ตำนานวิชาทรายเสก “หลวงพ่อโบ “

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

หากพูดถึงเรื่องราวอภินิหารตำนานพระเกจิย์อาจารย์ผู้มีวิชาอาคมพลังจิตแก่กล้าในสยามประเทศล้วนแต่มีเรื่องเล่าสืบทอดต่อๆกันมามากมายก็สุดแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคลเพราะเรื่องของวิชาไสยศาสตร์นี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องของวิชาทรายเสกอันโด่งดังเลื่องลือของ หลวงพ่อโบ วัดโคกหิรัญ (อาจารย์ของหลวงพ่อโก๊ะ วัดเก้าห้อง) มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกศิษย์ของหลวงพ่อท่านถูกรังแกแล้วได้มาบอกหลวงพ่อท่าน หลวงพ่อโบท่านก็เมตตาทำทรายเสกให้ บอกให้เอาไปโรยไว้รอบๆ บ้านโรยเสร็จก็รดน้ำมนต์ลงไป ลูกศิษย์คนนี้ก็ทำตามที่ท่านบอก

ภาพถ่ายหลวงพ่อโบ วัดโคกหิรัญ

ไม่นานก็มีกลุ่มพวกที่คอยรังแกจะเข้ามาลงมือการมาครั้งนี้เรียกว่าพกเขี้ยวเล็บกันมาอย่างครบมือเลยทีเดียวพอถึงหน้าบ้านก็ยิงเข้าไปปรากฏว่ายิงไม่ออกด้วยความตกใจก็รีบถอยกลับไป ไม่นานก็มาอีกและครั้งนี้ตั้งใจจะตะลุยเข้าไปถีงในบ้าน เพราะไปยืนยิงนอกบ้านยิงไม่ออกก็กะจะเข้าไปถึงในบ้าน พอตอนใกล้ค่ำก็เข้ามาแล้วก็ย่องเข้ามาในบ้าน

แต่ปรากฏว่าตอนเช้าเจ้าของบ้านตื่นมาเจอเข้ากับ พวกที่มาย่องเข้ามานั้นนอนอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน โดยที่เจ้าของบ้านก็รู้ว่าพวกนี้จะมาทำอะไรแก่ตนแต่ก็ได้ถามไปว่า ”มานอนทำไมที่นี้ ” แต่สิ่งที่ได้ยินคำตอบกลับมาคือ ”หลงอยู่ในป่าหาทางออกไม่เจอ” พูดแล้วก็วิ่งกระเจิงหนีไปจากใต้ถุนบ้าน หลังจากนั้นพวกนี้ก็ไม่กลับมาอีกเลย

อีกหนึ่งวิชาของท่าน คือ การทำผงแป้งผัดหน้า (เป็นผงที่ใช้ทำพระและใช้ผสมแป้งทาหน้าเวลาไปเข้าหาคนจะเป็นเมตตาชั้นสูง) เป็นเมตตามหานิยม ซึ่งหลวงพ่อท่านใช้ผงนี้ใส่ในพระผง เชื่อกันว่า ใครที่ได้ผงแป้งหลวงพ่อโบ หรือ มีพระผงหลวงพ่อโบไว้ครอบครองจะมีเมตตา มหานิยม เป็นที่รักใคร่และเมตตาของคนทุกคน

มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อท่านอีกคนหนึ่งเป็นคนเจ้าชู้ เป็นหลานแท้ๆของหลวงพ่อโบวัดโคกหิรัญ หลวงพ่อโบท่านให้คาถาขุนแผนชมตลาดที่ไว้เสกแป้งผัดหน้าหนะ ตอนเรียนได้สาวหน้าตาสวย ๆ เปลี่ยนหน้าไม่ซ้ำทุกวันและได้งานเป็นช่างที่การบินไทย แล้ว ๔-๕ ปี ต่อมา รวยมีเงินมีทอง ก็ไม่แน่ใจว่ารวยจากการทำงานหรือจากแม่ยกสาวรวย ๆ ก็ไม่รู้

มนต์จินดามณี ศาสตร์วิชามนต์จินดามณีเป็นวิชาที่หลวงพ่อโบท่านจะใช้สำหรับทำน้ำมนต์ของท่าน (ส่วนผงแป้งผัดหน้าหลวงพ่อท่านจะใช้ปลุกเสกด้วยมนต์ขุนแผนชมตลาด) วิชาจินดามณีทุกท่านคงเคยได้ยินคุ้นหูมาตั้งแต่สมัยเป็นเด็ก ในหนังสือวรรณคดี เรื่องเงาะป่า เป็นวิชาที่มาจากเรื่องจริง ที่ครูบาอาจารย์สอนสืบทอดกันมา เป็นวิชาทางมหาลาภ ทรัพย์สิน เรียกคน เรียกเงิน เรียกทอง

หรือคนโบราณเขาเรียกว่า “วิ ชา ต่อ ลำ ไส้” มีกินมีใช้ไม่มีวันหมด ซึ่งส่วนมากในสมัยก่อนจะสืบทอดกันในสายฆราวาสเป็นส่วนใหญ่ ถูกจริตกับฆราวาสเพราะเกี่ยวกับ เรียกทรัพย์ เรียกทอง เรียกของ เรียกคน เป็นวิชาให้คุณทางด้านทรัพย์ ลูกศิษย์ของหลวงพ่อโบจะเป็นพวกธุรกิจค้าขาย พ่อค้าแม่ขาย เจ้าสัว เถ้าแก่โรงสี นายห้าง ซะเยอะ น้ำมนต์จินดามณีของหลวงพ่อท่านทำให้พ่อค้าแม่ค้ารวยเป็นเศรษฐีมานักต่อนักแล้ว

หลวงพ่อโบ วัดโคกหิรัญ

ชาวบ้านแถววัดในสมัยก่อนและชาวเรือที่ใช้ท่าน้ำเจ้าพระยาผ่านแถววัดโคกหิรัญในการเดินทางไปมา (สมัยก่อนนิยมใช้เรือเดินทาง) เวลาใครก็ตามจะล่องเรือผ่านหน้าวัดจะต้องหันหน้าไปทางกุฏิหลวงพ่อโบ พนมมือยกมือไหว้ พร้อมวักน้ำหน้าวัดมารดหัวเรือ ซึ่งเป็นความเชื่อของชาวบ้านในย่านนั้นในสมัยก่อนและชาวบ้านจะนับถือท่านมาก

ช่วงก่อนที่ท่านจะมรณะภาพ ชาวบ้านต่างพากันไปนิมนต์หลวงพ่อท่านให้มาทำน้ำมนต์กันทุก ๆ บ้าน บางบ้านขอให้ท่านทำน้ำมนต์เก็บไว้เป็นโอ่งใหญ่เพราะชาวบ้านต่างนับถือคุณวิเศษน้ำมนต์ของท่านมาก ๆ กลัวว่าสักวันหนึ่งหากท่านไม่อยู่จะไม่มีน้ำมนต์ของท่านไว้ใช้ บางบ้านทุกวันนี้ก็ยังเหลือน้ำมนต์ของหลวงพ่อท่านอยู่ก็มี เพราะขอให้ท่านทำให้หลายโอ่งมากเลยเก็บไว้กันอย่างดี จนชาวอยุธยาตั้งสมญานามให้ท่านว่า ” เจ้าตำรับน้ำมนต์เดือด เมืองกรุงเก่า

สำหรับหลวงพ่อโบนี้ท่านถือได้ว่าเป็นพระเกจิย์อาจารย์ผู้มีวิชาอาคมแก่กล้าเข้มขลังแต่ที่ไม่ต่างจากเกจิย์อาจารย์ท่านอื่นๆนั้นก็ถือเป็นพระอริยสงฆ์เจ้าผู้ประกอบแต่คุณงามความดีอยู่ในกรอบศีลธรรมตามพระธรรมวินัยคอยช่วยเหลือชาวบ้านและผู้ประสบณ์ทุกข์หากมาขอร้องล้วนแต่ได้รับความช่วยเหลือจากพระท่านเสมอ “คุณงามความดีของท่านสิ่งนี้ต่างหากที่เป็นของดีของวิเศษที่สุดที่ไม่ว่าพระเกจิย์อาจารย์ท่านไหนๆก็อยากมอบให้แก่ผู้ศรัทธานำไปใช้มิใช่สักแต่ว่าจะเอาแต่ของดีของขลัง ”

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากพระเกจิอยุธยา,ชมรมศิษย์หลวงพ่อโบ

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

 

 

Leave a Reply