ตำนานวิชาโกษาเหล็กปะทะพระเวทสังข์ถ่วง

กล่าวถึงวิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญหาข้อดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

อาชญากรเป็นคำประนามผู้ที่ก่อความเดือดร้อนต่อสังคมโดยรวม ปล้น ฆ่าข่มขืนรีดไถไปจนถึงรับจ้างฆ่าคนแต่คนอีกหลายหลายคนที่ถูกตราหน้าว่าเป็นอาชญากรกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยความจำเป็นแม้มีเหตุผลที่สมควรเห็นใจ

แต่ทว่ากฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่มีความเท่าเทียมจึงใช้บังคับกันกับคนไทยทุกคนโดยเท่าเทียมกันทั้งนี้ก็อยู่ในดุลยพินิจของศาลที่จะพิพากษา

แต่การแหกคุกนั้นเป็นสิ่งที่ไพฑูรย์สาบานว่าจะแหกออกไปทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะเป็นทางไปสู่อิสรภาพแม้จะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแต่จะแหกคุกหรือไม่ก็มีโทษหนักอยู่แล้วเมื่อถูกจับได้ก็ถูกอาญาคุกเป็นธรรมดาก่อนฟ้องร้องเพิ่มโทษต่อไป

ในชีวิตของไพฑูรย์ได้มีโอกาสหน้าเผชิญหน้ากับจอมอาชญากรอีกคนหนึ่งที่ไม่เคยถูกจับกุมเพราะหลบรอดพ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทุกครั้งจนในที่สุดก็หมดอายุความจึงกลับมาใช้ชีวิตที่เขาสามร้อยยอดอำเภอปราณบุรีจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ไม่มีใครรู้ชื่อแซ่ว่าเป็นใครแต่ทุกคนรู้จักในนาม’’ปู่เคราสามร้อยยอด’’

ปู่เคราเป็นชายวัยประมาณ ๗๐ ปีรูปร่างสูงใหญ่แบบคนโบราณไว้หนวดเครายาว ไว้ผมยาวมุ่นมวยผมเหมือนพราหมณ์ผิวดำคล้ำสะอาดสะอ้านนุ่งขาวห่มขาวไม่เสพกาม ลูกศิษย์ลูกหาส่วนใหญ่เป็นพวกโจรบนเขาสามร้อยยอดโดยเฉพาะนายยอดหัวหน้ากลุ่มโจรที่ถูกกวาดล้างแล้วหนีรอดไปได้นั้นเป็นศิษย์เอกเก่งทุกด้านตั้งแต่ กรรมบังตา หายตัว คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด มหาอุดและนะจังงัง

ปู่เคราประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ทุกอย่างโดยเฉพาะวิชาว่าด้วยการเสกผ้าเช็ดหน้าขอดพรางตัวเป็นวิชาเดียวกับที่เสือไทยได้เล่าเรียนมานัยว่าเป็นอาจารย์เดียวกันด้วย

สำหรับไพฑูรย์แล้วปู่เคราเป็นอาจารย์ฆราวาสอีกคนหนึ่งที่เมื่อถึงแก่กรรมไพฑูรย์ได้เสี่ยงการถูกจับกุมจากทางตำรวจไปร่วมงานศพงานศพของปู่เคราเป็นงานชุมนุมบรรดาเสือร้ายและนักเลงที่ผ่านมาร่วมงานทุกคนอยู่ในชุดสีขาวทั้งหมดพกอาวุธจำนวนเป็นพันคนจากทั่วสารทิศไม่มีตำรวจเข้ามาสังเกตการณ์หรือรักษาการเพราะตำรวจส่วนหนึ่งก็เคยมาเป็นศิษย์ปู่เคราเหมือนกัน

งานนี้จึงเป็นงานชุมนุมจอมขมังเวทย์ครั้งใหญ่ที่สุดของตำบลเขาสามร้อยยอด ผู้ที่มาเป็นประธานจุดไฟฌาปนกิจศพปู่เคราคือหลวงพ่อแช่มวัดตาก้องซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปู่เคราให้ความเคารพเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงพ่อแช่มไพฑูรย์ได้เคยเล่าให้ท่านผู้อ่านได้อ่านมาแล้ว

อันหลวงพ่อแช่มองค์นี้มีศิษย์เป็นเสือหลายคนแม้แต่เสือผาด ทับสายทองก็เป็นศิษย์หลวงพ่อแช่มคนหนึ่งเหมือนกันทางบ้านเมืองมากล่าวหาว่าท่านเลี้ยงโจร ท่านก็ตอบตามแบบฉบับของท่านว่า

”เมื่อเขามาหาฉันเขาไม่ได้บอกว่าเป็นโจรเมื่อมีญาติโยมมาหาพระพระต้องถามด้วยหรือว่าโยมเป็นเสือหรือไม่ฉันไม่เห็นมีบทถามที่พระกรรมวาจาจารย์ถามพ่อนาคที่เข้ามาบวชเลยว่าโจโรโสสิ เธอเป็นโจรหรือเปล่า แล้วเวลาจะรับบาตรหรือจะรับสังฆทานก็มิได้มีบทสิกขาห้ามรับทานจากโจร ในเมื่อไม่รู้ไม่ได้ส่งเสริมให้เป็น มิได้ยินว่าเขาเป็นโจรสิ่งที่เขาถวายก็เป็นของบริสุทธิ์”

”แม้แต่นักโทษประหารจะเข้าหลักประหารก็ยังให้ได้พบพระเทศน์ถวายทานก่อนตาย เขามาหาฉันเขาก็มาแบบคนดีแม้เขาจะถูกจับเข้าไปในคุกฉันก็เคยเข้าไปเยี่ยม พัศดีเขาก็อนุญาตเพราะเขารู้ว่าฉันเข้าออกข้างในได้โดยไม่ต้องผ่านยามไม่ต้องมีกุญแจ

เมื่อเป็นศิษย์ฉันแล้วฉันก็เมตตาเหมือนกับลูกทุกคนฉันไม่เคยส่งเสริมให้ใครเป็นโจรแต่ชีวิตคนใครเล่าจะลิขิตได้แม้แต่บัณฑิตแบบอหิงสกะยังกลายเป็นโจรตัดนิ้วมือคนมาแขวนคอแล้วชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีการศึกษาถูกข่มเหงรังแกจนสุดทนจึงกลายเป็นโจรก็ทำนองเดียวกัน

นายอำเภอที่มารับหน้าที่ใหม่จนปัญญาจะโต้ตอบหลวงพ่อแช่ม ได้แต่นั่งก้มหน้าหลวงพ่อจึงพูดกับนายอำเภอว่า ”เข้ามานี่จะให้ตะกรุดโทนไปติดตัว เป็นตะกรุดแบบเดียวกับที่ฉันได้แจกให้กับศิษย์ที่ภายหลังได้ไปเป็นโจรคุณจะได้ป้องกันตัวเมื่อปะทะกับพวกเขามีตะกรุดด้วยกันทั้งสองฝ่ายต่างฝ่ายจะยิงไม่ข้ามหัวกันหรอก ลูกปืนจะตกอยู่ตรงหน้า หากคราใดปะทะกับพวกเขาคุณจะได้รู้ว่าจริงหรือไม่ด้วยตนเองและอย่าลืมว่าศิษย์อาจารย์เดียวกันโบราณท่านว่าไม่ฆ่ากันเอง”

เมื่อไพฑูรย์ไปเขาสามร้อยยอดในการแหกคุกครั้งแรกนั้นหม่อมหลวงกำมะลอได้พาตัวไปฝากไว้กับอาจารย์เคราเมื่อฝากแล้วหม่อมหลวงกำมะลอก็ลากลับ เมื่ออยู่สองต่อสองไม่มีใครอยู่ด้วยปู่เคราก็เปรยไพฑูรย์ว่า

คนเรามันเกิดมาอยู่ในฤกษ์ดาวโจรอย่าหนีเสียให้ยากเลยฟ้ากำหนดให้เกิดมาในฤกษ์ดาวโจรแล้วจะต้องเป็นไปตามนั้นยกเว้นจะบวชใช้ชีวิตแบบฆารวาสจนตายในผ้าเหลืองเท่านั้นถึงจะบรรเทาลงได้

นายมันอาชญากรชัดๆ อย่าปฏิเสธเลยนายกับปู่เป็นคนเกิดฤกษ์เดียวกันปู่ไม่เคยถูกจับกุมจนหมดอายุความ ผมไม่ปฏิเสธหรอกครับปู่ผมมันก็อาชญากรธรรมดาคนหนึ่งที่ถือว่าจับผมใส่คุกได้ผมก็หนีได้ ซี่กรงเหล็ก กําแพงไฟฟ้า ปืนกลบนหอคอย กระบองที่คอยหวดนักโทษหัวแข็งที่ถูกคุมตัวกลับไม่เคยทำให้ผมท้อก็เท่านั้นเอง ปู่เคราหัวเราะอย่างสะใจกับคำตอบของไพฑูรย์จากนั้นก็ถามไพฑูรย์ถึงพระผู้เป็นอาจารย์ไพฑูรย์ตอบว่า

”มอบกายถวายชีวิตให้หลวงพ่อเดิมวัดหนองโพจังหวัดนครสวรรค์เรียนวิชาอาคมบางส่วนมาจากหลวงพ่อแช่มวัดตาก้อง นครปฐมกับอีกหลายพระอาจารย์มีลายสักหลวงพ่อหรุ่นเก้ายอด”

ปู่เคราตบเข่าฉาดก่อนพูดด้วยเสียงที่แสดงความจริงใจว่า

”หลวงพ่อเดิมฉันได้ยินพระกิตติคุณของท่านมามากแต่ไม่ได้ไปนมัสการสำหรับหลวงพ่อแช่มวัดตาก้องปู่เป็นศิษย์ก้นกุฏิของท่านที่ได้วิชามาทั้งหมดโดยเฉพาะคาถาแคล้วคลาดที่เรียกกันว่าโกษาเหล็กปราบฝรั่งเศส หลวงพ่อหรุ่นท่านเป็นเสือรุ่นพ่อของปู่ ท่านเป็นอดีตกำนันตำบลเชียงรากที่ทางการมอบหน้าที่ให้ปราบโจรเพราะท่านเป็นโจรมาก่อนมีพระราชทินนามว่า ขุนวิกาล ใจภารา

แต่ตอนหลังถูกโจรแอบอ้างชื่อปล้นทำให้ท่านต้องบวชเป็นพระแล้วแจวเรือล่องไปเรื่อย ปู่เคยพบท่านที่วัดบ้านโพ อำเภอบางปะอิน ได้เรียนวิชาผูกหุ่นพยนต์มาจากหลวงพ่อ แต่ไม่ได้สัก ดีใจมากที่ได้พบนาย ถามหน่อยเถิดว่านายได้วิชาอะไรมาจากหลวงพ่อเดิมเป็นพิเศษ”

”ผมได้วิชาพระเวทสังข์ถ่วงครับปู่ทำได้จริงมีผลจริง”

พระเวทสังข์ถ่วง เป็นอย่างไรกันนายเล่าให้ปู่ฟังให้เข้าใจง่ายๆหน่อย”

”ปู่ครับ พระเวทข์สังถ่วงเป็นพระเวทที่ใช้สะเดาะโซ่ตรวนกุญแจมือเครื่องพันธนาการใต้น้ำให้หลุดออกทั้งหมด ผมเคยใช้หนีการจับกุมทั้งโซ่ตรวนมาแล้วหลายหนจนภายหลังตำรวจไม่ยอมคุมตัวมาทางเรือแม้ทางรถไฟที่แล่นผ่านแม่น้ำผมก็เคยกระโดดหนีลงไปใช้วิชานี้ในน้ำมาแล้ว”

”อ๋อ” แปลกดีๆว่าแต่ว่าหากโดดลงในไปในทะเลจะทำได้เหมือนในแม่น้ำหรือไม่

แม่น้ำก็คือน้ำจืดทะเลกับมหาสมุทรคือน้ำเค็มย่อมใช้ได้เหมือนกันครับแต่วิชาแคล้วคาดที่ปู่เรียนมาเป็นอย่างไรกันครับ

”อ๋อ”คาถานี้เป็นคาถาแคล้วคลาดที่เรียกกันว่าโกษาเหล็กปราบฝรั่งเศส หลวงพ่อแช่มท่านเล่าให้ปู่ฟังว่าตอนที่ออกญาโกษาปานอาสาสมเด็จพระนารายณ์มหาราชไปเป็นเอกอัครราชทูตกับราชสำนักพระเจ้าหลุยส์แห่งฝรั่งเศสออกญาโกษาเหล็กนี่แหละที่นั่งภาวนาคาถาให้พลแม่นปืนฝรั่งเศษยิง บรรจุปืนพร้อมยืนสามแถวแถวละสิบคน

ชุดแรกยิงปรากฏว่าไม่ถูก ชุดที่สองยิงก็ไม่ถูก ชุดที่สามยิงก็ไม่ถูกอีกแคล้วคลาดหมดแต่เมื่อเอาหุ่นมายืนแทนแล้วยิงใหม่ปรากฏว่าสามแถวสามสิบกระบอกไม่พลาดเป้าแม้แต่นัดเดียวจึงได้มีการสืบทอดกันมาจนทุกวันนี้

ไพฑูรย์นิ่งฟังด้วยความสงบนึกในใจว่าหากได้เห็นจะเป็นบุญตาปู่เคราก็ชิงเอ่ยขึ้นว่า

”อยากเห็นบารมีสังข์ถ่วงหลวงพ่อเดิม ไม่ให้แสดงเปล่าหรอกนะ จะแลกด้วยการแสดงวิชาโกษาเหล็กปราบฝรั่งเศสให้ชม”

”ได้ครับปู่แต่เมื่อจะแสดงในทะเลผมขออนุญาตบูชาพระเวท ขอไก่ต้ม ปลาทะเล เหล้าขาวหนึ่งขวด หมาก พลู บุรี่”

พอถึงวันพฤหัสบดีไพฑูรย์ก็บูชาพระเวทย์ พอธูปหมดดอกลาเครื่องสังเวยแล้วจึงบอกกับปู่เคราว่าพร้อม ปู่เคราให้ศิษย์เอาเรือหาปลาออกไปในทะเล ไพฑูรย์ให้เอาโซ่มาล่ามมือล่ามเท้าใส่กุญแจให้แน่น น้อมรำลึกถึงหลวงพ่อเดิมจนจิตมั่นจึงยืนขึ้นแล้วพุ่งตัวลงทะเลไปทันที

เมื่อดิ่งลงไปแล้วก็ภาวนาคาถาสังข์ถ่วงสะบัดมือสะบัดขา โซ่ที่พันธนาการก็หลุดออก ทะลึ่งตัวขึ้นเหนือน้ำ ปู่เครายืนตบมือร้องตะโกนลั่นทะเล

”แน่จริงๆโว้ยวิชานี้ได้เห็นเป็นบุญตาอย่างนี้สิวะถึงจะสะใจ!!”

กลับเข้าถึงฝั่ง พอวันรุ่งขึ้นปู่เคราก็ให้ศิษย์มาเรียกไพฑูรย์ไปพบเพื่อจะแสดงวิชาอาคมที่เรียกว่า”โกษาเหล็กปราบฝรั่งเศส” โดยปู่เคราให้ศิษย์บนเขาสามร้อยยอดเอาปืนสเตนท์ลงมาให้ไพฑูรย์ใช้ทดลองโดยให้ไพฑูรย์ ยิงทดสอบศูนย์ปืนหนึ่งชุดก่อน จากนั้นให้บรรจุแมกกาซีนใหม่

ปู่เครานุ่งขาวห่มขาวนั่งภาวนาหันหน้าออกทะเล

”ให้เวลาปู่ร่ายพระเวทสัก ๑๐ นาที พอได้เวลาไพฑูรย์เล็งมาที่ตัวของปู่ตรงไหนก็ได้เลือกเอาจะยิงรัวหรือยิงทีละนัดก็แล้วแต่ยิงให้หมดแล้วบรรจุอีกแม็ก ยิงให้หมดอย่าให้เหลือสักนัด”

ไพฑูรย์จับเวลาด้วยนาฬิกาข้อมือพอครบ ๑๐ นาทีก็ขึ้นลำยิงด้วยระบบกึ่งอัตโนมัติทีละนัดเสียงปืนดังขึ้นกระสุนกลับห่างจากร่างของปู่เคราจากนั้นยินรัวแบบออโตเมติกก็ไม่ถูกสักนัดทั้งที่เล็งอย่างประณีตเปลี่ยนแม็กกาซีนชุดที่สองยิงรัวแบบส่ายจากบนลงล่าง จากซ้ายไปขวาก็ไม่ถูกเหมือนกัน

หมดกระสุนไพฑูรย์ เดินถือปืนไปวางไว้ตรงหน้าปู่เครา พอปู่เคราลืมตาก็กราบลงไปหนึ่งครั้งเสียงปู่เคราพูดว่า

”เจริญสุขไพฑูรย์”

สามเดือนที่ได้อาศัยบารมีปู่เคราได้เห็นวิชาอาคมของปู่หลายอย่างโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาโกษาเหล็กปราบฝรั่งเศสจากปู่เคราเมื่อแหกคุกอีกจึงไม่กลัวลูกปืนผู้คุมที่ยิงใส่จากป้อมเป็นห่าฝน

ในงานศพปู่เครา หลวงพ่อแช่มมาเป็นประธานจุดไฟฌาปนกิจศพหลังจากชักบังสุกุลแล้วหลวงพ่อแช่มเห็นหน้าไพฑูรย์ก็จำได้ท่านพูดกับไพฑูรย์ว่า

”คราวนี้หนีได้นานหน่อยให้ถือทิศใต้เป็นหลักแต่ถึงอย่างไรก็ต้องเข้าคุกอีกเพราะดาวโจรมันแรง”

ไพฑูรย์ร่วมงานศพปู่เคราแล้วก็ออกเดินทางล่องใต้ไปจนสุดแผ่นดินจากนั้นนั่งเรือย้อนขึ้นมาที่กรุงเทพฯเพื่อจะขึ้นเหนือเมื่อเตรียมพร้อมจะออกเดินทางขึ้นเหนือโดยไม่ได้คิดมาก่อนว่าตำรวจสันติบาลของหลวงอดุลย์จะได้กลิ่นมาดักจับที่สถานีหัวลำโพงขณะนั่งรอรถออกเป็นการถูกจับที่ไม่เคยคิดมาก่อนไม่ได้มีโอกาสได้แตะปืนด้วยซ้ำ

ไพฑูรย์ถูกนำตัวขึ้นศาลพิพากษาเพิ่มโทษไพฑูรย์บอกว่าเพิ่มก็เพิ่มไปก็โทษประหารสูงสุดแล้วเป็นอันว่าต้องนอนในบางขวางอีกนาน ไหนจะถูกซ้อมไหนจะถูกขังเดี่ยว ขังคุกมืด มันชินเสียแล้ว

ก็เหมือนกับที่ได้บอกกับปู่เคราว่าจับผมติดคุกได้ผมก็แหกคุกได้ในชีวิตของไพฑูรย์เขายอมรับว่าปู่เคราเป็นยอดเสือร้ายที่เหนือกว่าตนเองเพราะตนเองแหกคุกแล้วก็ถูกจับเวียนไปมาแต่ปู่เครารอดได้จนหมดอายุความไม่เคยถูกจับนี่แหละที่ไพฑูรย์ให้ฉายาว่ายอดคนขมังเวทย์

**ออกญาโกษาปาน บ้างก็เรียกว่าออกญาโกษาเหล็ก**

ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆลองขับรถดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั้น รถยนต์ ทองแดง เหล็ก เสื้อผ้ามาจากแด้ ไฟฟ้ามาจากดินขี้โคลนซากศพทั้งนั้นแหละผมดูมาแล้วแม้โทรศัพท์ที่เราเล่นนี้ก็ศพเช่นกันทุกคนต้องกินน้ำล้างของลับของเพื่อนบ้านกันทุกคนต้องกินเมนส์เพื่อนบ้านลองเปิดคลิปวิธีกรองน้ำเองแล้วจะรู้

ใคร รัก โลภ โกรธ หลงพระพุทธองค์ทรงสอนให้ลดละเลิกแต่ผมคิดว่ายังมีอีกทางคือให้รัก โลภ โกรธ หลงสิ่งเดียวพอแล้วเอาให้ถึงที่สุดๆไปเลยแล้วถอนมันออกคงจะถอนอุปปาทานได้เหมือนกันเหมือนเอาขี้ดับขี้ก็ว่าได้

**เรื่องนี้ของจริงเอาวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช(พระศรีอริยเมตไตย)

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

ถ้าสายพวกเล่นว่านเองจะให้ดีต้องปลูกและดูแลเสกพระคาถากับกำเองเลี้ยงด้วยความรักเมตตาจึงจะขลังเพราะต้นไม้ทุกต้นเองก็มีชีวิตเช่นเดียวกับเรา

พระคาถาทั้งหลายต้องใช้พลังจิตเป็นพลังเพื่อให้เกิดอำนาจ การจะฝึกจิตให้นิ่งติดอยู่กับคำภาวนานั้นไม่ใช่ของง่าย ต้องหมั่นฝึกฝน เพราะธรรมดาจิตของคนเราเพียงเเค่ไม่กี่วินาทีก็สามารถนึกคิดไปได้หลายต่อหลายเรื่องจนนับไม่ถ้วน

ต้องทำให้จิตนิ่งติดอยู่กับคำภาวนาไม่ให้จิตส่งออกไปที่อื่นพยายามระลึกรู้ตามร่างกายส่วนต่างๆเพื่อไม่ไห้ส่งจิตออกไปข้างนอก

เมื่อจิตเพ่งอยู่ในจุดๆเดียวไม่วอกแวกเที่ยววิ่งไปนึกคิดเรื่องใดเเล้ว ขั้นนี้สามารถเพ่งภาวนาพระคาถาให้เกิดฤทธิ์อานุภาพตามอำนาจแห่งพระคาถาได้

หากท่านจิตไม่นิ่ง คิดโน่นคิดนี้ไม่ฝึกจิตเเล้วต่อให้ท่องยังไงก็ไม่เกิดผลดังที่ใจประสงค์ เมื่อจิตเป็นหนึ่ง ภาวนาอะไรๆมันก็จะขลังไปหมด สิ่งสำคัญในการฝึกจิต คือศีลครับ หากไม่มีศีลเเล้วจะฝึกสมาธิจิตได้ยากมากเพราะจิตมัวนึกคิดถึงอบายกิเลสต่างๆ หากมีศีลเเล้วจิตก็บริสุทธิ์ไม่ต้องการสิ่งใดการทำสมาธิจิตให้เป็นหนึ่งจึงทำได้ง่าย

หากไม่สามารถภาวนาจนจิตถึงสงบขั้นฌานได้เพียงแต่สามารถยึดถือสัจจะคำพูดหรือสัจจะในข้อศีลที่ได้ตั้งจิตอธิษฐานได้อย่างแน่วแน่มั่นคงแม้ตัวจะตายก็ไม่ยอมเสียสัจจะที่พูดไว้แล้วเมื่อจวนตัวในยามคับขันการภาวนาท่องบ่นพระคาถาต่างๆก็สามารถทำให้พระคาถาบทนั้นๆบังเกิดฤทธิ์อาถรรพ์มีอานุภาพตามที่จิตระลึกรู้ได้เช่นกัน

*ศีล๕เข้าใจง่ายแต่กลับรักษาได้ยากยิ่งหากแม้ใครที่สามารถยึดมั่นในข้อศีลทั้ง๕ได้มากกว่าสามข้อขึ้นไปอย่างมั่นคงแล้วอานุภาพแห่งพระคาถาอาคมหรือแม้แต่เครื่องรางต่างๆที่ยึดถือนั้นก็สามารถบังเกิดความความศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพอาถรรพ์ได้เช่นกัน (ยึดข้อเดียวได้ตลอดชีวิตก็ขลังนักแลผมทดลองมาแล้ว)

ใส่ความเห็น