ตำนาน วีรบุรุษไทยผู้กล้าหาญที่ บุเรงนอง ยอมยกย่อง

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนาน วีรบุรุษไทยผู้กล้าหาญที่ บุเรงนอง ยอมยกย่อง  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ในสมัยก่อนกรุงศรีอยุธยาจะเสียกรุงครั้งที่ ๑ ครั้งพระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าเสด็จยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้เกณฑ์ไพร่พลมาทั้งสิ้น ๕๐๐,๐๐๐ คน และต่อมาก็ได้เกณฑ์ไพร่พลมาสมทบอีก ๕๐๐,๐๐๐ คน แต่ยังมิอาจหักตีกรุงศรีอยุธยาได้และได้สั่งจัดเตรียมไพร่พลที่กรุงหงสาวดีอีก ๕๐๐,๐๐๐ คน แต่ยังไม่ได้เดินทางออกจากกรุงหงสาวดี ในครั้งนั้นพระเจ้าบุเรงนองได้ออกอุบาย โดยส่งพระยาจักรีผู้ซึ่งเคยเป็นแม่ทัพคนนึงของกรุงศรีอยุธยามาเป็นไส้ศึกซึ่งต่อมาพระยาจักรีได้หาวิธีให้ร้ายพระศรีเสาวราชน้องยาเธอของสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้ากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งได้ช่วยอำนวยการรบกับพม่าได้อย่างเข้มแข็งว่าทรงเป็นขบถ จนในที่สุดพระองค์ได้ทรงต้องโทษ

พระมหาเทพ(ท่านชื่อเทพ อยู่วัดเป็นมหาและมียศเป็นคุณพระ) แม่ทัพ ๑ ใน ๓ กองทัพของกรุงศรีอยุธยาและครูฝึกกองทหารทะลวงฟัน ซึ่งถือเป็นข้าเบื้องบาทของพระศรีเสาวราช แม้รู้ในอุบายของพระเจ้าบุเรงนองก็มิอาจทำอะไรได้ จึงเกิดความท้อใจและไม่ต้องการเป็นข้าพระยาจักรีจึงขอลาออกจากราชการ ต่อมาพระยาจักรีจึงได้ทำการต่างๆและเมื่อเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาอ่อนแอมากแล้วจึงเปิดประตูเมืองให้กองทัพพม่าเข้าเมืองแต่เลือกเปิดประตูเมืองทางด้านของกองทัพพระมหาธรรมราชให้เข้าเมืองเพราะเห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกันคงไม่ทำความเสียหายให้้กรุงศรีอยุธยามากนักและคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองเป็นสำคัญ

เมื่อกองทัพของพระมหาธรรมราชาเข้าเมืองได้เหล่าทหารที่ประจำเชิงเทินในด้านต่างๆจึงเคลื่อนตรงมารับศึกทางด้านของทิศที่พระมหาธรรมราชาเข้าเมือง ต่อจากนั้นกองทัพหงสาวดีทุกกองก็ได้ยกเข้าตีกรุงศรีอยุธยาในทุกทางทำให้เกิดโกลาหลอลม่านขึ้นภายในพระนคร ครั้นพระมหาเทพทราบข่าวก็เข้าใจว่าพระยาจักรีเปิดประตูเมืองทางด้านของกองทัพพระเจ้าบุเรงนอง เนื่องจากเป็นทัพที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดพระมหาเทพจึงขึ้นช้างใช้ง้าวรบกับพม่าเรื่อยมาเพื่อไปขวางทัพของพระเจ้าบุเรงนองด้วยทหารเพียงไม่กี่คนที่มาบอกข่าว เมื่อช้างติดล่มก็ฉวยม้าจากข้าศึกจับทวนขึ้นต่อสู้กับพม่าเรื่อยมา สุดท้ายมาหยุดอยู่ที่หน้ากำแพงเมืองทางด้าน

กองทัพของพระเจ้าบุเรงนองพระมหาเทพยืนอยู่ตัวคนเดียวในระหว่างซุ้มประตูกำแพงเมืองถือดาบสองมือยืนสู้ยันกองทัพพม่าของพระเจ้าบุเรงนอง ซึ่งมีจำนวนกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน ไม่ให้เข้ากรุงศรีอยุธยาได้ เนื่องจากบริเวณซุ้มประตูกำแพงเมืองเป็นที่แคบ ทหารพม่าเข้ามาได้เพียงครั้งละไม่เกิน๑๐คนเท่านั้นและสามารถป้องกันการล้อมจับและการโจมตีจากทางด้านหลังได้อีกด้วยและขณะนั้นทหารที่รักษาเชิงเทินด้านนั้นแทบจะไม่มเหลืออยู่เลย เนื่องจากไปช่วยทำศึกกับข้าศึกที่ยกเข้าไปในพระนครทำให้ทหารพม่าของพระเจ้าบุเรงนองไม่คิดจะปีนกำแพงเมืองขึ้นไปเพื่อเข้าพระนครเพราะต้องการเลี่ยงขุนศึกแห่งกรุงศรีอยุธยาเพียงคนเดียวและไม่คิดใช้อาวุธให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติยศของผู้ชนะสิบทิศ

การรบผ่านไปนานมากมีแต่ศพของทหารพม่านอนสิ้นชีพกองสุมกันอยู่บริเวณหน้าซุ้มประตู จนต้องเก็บออกไป หลังจากนั้นไม่มีทหารพม่าคนใดในกองทัพของพระเจ้าบุเรงนองอีกแล้วที่กล้าเข้าไปประดาบกับพระมหาเทพ สิ่งที่ทหารพม่ากลัวคงมาจากภาพการเสียชีวิตที่น่ากลัวภายใต้คมดาบของพระมหาเทพ คงมาจากที่ไม่มีใครสามารถประดาบกับพระมหาเทพได้ถึง ๓ ดาบแล้วยังสามารถมีชีวิตอยู่ได้และคงมาจากสายตา น้ำเสียงและลักษณะท่าทางของพระมหาเทพที่ดุดันและทรงอำนาจจนสามารถสั่นคลอนจิตใจของทหารพม่าผู้เจนศึกและผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชนได้ทั้งกองทัพ

พระเจ้าบุเรงนองทรงกริ้วที่กองทหารพม่าของพระองค์ยังไม่สามารถเข้ากรุงศรีอยุธยาได้ ในขณะที่กองทัพอื่นเข้าไปได้หมดแล้วทหารจึงรายงานว่ามีทหารกรุงศรีอยุธยาเข้ามาขัดขวางกองทัพไว้และเมื่อพระองค์ทรงทราบว่าทหารกรุงศรีอยุธยาที่เข้าขวางกองทัพของพระองค์ทั้งกองทัพนั้นมาจากทหารเพียงคนเดียว พระองค์จึงมีความสนพระทัยในตัวนายทหารผู้นั้นจึงเสด็จขึ้นมาดูตัวพระมหาเทพและเสด็จมาทันก่อนที่นายกองพม่าจะสั่งทหารลั่นไกธนูและพุ่งหอกเข้าใส่พระมหาเทพ

เมื่อเสด็จทอดพระเนตรพระมหาเทพแล้วจึงพูดกับทหารพม่าว่านายทหารผู้นี้ได้สิ้นชีวิตลงไปแล้ว แล้วพระองค์จึงสั่งให้ทหารเข้าไปเก็บร่างไร้วิญญาณของพระมหาเทพและเตรียมเคลื่อนทัพเข้ากรุงศรีอยุธยาแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไป แม้จะต้องถูกลงอาญาแต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปในรัศมีดาบของพระมหาเทพอีก จนสุดท้ายพระเจ้าบุเรงนองจึงสั่งให้ทหารพม่าหน่วยหนึ่งถือค้อนปีนขึ้นกำแพงเมืองและทุบซุ้มประตูให้พังลงมาทัพร่างของพระมหาเทพแล้วจึงสั่งให้เคลื่อนทัพเข้ากรุงศรีอยุธยา

ต่อมาพระเจ้าบุเรงนองได้ให้ทหารสืบหาประวัติเกี่ยวกับพระมหาเทพและได้ให้ทหารขุดศ พของพระมหาเทพขึ้นมาทำพิธีอย่างสมเกียรติเยี่ยงนักรบที่เก่งกาจและยิ่งใหญ่ที่สุดและได้ปรารพกับเหล่าทหารพม่าว่า ”ตนเองแม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ชนะสิบทิศแต่ทิศที่สิบไม่ได้ของพระองค์แต่เป็นทิศของพระมหาเทพ หากตนเองต้องต่อสู้กับพระมหาเทพก็คงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอนเพราะไม่ว่าตนเองจะเก่งกาจยังไงก็ไม่มีวันเอาชนะกองทหารพม่าทั้งกองทัพได้อย่างพระมหาเทพแน่นอนและถ้าหากกรุงศรีอยุธยามีพระมหาเทพซักสิบคน หงสาวดีคงไม่มีวันที่จะเอาชนะกรุงศรีอยุธยาได้แน่”

น่าเสียดายที่เรื่องราวของพระมหาเทพในพงศาวดารไทยมีบันทึกอยู่เพียงนิดเดียวและมิได้ยิ่งใหญ่อย่างที่ข้าพเจ้าได้ยินได้รับฟังมาและหากเรื่องราวของพระมหาเทพนักดาบแห่งตำนานของกรุงศรีอยุธยาคนนึงเป็นจริง วีรกรรมในครั้งนั้นของพระมหาเทพก็สมควรได้รับสมญานามว่า“ วีระมหาเทพ ”อันหมายถึง พระมหาเทพผู้กล้าหาญและการศึกคราวเสียกรุงครั้งที่ ๑ ก็ได้ให้แง่คิดกับคนไทยหลายประการ แต่ดูเหมือนว่าเราจะลืมเรื่องนี้กันไปหมดแล้วหากคนไทยหันคมดาบเข้าหากันต่อให้มีพระมหาเทพซัก ๑๐ คนก็มิอาจช่วยประเทศชาติให้พ้นจากความวิบัติได้

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

Leave a Reply