ตำนานเสือโจรแดนใต้ “รุ่งดอนทราย”และ”ดำหัวแพร” ที่เดินไปไหนมีแต่คนกราบไหว้ศรัทธา

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนานเสือโจรแดนใต้ “รุ่งดอนทราย”และ”ดำหัวแพร”โจรแดนใต้ ที่เดินไปไหนมีแต่คนกราบไหว้ศรัทธา นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ในสมัยแผ่นดินพระบาทสมเด็จฯพระมงกุฏเกล้าเจ้าหัวอยู่ในท้องที่ตำบลดอนทรายอำเภอทะเลน้อย(คืออำเภอควนขนุนปัจจุบัน)เมืองพัทลุง ได้เกิดชุมโจรขนาดใหญ่ขึ้นคณะหนึ่งมีรุ่งดอนทรายเป็นหัวหน้า ดำหัวแพรเป็นรองหัวหน้า(เมื่อรุ่งดอนทรายเสียชีวิตแล้วดำหัวแพรได้เป็นหัวหน้าสืบต่อมา)มีคนเกเรและนักเลงหัวไม้จากท้องถิ่นใกล้เคียงและจากหัวเมืองตรังเมืองนครศรีธรรมราชมาเข้าด้วยเป็นจำนวนมาก โจรกลุ่มนี้ได้ประกาศไม่ให้ชาวบ้านติดต่อกับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองรวมทั้งห้ามเสียเงินรัชชูปการรวมไปถึงภาษีอื่นๆอีกด้วย สร้างความหนักใจให้แก่เจ้าหน้าที่ปกครองเป็นอันมาก

กรณีการเกิดชุมโจรที่ตำบลดอนทรายเมืองพัทลุงจนมีผู้ตั้งตัวเป็นหัวหน้าก็มีสาเหตุจากการใช้ชีวิตโจรปราบโจรของฝ่ายบ้านเมืองนี้เอง เริ่มต้นจากนายอำเภอทะเลน้อยได้ติดต่อกำนันตำบลดอนทราย(ชื่อ สี คนทั่วๆไปเรียกสีสงคราม) ให้หาทางจับผู้ร้ายในท้องที่ส่งดำเนินคดีโดยแนะให้ติดสินบนต่อคนร้ายว่าจะไม่เอาผิดบ้างจะตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้านบ้าง หากสามารถจับเป็นเพื่อนผู้ร้ายด้วยกันส่งให้กำนันผลของการปราบปรามโจรโดยวิธีนี้ทำให้โจรแตกแยกและไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกัน และมีการรวมตัวกันเป็นหมู่เป็นเหล่ามากยิ่งขึ้น การดำเนินการจับกุมรุ่งดอนทรายนั้นกำนันได้ติดต่อผู้ใหญ่บ้านโคกวัดซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของรุ่งดอนทรายเพราะทราบอยู่ว่าผู้ใหญ่อินติดต่อส่งเสบียงให้แก่รุ่งดอนทรายอยู่เป็นประจำ

วันที่จับกุมรุ่งดอนทรายได้นั้นผู้ใหญ่อินได้นัดให้รุ่งดอนทรายมารับข้าวห่อที่ใกล้บ้านในสวน(หมู่ที่๓ตำบลควนขนุนแต่เดิมขึ้นตำบลชะมวง)และได้จัดพรรคพวกที่ล่ำสันแข็งแรงคือ นายเอียด นายช่อ นายไขดือร่วมไปด้วย ผู้ใหญ่อินเข้าช่วยจับจึงสามารถส่งตัวให้กำนันได้ทั้ง๒คน ผลของการดำเนินคดี(คดีปล้นทรัพย์)นายรุ่งและนายแจ้งได้ให้การซัดทอดถึงนายช่อด้วยเป็นเหตุให้ทั้ง๓คนต้องติดคุกและทางการส่งไปจำไว้ ณ เรือนจำมณฑลที่นครศรีธรรมราชขณะติดคุกรุ่งดอนทรายได้ติดต่อให้ญาติจัดย าไปให้และได้ลอบวางไว้ในอาหารทำให้นายช่อและนายแจ้งน้องชายต้องเสี ยชี วิตในคุกนั่นเอง หลังจากนั้นจึงได้วางแผนกับเพื่อนนักโทษชื่อนายสังหนีจากคุกได้สำเร็จ กลับมาถึงบ้านก็ตรงไปปริดชีวิตกำนันสีสงครามเสี ยชีวิ ตอย่างอุกอาจและประกาศตนเป็นหัวหน้าทำให้โจรก๊กเล็กก๊กน้อยมาร่วมด้วยทั้งหมด บรรดาลูกสมุนเรียกรุ่งดอนทรายว่าท่านขุนพัท ส่วนคนทั่วไปเรียกว่ารุ่งขุนพัทตั้งแต่นั้นมาและลูกน้องใกล้ชิดอีกหลายคนก็ตั้งตัวเป็นขุนกัน

ตั้งเป็นชุมโจรสมบูรณ์แบบ เมื่อรุ่งดอนทรายประกาศตัวเป็นหัวหน้าแล้วก็ได้จัดทำปื นปลอกเงินเป็นอาวุธประจำตัวหัวหน้า การสั่งการใดๆหากสั่งด้วยตัวเองไม่ได้ก็จะมอบปื นไปแทนตัว ใครจะอ้างคำสั่งถ้าไม่มีปื นแสดงก็ไม่ต้องเชื่อถือ นอกจากนั้นก็ประกาศไม่ให้ชาวบ้านติดต่อกับเจ้าหน้าที่ไม่ว่าจะเป็นทางใด เพราะพวกพ้องของตนจะให้ความคุ้มครองแทน นอกจากนั้นไม่ว่าจะไปปล้น ณ ท้องที่ใดให้ปฏิบัติเคร่งครัดดังนี้ หากเจ้าทรัพย์ไม่ต่อสู้ห้ามทำร้าย ทรัพย์สินเครื่องใช้และเครื่องแต่งตัวที่อยู่ติดตัวจะไม่ถือเอาจะเอาเฉพาะของเก็บเท่านั้น หากเคยไปพักพิงหลบแดดหลบฝนที่บ้านใดจะให้ความคุ้มครองบ้านนั้นใครจะรังแกไม่ได้ การให้ความคุ้มครองนั้นโจรคณะนี้ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง จึงสามารถเพิ่มจำนวนพรรคพวกได้มาก อาจารย์เปลื้อง ณ นคร เล่าว่าบิดาท่านเคยเล่าให้ฟังว่าโจรคณะนี้เก่งกล้าถึงขนาดท้ากับเจ้าหน้าที่ การต่อสู้ถึงขนาดขุดสนามเพลาะสู้กัน

ชุมโจรสมัยดำหัวแพรเป็นหัวหน้า

เมื่อรุ่งดอนทรายเสียชีวิตแล้วดำหัวแพรได้เป็นหัวหน้าชุมโจรต่อมา สิ่งแรกที่ดำหัวแพรกระทำเพื่อให้เป็นที่เกรงขามก็คือ กำจัดหรือตามล่าผู้ที่มีส่วนในการนำเจ้าหน้าที่มาล้อมยิ งรุ่งดอนทราย ได้แก่ นายช้ำน้องชายของกำนันคลิ้ง และนายยกบ้านยางแค(สำหรับนางขีดหรือหนูขีดลูกสาวกำนันคลิ้งที่เดินทางไปบอกเจ้าหน้าที่ในคืนวันเกิดเหตุนั้น ดำหัวแพรมิได้แก้แค้นเพราะรักษาสัจจะเรื่องไม่ทำร้ายผู้หญิงและเด็ก) ต่อมาในราวต้นปีพ.ศ.๒๔๖๓ พวกโจรทราบว่า นายกลับ เรืองมา ชาวบ้านหนองปลาไหลได้ต้อนรับเจ้าหน้าที่โดยให้รับประทานอาหารที่บ้าน ดำหัวแพรจึงนำพวกพ้องไปยังบ้านนายกลับแต่เป็นเวลาที่นายกลับไม่อยู่บ้านจึงได้ทำลายข้าวของเช่น ทุบไหน้ำผึ้ง(น้ำตาลเหลว)และทำร้ายคนในบ้านหวังจะให้เข็ดหลาบ

เรื่องการบุกไปบ้านนายกลับ เรืองมา นี้ มีข้อเขียนกล่าวถึงว่า พวกโจรได้ปลิดชีวิตแม่และลูกเมียนายกลับหมดรวมถึงให้เผาบ้านเสียด้วย ผู้เขียนได้พยายามสอบถามคนที่เกี่ยวข้องและรู้เรื่องนี้พอสมควร สรุปได้ว่า ไม่มีการปลิดชีวิตแม้แต่คนเดียว การเผาบ้านก็เฉพาะเรือนข้าวซึ่งอยู่ห่างตัวบ้านที่พักอาศัย ลูกชายของนายกลับคนหนึ่งมีอาชีพรับราชการครูชื่อนายกลั่น การกล่าวถึงการปลิดชีวิตแม่ เมีย ด้วยแล้วยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะดำหัวแพรมีสัจจะเรื่องไม่ปลิดชีวิตผู้หญิงและเด็ก การไปบุกบ้านของนายกลับ เรืองมา นี้เองที่นำไปสู่จุดจบของดำหัวแพร นายกลับ เรืองมา ได้เดินทางไปยังจังหวัดสงขลาถวายฎีกาความเดือดร้อนต่ออุปราชปักษ์ใต้คือ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ องค์อุปราชจึงทรงสั่งการให้นายพันตำรวจโท พระวิชัยประชาบาล (บุญโกย เอโกบล) ผู้บังคับการตำรวจภูธร มณฑลนครศรีธรรมราชดำเนินการปราบปรามโจรคณะนี้ให้ราบคาบ

ขุนโจรสิ้นชื่อ ในที่สุดสายสืบรายงานเจ้าหน้าที่ว่า ดำหัวแพรกับพวกรวม๓คนมากินหวาก(กะแช่)อยู่ที่ใกล้หนองคลอด ทุ่งหัวคด(ขึ้นตำบลโตนดด้วน) เจ้าหน้าที่ประกอบด้วย จ่านายสิบตำรวจสิริ แสงอุไร นายสิบตำรวจตรีนำ นาควิโรจน์ และพลตำรวจร่วง สามารถจึงได้เข้าจับกุมทั้ง๒ฝ่ายต่อสู้กันเป็นสามารถจนหมดกระสุน จ่านายสิบตำรวจสิริเหลือกระสุนอยู่เพียงนัดเดียวจึงแกล้งทำล้มหมอบระวังอยู่ ดำหัวแพรคิดว่าถูกกระสุนจึงวิ่งปีบ(ร้องตะโกน) เข้าไปหมายด้วยพร้าลืมงอประจำตัว พอเข้าไปใกล้ก็ถูกยิ งสวนล้มลงสมุนของดำหัวแพรเข้าไปช่วยพยุง ตำรวจทั้ง ๓ คนก็วิ่งหนีด้วยเป็นเวลาจวนค่ำและไม่ทราบจำนวนที่แท้จริงของพวกคนร้าย

นายสีเล่าว่าผู้ที่เข้าไปช่วยพยุงดำหัวแพรคือ แจ้ง ห้วยท่อม และหมุด(จำบ้านที่อยู่ไม่ได้) คนทั้งสองช่วยกันพยุงดำหัวแพรไปถึงใกล้หนองไผ่หรือหนองขี้หมาก็ให้นอนพักแล้วบอกจะไปหายาหาข้าวมากินกัน เมื่อกลับมาอีกครั้งก็พบดำหัวแพรปลิดชีวิตตัวเองอยู่ใกล้หนองไผ่นั่นเอง จึงได้ช่วยกันฝังศ พไว้ ณ ที่นั้น อีก๒วันต่อมา เจ้าหน้าที่ตามไปพบก็ให้ขุดศ พขึ้นมาแล้วนำไปผูกประจานไว้กับต้นตาลหน้าวัดกุฏิศ พเน่าแล้วก็ให้เผา ณ ใกล้ๆต้นตาลนั่นเอง มีเรื่องเล่ากันอีกว่า ผีดำหัวแพรดุมากกลางคืนไม่ค่อยมีใครกล้าเดินผ่าน บางทีมีคนเอาไม้เรียวไปตีตรงที่เผาศพและใช้ให้ผีไปเข้าสิงคน เมื่อดำหัวแพรเสียชีวิตแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าตั้งตัวเป็นหัวหน้าชุมโจรอีกเลย ประกอบกับพวกโจรถูกจับกุมไปดำเนินคดีจนหมดรายชื่อที่ทางการต้องการตัว กองอำนวยการปราบปรามก็เลยยุบเลิกในปลายปีพ.ศ. ๒๔๖๓ นั่นเอง

 ข้อมูล ชุมโจรแดนเสือ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

ใส่ความเห็น