวธนู ความธนูแต่ละชนิดออกไปดังนี้

๑. วัวทอง (ไม่ใช่ทองคำทองผสมเช่น ทองเหลือง ทองแดง ที่ภาคอีสานนิยมเรียกว่า ทอง ส่วนทองเรียกว่า คำ) เป็นวัวธนูชั้นหนึ่งสร้างขึ้นด้วยโลหะอาถรรพณ์มีตะปูตรึงโลงศพ เหล็กขนันผีตายท้องกลม งั่ง(ตัวยาซัดทองชนิดหนึ่ง) ทองแดงเถื่อน ดีบุก ทองขวานฟ้า เงินปากผี ทองยอดนพศูนย์ นำมาหล่อหลอมเข้าด้วยกัน แล้วลงอักขระตามตำราที่ใช้บังคับหรือหล่อเป็นโคถึกหรือกระทิงโทน

๒.วัวขี้ผึ้ง เป็นวัวธนูชั้นสองท่านให้ใช้ขี้ผึ้งปิดหน้าผีตายโหงผีตายท้องกลมผสมด้วยผมผีตายพราย ผมผีตายลอยน้ำ ตานกกรด ตาแร้ง ตาชะมด กำลังวัวเถลิง เผาไฟให้ไหม้บดเป็นผง ผสมกับเถ้ากองฟอนเจ็ดป่าช้าแล้วนำไปคลุกกับขี้ผึ้งปั้นเป็นรูปวัวหรือความก็ได้ เสกด้วยอาการ๓๒บางตำราเพิ่มคนเลี้ยงอีก๑คน

๓. วัวไม้ไผ่ เป็นวัวธนูชั้นสามใช้ชั่วคราวในเวลาฉุกเฉิน ให้ใช้ไม้ไผ่ที่ขึ้นคร่อมทางกลั้นหายใจตัดด้วย นะโมตัสสะ กะทีเดียวให้ขาดจากกันนำมาสานเป็นรูปหัววัวคล้ายเฉลวปักหม้อยาแผนโบราณ

กรรมวิธีการสร้าง วัวกำหนดสร้างตามตำราที่ระบุไว้ให้เลือกเอาวันมาฆบูชาหรือวันวิสาขบูชาและวันอาสาฬหบูชาและในแต่ละวันให้กำหนดฤกษ์แตกต่างกันออกไปดังนี้

วันมาฆบูชา อันเป็นวันเพ็ญเดือนสามให้กำหนดฤกษ์ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าจนถึง เที่ยงคืนเป็นหมดฤกษ์แต่จะต้องเลือกตัดช่วงใดช่วงหนึ่งที่ดีที่สุดอาจจะ๑ –๓ชั่วโมง ตามแต่ความสั้นยาวของช่วงฤกษ์ที่อยู่ภายในระยะเวลาเที่ยงคืน

วันวิสาขบูชา กำหนดเวลาฤกษ์ตั้งแต่พระอาทิตย์พ้นขอบฟ้าตอนเช้าจนถึงเที่ยง และต้องเลือกติดฤกษ์เหมือนวันมาฆบูชาเช่นกัน วันอาสาฬหบูชากำหนดเวลาฤกษ์ตั้งแต่บ่ายคะเนอาทิตย์อยู่เหนือยอดไม้ใกล้ลับฟ้าจนถึงอาทิตย์ลับของฟ้าวันนี้ไม่ต้องตัดฤกษ์ถือเป็นฤกษ์ดีโดยเวลากำหนดอยู่แล้ว อนึ่ง การใช้ดอกไม้ในพิธีกำหนดตามวันคือวันมาฆบูชาใช้ดอกไม้๔สี เข้าใจว่าคงจะมีความหมายถึง“จาตุรงคสันนิบาต”อันเป็นองค์ประกอบแห่งความหมายของวันมาฆบูชาก็เป็นได้ซึ่งเป็นวันที่ครบองค์ ๔คือ มีพระสงฆ์ที่เป็นอรหันต์มาชุมนุมกัน๑,๒๕๐ องค์ ๑. พระสงฆ์เหล่านั้นล้วนเป็นเอหิภิกษุ ๒.พระสงฆ์เหล่านั้นมากันเองโดยมิได้นัดหมาย ๓.เป็นวันเพ็ญเดือนสามที่พระพุทธองค์แสดงโอวาทปาติโมกข์ และเข้าใจว่าดอกไม้๔สีคงมีความหมายดังกล่าวมา

สำหรับวันอาสาฬหบูชาท่านให้ใช้ดอกไม้๘สีอันนี้ก็เข้าใจว่าคงจะมีความหมายว่าในวันอาสาฬหบูชาซึ่งเป็นวันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงเทศนา โปรดปัญจวัคคีย์นั้นทรงแสดงมัชฌิมาปฏิปทาอันหมายถึงอริยมรรค๘ประการก็น่าเป็นไปได้ ส่วนวันวิสาขบูชานั้นท่านให้ใช้ดอกไม้๓สีก็น่าจะหมายถึงการเกิดอัศจรรย์จากนิมิตทั้งสามมาตรงกันนั่นเอง วัตถุในการใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างที่สำคัญ คือ ครั่งที่เกาะบนกิ่งพุทธาซึ่งชี้ไปทางทิศตะวันออกอย่างน้อยจาก ๓ต้นขึ้นไป ตามตำรับระบุไว้อย่างแน่ชัดว่าต้องเลือกเอาครั่งในกิ่งที่ชี้ไปทางทิศตะวันออกเท่านั้นและถ้าเป็นกิ่งตายพรายท่านให้ใช้เพียงกิ่งเดียวเป็นพอจะเพิ่มอานุภาพมากขึ้น

วิธีการสร้างควายธนูเริ่มต้นจากการหาไม้มาขึ้นเป็นโครงก่อนจากนั้นจะไปตามหาไม้ที่สัปเหร่อใช้สำหรับเขี่ยศพโดยไม้ที่ใช้สามารถใช้ไม้ได้ทุกชนิดโดยอาจจะเป็นไม้ไผ่ก็ได้ ทั้งนี้ไม้ที่สัปเหร่อใช้สำหรับแทงศพ เขี่ยศพ หรือพลิกศพขณะที่อยู่ในพิธีเผาจะต้องเป็นศพที่เสียชีวิตในวันอังคารและนำศพมาเผาในวันศุกร์ซึ่งช่วงเวลาที่ว่านี้ถือว่าเป็นเวลาที่ขลังและเฮี้ยนมากที่สุด

เมื่อได้ไม้มาแล้วก็นำมาทำเป็นโครงร่างของควายธนู ที่มีเขา หัว ขา และหางครบถ้วน ต่อจากนั้นก็นำครั่งที่เกาะอยู่ที่ต้นพุทราที่มีลักษณะพิเศษตรงที่ปลายกิ่งชี้ไปทางทิศตะวันออก มาปะติดที่โครงที่ผูกไว้ของควายธนูจากนั้นจึงปิดแผ่นทองคำเปลวที่ปิดหน้าศพคนตายทับลงไปที่ครั่งอีกชั้นหนึ่งตามมาด้วยการใช้ตะกรุดมาเสียบเอาไว้ระหว่างอกกับคอ ก่อนจะนำเอาครั่งมาประกบให้ทั่วอีกชั้นหนึ่งจนทั่วตัวของควายธนู หลังจากประกอบร่างของความธนูสำเร็จแล้วก็มาถึงขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของพิธีกรรมนี้ นั่นก็คือ การเสกคาถากำกับให้ควายธนูจงรักภักดีและคอยรับใช้เจ้าของตามที่ต้องการสารพัดนึก ซึ่งหัวใจสำคัญของการทำพิธีนี้จะต้องใช้อาจารย์ที่มีเวทขมังและมีอาคมที่แกร่งกล้าเพื่อกำกับคาถาเสกให้แก่ควายธนู

กว่าจะได้ควายธนูมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย การนำควายธนูไปใช้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายด้วยเช่นกันเพราะจะต้องระมัดระวังไม่ให้ของเสื่อมหากผู้ใช้ปฏิบัติตัวไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมย่อมจะทำให้ไสยศาสตร์จากความยธนูนี้ย้อนกลับมาทำร้ายเจ้าของได้ นอกจากนี้หากนำเอาควายธนูไปใช้กับผู้ที่มีวิชาอาคมที่แกร่งกล้ามากกว่า ควายธนูก็อาจถูกสยบเอาได้ คนปกติทั่วไปจึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่วิสัยของคนปกติและเป็นอวิชชาที่มีแต่จะเป็นเวรเป็นกรรมเวรกันเสียเปล่าๆความรู้ที่นำมาถ่ายทอดกันให้อ่านในที่นี้ จึงควรรู้ไว้เพียงเพื่อประดับตัวแต่ไม่ควรเลียนแบบเป็นอันขาด

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

 

Leave a Reply