ตำนาน “ขวานฟ้า” สิ่งของศักดิ์สิทธิ์ ที่มีพลานุภาพ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

หากพูดถึง หินขวานฟ้า เป็นธาตุกายสิทธิ์ประเภททนสิทธิ์ตามธรรมชาติ เป็นหินมีรูปร่างลักษณะคล้ายขวาน นักมวยคาดเชือกในสมัยโบราณ ถือกันว่าเป็นเครื่องคาดเครื่องรางของขลัง วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “ตำนานขวานฟ้า” มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

มีอาจารย์ผู้เฒ่าท่านเล่าขานต่อตำนานมาเป็นรุ่นสู่สมัยถึงตำนานที่มาของขวานฟ้า ที่มักพบอยู่ใบบริเวณที่ฟ้าผ่าลงมา ที่นักสิทธิ์ต่างให้ความยอมรับในอิทธิฤทธิ์ของขวานฟ้ากายสิทธิ์ เขาว่าขับไล่สิ่งไม่ดี ป้องกันการกระทำ ป้องกันภูตผีปีศาจ บางท่านใช้รักษาโรคต่างๆ ทั้งยังเป็นค้ำคูณ ให้ผู้ครอบครองอยู่เย็นเป็นสุข หลายคนสงสัยว่าขวานฟ้ามีที่มาทีไปยังไง ไม่ค่อยมีใครไขข้อสงสัยนี้ปล่อยไว้เป็นปริศนาตลอดมา

อาจารย์ผู่เฒ่าเล่าต่อๆกันมาว่า มีดินแดนลับแลอยู่ดินแดนหนึ่งซึ่งแยกออกจากแดนอื่นๆเป็นดินแดนจำเพาะ คนในนั้นจะเรียกตัวเองว่าเป็นคนเมืองนะโมนะมัส เพราะจะพูดคำว่านะโมนะมัสนำหน้าก่อนคำเสมอ บางครั้งมีการออกมายังภพของเรามาจับจ่ายใช้สอยต่างๆแต่จะไม่บ่อยนัก คนเมืองนี้จะไม่ค่อยออกมาท่าไม่จำเป็น เคยมีอาจารย์ท่านเคยเข้าไปเพราะเหตุสนิทกับคนเมืองนี้ เพราะความคุ้นเคยเวลาเขาออกมาให้พาไปซื้อข้าวของต่างๆมานาน

ได้ไปเห็นบ้านเมืองในนั้นเห็นเล่าว่า เป็นบ้านเมืองแบบโบราณหน่อย แต่จะมีเครื่องไม้เครื่องมือใช้สอยเช่นเครื่องจักรต่างบ้างเหมือนกัน พอถึงงานประจำปีทุกบ้านจะทำขวานให้เท่ากันจำนวนคนในบ้านของตน บ้านไหนฐานะดีก็จะทำจากโลหะต่างๆ บางบ้านทำจากหิน ทำจากไม้ทำจากดินก็มี แล้วจะเอาไปรวมกันบูชาเจดีย์ที่ลานบูชาทำเช่นนี้ทุกปี และในคืนฉลองเสร็จ ทุกคนกลับหมดจะมีฟ้าผ่ามาที่เจดีย์ และขวานต่างๆที่กองบูชาจะหายไปหมด

คนในเมืองเล่าให้อาจารย์ท่านนั้นฟังว่า พระรามสูญมาเอาขวานไป เพื่อจะได้ใช้ขว้างเป็นสายฟ้าตลอดปีนี้ พอครบปีพวกเขาก็จะทำไปบูชาไว้ใหม่เช่นนี้ทุกๆปี อันนี้เป็นเรื่องเล่าที่อาจารย์ผู้เฒ่าเล่าต่อมาอีกทีนะสำหรับขวานฟ้าจัดเป็นของกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มี พลานุภาพมากถึงขนาดบางอันสามารถตัดเหล็กไหลได้เลยก็มี แต่จะมีลักษณะต่างกัน ลักษณะขวานอันนี้เป็นขวานที่มีบ่าและกล่าวกันว่า ได้ผ่านการใช้ในพิธีกรรมตัดเหล็กไหล มาแล้วเดิมขวานนี้จะมีสีดำ แต่เนื่องด้วยผ่านพิธีกรรมมามากเลยทำให้สีจางลงเป็นสีเทา

ว่ากันว่าตามตำนานเทพรามอสูรใช้ขวานฟ้าฟาดฟันเพื่อให้เกิดสายฟ้าแล้วนั้น หากขวานเล่มใดใช้งานบ่อยครั้งแล้วก็จะเกิดการบิ่น เมื่อบิ่นมากๆแล้วก็จะทิ้งขวานฟ้าเล่มนั้น โดยทิ้งลงมาพร้อมสายฟ้าที่ฝ่าลงมาจึงจะเปลี่ยนไปใช้เล่มใหม่ ที่ได้มาจากเมืองนโมนมัสแทนขวานฟ้าโดยมากจะมีรอยบิ่นทุกอัน ขวานฟ้าที่สมบูรณ์นั้นไม่เคยมีในตำนานและขวานฟ้าที่มีภาลานุภาพมากจะต้องมีบ่า ขวานฟ้าเล่มนี้ได้ผ่านการใช้ในพิธีกรรม ผ่าตัดเหล็กไหลมาแล้ว จึงทำให้สีซีดลงจนเป็นสีเทา เนื่องจากเดิมขวานจะมีสีดำเนื่องจากได้ใช้ภาลานุภาพกำลังสูงสุดไปแล้วจึงทำให้เป็นสีเทา

จึงได้ปลดระวางไม่ได้ใช้ในการประกอบพิธีกรรมอีก ผู้ที่ครอบครองขวานฟ้าจะเป็นผู้ที่เจริญด้วยตบะอำนาจสามารถใช้แช่น้ำทางน้ำมนต์ รักษาโรคได้หลายอย่างและทางภูตผีปีศาจจะเกรงกลัวยิ่งนักในฤทธิ์ของขวานฟ้า เป็นทนสิทธิ์ของค้ำคูณที่นับวันกำลังจะสาบสูญหายผู้รู้และเปิดเผยน้อยเต็มที ขวานฟ้าทนสิทธิ์ที่หายาก กันและแก้คุณไสย ตัดเหล็กไหล กันฟ้าผ่า ทำน้ำมนต์ ล้างอาถรรพ์ สารพัดใช้ ขวานฟ้าเป็นเครื่องรางของขลังที่ถือว่าหายากอย่างหนึ่งในบรรดาเครื่องรางของขลังทั้งหลาย แต่อย่างไรก็ยังสามารถพอหาได้ แต่ต้องเป็นนักแสวงหาของทนสิทธิ์หรือกายสิทธิ์ประเภทนี้ตัวจริง

ปกติขวานฟ้ามีสองลักษณะคือ เป็นหินหรือเป็นเหล็ก มีความศักดิ์สิทธิ์และสวยงาม ขวานฟ้าจัดอยู่ในหมวดธาตุกายสิทธิ์เป็นหินมีรูปร่างคล้ายขวาน นักมวยคาดเชือกในสมัยโบราณถือเป็นเครื่องคาดเครื่องราง ที่จะใส่ไว้ในซองมือระหว่างพันหมัดด้วยด้ายดิบก่อนการตีมวย คนโบราณเชื่อกันว่า ขวานฟ้ามีฤทธานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์จะพบได้บริเวณที่มีฟ้าผ่าลงดินและคนมีบุญบารมีเท่านั้นที่จะขุดพบ นอกจากนี้ท่านยังใช้เป็นเครื่องมือรักษาโรค กดที่บวมและบดเป็นยา

เชื่อกันว่าหากเอาขวานฟ้าไว้ในยุ้งข้าวข้าวจะไม่พร่อง วางขวานฟ้าไว้ที่ลานตากข้าวเปลือกไก่ป่าจะไม่เข้ามาจิกกิน บางจังหวัดในภาคกลางใช้ไล่ผี โดยให้เอาขวานฟ้าซุกไว้ใต้ที่นอนคนที่มีผีเข้า นอกจากนี้ในบ่อนไก่บางแห่ง ยังใช้ขวานฟ้าบด เพื่อใช้รักษาตาไก่ที่แตกเป็นแผล ขวานฟ้า(ขวานหิน)พบเห็นอยู่ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย มีหลายขนาดแยกออกได้เป็น ๒ แบบ คือ ขวานหินขัด และ ขวานหินกะเทาะ

ตำนาน ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า คนทางประเทศตะวันออกเช่น ประเทศอินเดีย จีน ประเทศในแหลมอินโดจีน รวมทั้งคนไทยมีความเชื่อกันว่า เมื่อใดที่ฝนตกฟ้าคะนองฟ้าแลบเป็นประกายเจิดจ้า ตามด้วยเสียงฟ้าร้องสะเทือนไปทั้งแผ่นดินและบางครั้งฟ้าก็ผ่าลงมาดังสนั่นหวั่นไหว ถูกอะไรก็พังพินาศไหม้เป็นจุล ไม่ว่าคนหรือสัตว์โดนฟ้าผ่าก็ตายทันที ปรากฏการที่กล่าวมานี้ คนชาวอาเซียเชื่อกันว่า เกิดจากอำนาจแก้ววิเศษของนางฟ้าเมขลาและขวานวิเศษของอสูรเทพรามสูร

ขวานฟ้ามีอยู่ด้วยกัน ๒ประเภท คือ เป็นหินและเป็นโลหะ โดยที่จริงแล้วขวานฟ้านั้นก็เกิดจากที่มนุษยุคก่อนได้สร้างขวานไว้สำหรับใช้สอย เช่นขวานหินนี้เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็จะนำเอาไปใช้ประโยชน์เป็นสมัยของมนุษยุคถ้ำ ขวานหินนี้จึงมักจะพบเจอตามถ้ำต่างๆ และบริเวรนั้นก็มักจะมีฟ้าผ่าลงมาบ่อยๆ เนื่องจากอาถรรพ์และแร่ธาตุบางประการจึงเกิดเป็นขวานฟ้าผ่าขึ้นมา ส่วนขวานที่เป็นโลหะนั้นจะมีส่วนผสมของสำริดทองแดงหรือทองเหลือง จะมีความเงาแวววาวอยู่ตลอด

คนรุ่นหลังโบราณนั้นก็ได้เอาไปฝังไปเก็บไว้ตามต้นไม้ใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปก็จะมีฟ้าผ่าลงมาที่ต้นไม้ หลังจากนั้นก็จะมีคนไปพบไปดูบริเวรฟ้าผ่าจึงเรียกว่า ขวานฟ้า สำหรับสรรพคุณของขวานฟ้านั้นมากหลายเหลือคณา โบราณจารย์ท่านว่า ถ้ามีผีเข้าคน โดนคุณไสย โดนของด้วยความอาถรรพ์ และพลังของขวานฟ้าหรือขวานโบราณที่โดนฟ้าผ่าลงมา ก็จะมีฤทธิ์เดชขับไล่สิ่งไม่ดีต่างๆให้ออกไป และขวานฟ้านี้เคยมีผู้รู้ให้ความรู้มาว่าเคยเห็นอาจารย์ฆาวาสท่านนึงใช้ขวานฟ้าในการรักษาคนโดนของต่างๆ และท่านได้แสดงฤทธิ์ให้ดูโดยการเอาขวานฟ้านั้นบริกรรมคาถาแล้วยกขึ้นฟ้า ตัดรุ้งที่กำลังกินน้ำขาดเป็น ๒ ท่อน นับว่าเป็นของมงคลที่มีฤทธิ์เดชอำนาจมากมาย

พระคาถาป้องกันภยันตราย ของแม่ชีบุญเรือน วัดอาวุธ

นะโมนะมัส กำจัดออกไป อย่าเข้ามาใกล้ เสมามงคล ออกไปให้พ้น วินัสสันตุ

ธัมโมธัมมัส กำจัดออกไป อย่าเข้ามาใกล้ เสมามงคล ออกไปให้พ้น วินัสสันตุ

สังโฆสังฆัส กำจัดออกไป อย่าเข้ามาใกล้ เสมามงคล ออกไปให้พ้น วินัสสันตุ

“ขวานฟ้า” นั้นเป็นชื่อของแร่ชนิดหนึ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์อยู่ในตัว หากเหล็กไหลจะเป็นของกันมีด กันปืน กันภัยได้จริง ขวานฟ้าก็เห็นจะเป็นเช่นเดียวกัน เหล็กไหลพบในถ้ำลึก แต่ขวานฟ้าจะพบบนภูเขาสูงหรือไม่ก็แผ่นดินที่สูงๆ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น เผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น