ตำนาน”เสือไท”วีรบุรุษขุนโจรเพียงหนึ่งเดียวที่ “ท่านขุนพันธ์ฯ” ยอมก้มกราบ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนาน”เสือไท”วีรบุรุษขุนโจรเพียงหนึ่งเดียวที่ “ท่านขุนพันธ์ฯ” ยอมก้มกราบ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

เป็นอีกหนึ่งตำนานที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าทำไม “ท่านขุนพันธ์ฯ”ถึงยอมก้มกราบ“เสือไท”วีรบุรุษขุนโจรเพียงหนึ่งเดียว เรื่องมีอยู่ว่า“เสือไท”หรืออดีตทหารมหาดเล็กไทคนนี้เป็นบุคคลที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะเดินสู่เส้นทางนักเลง ร่ำเรียนไสยเวทอาคมและวิชาการต่อสู้เกือบทุกรูปแบบก่อนถวายตัวเป็นมหาดเล็กของ“พลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงค์”กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์บิดาแห่งกองทัพเรือไทยและต่อมาได้เป็นทหารคนสนิทของเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ ซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษเพราะเนื่องจากในจำนวนทหารมหาดเล็กที่ใกล้ชิดทั้งหมด มหาดเล็กไทเป็นผู้มีความรู้ทางไสยศาสตร์และมีคาถาอาคมถูกพระทัยเสด็จในกรมเป็นอย่างยิ่ง

แต่ต่อมาในช่วงสมัยรัชกาลที่๖ มหาดเล็กไทประสบวิบากกรรมต้องหาคดีอาญาร้ายแรงต้องระหกระเหินหลบหนี กลายเป็นเสือที่ทางราชการต้องการตัวเป็นอย่างมาก โดยเหตุการณ์คืนนั้นมีอยู่ว่าคืนวันหนึ่งที่โรงบ่อนเบี้ยเถื่อนในกรุงเทพฯมีการทะเลาะวิวาทกันรุนแรงจนถึงขั้นตะลุมบอนยิ งกันและบังเอิญที่อดีตพลทหารไทอยู่ในที่นั้นด้วย มีเสียงปื นจากพลตระเวนดังขึ้นหลายนัดเพื่อระงับเหตุและพวกนักเลงที่ยิ งกันเอง กระสุนปื นเจ้ากรรมนัดหนึ่งเป็นลูกหลงปริศนาพุ่งเข้าพลตระเวณนายหนึ่งล้มลงขาดใจสิ้นชีพ เป็นขณะเดียวกันที่พลทหารไทกับพวกวิ่งสวนมาทางนั้นพอดีมีเสียงตะโกนมาจากนักเลงอีกกลุ่มหนึ่งว่า ไอ้ไทยิ งตำรวจ

ลำพังคดีปลิดชีพคนธรรมดาก็หนักอยู่แล้วแต่นี่เป็นคดีที่ถูกกล่าวหาว่าปลิดชีพเจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะปฏิบัติหน้าที่ยิ่งหนักหนาสาหัสการหลบหนีคดีครั้งที่๒ของชีวิต ดูเหมือนว่าการหนีในคราวนี้แผ่นดินไทยดูจะแคบเกินไปจนแทบจะไม่มีที่หลบซ่อนตัว เขาจึงต้องข้ามเขตชายแดนไปหลบซ่อนที่ประเทศเพื่อนบ้านที่ลาว เขมร มาเล สิงคโปร์ ในช่วงนี้เองที่เสือไทได้ใช้วิชาไสยศาสตร์ที่มีอยู่ทั้งวิชาอยู่ยงคงกระพัน ล่องหน หายตัว หลีกหนี การจับกุม ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

“เสือไท”จึงเป็นเสือร้ายที่หนีคดีอาญามากกว่าเป็นเสือปล้น แต่ด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังจนคับฟ้าในสมัยนั้นทำให้มีผู้นำชื่อเสือไทไปใช้ในทางที่ไม่ดี มีคนแอบอ้างชื่อเขาเป็นโจรออกปล้นจี้อยู่ระหว่างเขตพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง สิงห์บุรี ชัยนาท สุพรรณบุรี เลยไปถึงฝั่งตะวันตกกาญจนบุรีทำให้สถานการณ์ของเขากลับเลวร้ายลงไปอีก คนทั่วไปมักพูดว่า“ไอ้ไทคนร้ายหนีคดีปลิดชีพตำรวจได้กลายเป็นเสือไทไปแล้ว” ด้วยวิธีหนามยอกต้องเอาหนามบ่งเขาจึงหนีเข้าป่าไปรวมกับพวกหนีคดีอีกหลานคนจนมีการบอกกันปากต่อปากจากหนึ่งเป็นสอง เป็นสาม เป็นสิบและเป็นร้อยในเวลาต่อมา เมื่อทุกคนรู้ประวัติความเป็นมาของอดีตพลทหารไทจึงมีความเคารพยกย่องให้เป็นลูกพี่หรือผู้นำเขาได้กลายเป็นหัวหน้าชุมโจรไปแล้วโดยสมบูรณ์แต่บัดนั้น

งานแรกสำหรับ“เสือไท”ก็คือการล้างรอยแค้นตามไปจัดการกับไอ้เสือไทตัวปลอมที่แอบอ้างชื่อเขาหากินที่เขตรอยต่อสุพรรณบุรีและกาญจนบุรี ชาวบ้านหวาดกลัวเสือไทตัวปลอมมากมีการปล้นปลิกชีพเจ้าทรัพย์ฉุดลูกเมียชาวบ้านไปกระทำชำเรากระทำการอย่างอุกอาจไม่เกรงกลัวกฎหมาย ทุกครั้งที่เข้าปล้นได้ประกาศชื่อเสือไทมันเป็นคนสูงใหญ่ไว้หนวดเคราเข้มขรึมพูดจาเสียงดังมีนิสัยชอบข่มขู่และทำร้ายคนไม่มีทางสู้ ชาวบ้านต่างเข้าใจว่ามันคือเสือไทตัวจริง “เสือไท”ตัวจริงจึงเริ่มปฏิบัติการปลิด ชีวิ ตเสือไทยตัวปลอม

โดยวันหนึ่งได้พบโจรไทตัวปลอมเข้ามาเบ่งบารมีในร้านเหล้ารูปร่างน่ายำเกรงตามที่ชาวบ้านบอก เสือไทตัวจริงจึงได้ใช้มีดปังตอของอาแป๊ะเจ้าของร้านเหล้า ขณะนั้นเสือไทตัวจริงเขาแต่งตัวแบบชาวบ้านเข้าไปกับลูกน้องคนสนิทเพียงสองคนแล้วประกาศว่า กูนี่แหละเสือไทตัวจริง แล้วก็ปลิดชีวิ ตเสือไทตัวปลอมและลูกน้องจนสิ้นใจ ปัญหาใหม่ที่ตามมาคือจำนวนสมัครพรรคพวกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ ในช่วงเวลานั้นเป็นปลายสมัยรัชกาลที่๗แล้ว บ้านเมืองใกล้เข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจตกต่ำมีคนหนีคดีอาญาเข้าป่าเป็นเสือเป็นโจรจำนวนไม่น้อย

“เสือไท” ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องการปล้นแต่ทำด้วยสำนึกเสมอว่าตนเองเป็นเสือลำบากไม่ใช่โจรจึงเลือกปล้นเฉพาะพวกเศรษฐีหรือนายทุนหน้าเลือดเอารัดเอาเปรียบและชอบรีดนาทาเร้นคนยากจนเท่านั้น เขาเคยปล้นเรือโยงข้าวแล้วขนเอาข้าวสารไปแจกจ่ายชาวบ้านก็เคยทำมาแล้ว ชื่อเสียงที่เคยเสียหายเพราะเสือไทตัวปลอมทำไม่ดีไว้เริ่มจะพอมีคนพูดถึงในทางที่ดีบ้าง วันเวลาได้ผ่านไปจนเข้าสู่ต้นสมัยของรัชกาลที่๘เสือไทเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตที่ต้องแบกรับปัญหาลูกน้องนับร้อย มันขัดกับนิสัยของเขาที่ชอบชีวิตเรียบง่ายและสมถะ ตลอดชีวิตที่เป็นโจรต้องหนีตำรวจอย่างเดียวเท่านั้นนี่คือกฎเหล็กที่เขากำหนดขึ้นมา ห้ามปลิดชีพหรือทำร้ายเจ้าทรัพย์และห้ามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

และแล้วเมื่อความเบื่อหน่ายต่อชึวิตการเป็นโจรมาถึงจุดสุกงอม เสือไทจึงเรียกประชุมลูกน้องแล้วประกาศให้รับรู้พร้อมกันว่า ข้าจะปล้นเป็นครั้งสุดท้าย การปล้นครั้งสุดท้ายได้ทรัพย์สินตามต้องการ แต่เขาไม่ขนอะไรออกมามากจนเกินความจำเป็นไม่ยอมให้ความโลภมาครอบงำ เสือไทได้บอกกับเศรษฐีชาวจีนคนนั้นว่าให้ถือว่าเป็นการชดใช้หนี้เก่าชาติที่แล้วคงเอาของตนไปชาตินี้จึงมาปล้น ก่อนกลับออกมาขอร้องให้เลิกรีดดอกเบี้ยชาวบ้านถ้ายังขืนทำต่อก็จะมีโจรก๊กอื่นมาปล้นจนหมดตัว เถ้าแก่ไม่มีทางปฎิเสธได้แต่พยักหน้ารับคำ ภายหลังจากได้เดินสำรวจดูลาดเลาจนแน่ใจเสือไทตัดสินใจเลือกจังหวัดพิจิตรเป็นที่พักพิงสุดท้ายที่คิดว่าน่าจะปลอดภัยที่สุด

“ท่านขุนพันธ์”ท่านได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับเสือไทดีตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะเข้ามารับตำแหน่ง ผู้บังคับกองตำรวจภูธรที่จังหวัดพิจิตรเนื่องจากผู้ให้ข้อมูลลับกับท่านขุนพันธ์นั้นคือข้าราชการระดับสูงทางภาคใต้ ซึ่งเป็นอดีตทหารมหาดเล็กของเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์และเป็นหนึ่งในทหารเสือของเสด็จในกรมฯและเป็นผู้ที่รู้จักกับเสือไทเป็นอย่างดี เมื่อสิ้นเสด็จในกรมฯเสือไทได้หลบหนีหลบซ่อนตัวในหลายจังหวัดจนคดีหมดอายุความเสือไท ได้เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามใหม่เดินทางเข้ามาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่จังหวัดพิจิตร ด้วยเหตุนี้ชาวพิจิตรจึงไม่รู้จักเสือไททราบกันแต่ว่าที่หมู่บ้านจรเข้ผอม ตำบลรังนก อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตรมีผู้เรืองอาคมและมีวิชาแก่กล้ามาอาศัยอยู่ ทุกคนเรียกชายสูงอายุนี้ว่าพ่อหลิมและชื่อพ่อหลิมนี้ก็คือชื่อใหม่ของเสือไท ท่านขุนพันธ์ใช้เวลานานสองปีกว่าจะได้พบพ่อหลิม

โดย“ขุนพันธ์”ต้องพิสูจน์ตัวเองหลายอย่างให้พ่อหลิมเชื่อใจก่อนที่จะรับท่านขุนพันธ์เป็นศิษย์และสอนวิชาให้เป็นที่ทราบกันดีว่าพ่อหลิมหรือเสือไทเป็นผู้มีวิชาแก่กล้าได้ร่ำเรียนวิชามาจากพระเกจิอาจารย์หลายรูปอาทิ หลวงพ่อพริ้ง วัดบางประกอก หลวงพ่อศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน รวมทั้งอาจารยที่เป็นฆารวาสอีกหลายคน กล่าวกันว่าวิชาที่ท่านขุนพันธ์ยังขาดอยู่และมีความประสงค์อยากที่จะเรียนมากๆคือวิชาคัดของ คัดธาตุทั้ง๔ออกจากตัวคนที่มีวิชาอาคมหรือคัดออกจากเครื่องรางของขลัง เนื่องจากท่านขุนพันธ์เห็นว่ามีคนที่มีวิชาอาคมหลายๆคนที่ท่านใช้ปืนจัดการกับเขาเหล่านั้นไม่ได้

วิชาคัดของนี้เป็นสุดยอดวิชาคงกระพันชาตรีที่เกจิอาจารย์ส่วนใหญ่ไม่ยอมสอนให้ศิษย์โดยตรงๆเนื่องจากถือว่าเป็นวิชาปลิดชีพคนผิดศีล๕ข้อที่๑ ที่ผู้สอนอาจถึงกับเสื่อมวิชาที่มีอยู่ในตัวได้ นอกจากวิชานี้แล้วยังมีวิชากระสุนคดที่เกจิอาจารย์จะไม่อยากสอนให้ใครง่ายๆ กระสุนคดเป็นวิชาที่ยิ งปื นเพียงนัดเดียวสามารถปลิดชีวิ ตคนได้ทั้งกองทัพซึ่งวิชานี้เสด็จในกรมท่านเคยกราบขอเรียนกับหลวงปู่ศุขแต่หลวงปู่ศุขท่านไม่ยอมสอน แต่เมตตาแสดงให้เสด็จในกรมได้เห็นว่าวิชานี้เป็นวิชาที่ทำได้จริง

โดยเมือหลวงปู่ศุขใช้วิชานี้ยิ งปื นไปที่สระบัวใบที่วังนางเลิ้งเพียงครั้งเดียวทำให้ใบบัวนั้นท ะลุได้หมดทุกใบเลยทีเดียว แต่วิชานี้เสือไทหรือพ่อหลิมเรียนได้สำเร็จและทำได้จริงเรียนมาจากอาจารย์ท่านใดไม่เป็นที่เปิดเผยเกี่ยวกับวิชาคัดของคือ เมื่อผู้ใช้วิชานี้ว่าคาถาและเล็งปื นไปยังร่างคนที่เราจะปลิดชีพ หากคาถาได้ผลร่างที่ตกเป็นเป้าหมายนั้นจะขยายใหญ่ขึ้นมารับศุนย์ปื น แต่ถ้าไม่ได้ผลร่างนั้นก็จะย่อเล็กลงแสดงว่าผู้ที่เป็นเป้าหมายนั้นมีของดีคุ้มตัว

ชื่อเสียงของพ่อหลิมในเรื่องของวิชาคัดของนี้มีอยู่ว่า ที่วัดจรเข้ผอมที่ริมแม่น้ำยมฝั่งตรงข้ามบ้านพ่อหลิมมักจะมีพวกร้อนวิชานำพระเครื่องและเครื่องรางของขลังของตนเองแต่ละคนมาทดสอบกันเป็นประจำ เสียงปื นสร้างความรำคาญให้แก่พระเณรและชาวบ้านและพ่อหลิมด้วย จนพ่อหลิมทนไม่ไหวเข้าไปดูแล้วบอกพวกร้อนวิชาเหล่านั้นว่าจะลองของไปทำไ กันของดีก็คือของดีถึงเวลาก็รู้เอง แต่คนเหล่านั้นก็ยังยืนยันว่าของขลังของตนแน่และจะลองของกันต่อไป พ่อหลิมเลยขอลองบ้างโดยบอกให้เอาของขลังที่ว่าแน่ๆมาวางรวมกันแล้วให้เจ้าของเครื่องรางคนหนึ่งไปหยิบปื นลูกซองที่พวกเขาว่ายิ งของขลังไม่ได้ทำยังไงก็ยิงไม่ออกนั่นเองมาใช้เป็นอาวุธ

พ่อหลิมพนมมือกันหายใจว่าคาถาคัดของ คัดธาตุ แล้วเล็งกระบอกปื นไปที่ของทั้งหมดแล้วเหนี่ยวไกลั่นดังสนั่นเลย ของขลังทั้งหมดกระจายกระเด็นหายไปในอากาศท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคน เจ้าของของขลังบางคนถึงกับร้องไห้เสียดายของขลังของตนเอง จากนั้นก็ไม่มีใครมาลองของให้หนวกหูพ่อหลิมอีกเลย ไม่มีใครทราบบั้นปลายของเสือไทแน่ชัด แม้แต่ท่านขุนพันธ์ก็ไม่ลงรายละเอียดมากนักบอกแต่ว่าท่านศรัทธาในตัวพ่อหลิมมาก ในขณะนี้มีเกจิชื่อดังหลายรูปที่คาดว่าคือเสือไทในอดีต หนึ่งในนั้นที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือพ่อท่านเอื้อม กตปุญโญ

 หนังสือ วีรบุรุษขุนโจรเสือไท, เรื่องเล่า ภาพเก่า ในอดีตราชบุรี

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ใส่ความเห็น