ตำนาน “สามทหารเสือ” คู่พระทัย “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนาน “สามทหารเสือ” คู่พระทัย “สมเด็จพระนเรศวรมหาราช” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ตามหลักฐานที่บันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารของไทยได้มีการกล่าวถึง นายทหารคู่พระทัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ด้วยกันทั้งหมดสามนาย ทีซึ่งเป็นผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นได้แก่ พระชัยบุรี พระศรีถมอรัตน์ และพระราชมนู ต่อไปนี้คือเรื่องราวของทหารเสือทั้งสามของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ช่วยรบเคียงบ่าเคียงไหล่มหาราชผู้กอบกู้เอกราชจากพม่าคืนสู่แผ่นดินไทย

ทหารเสือท่านแรกคือ พระราชมนู นั้นได้ถูกกล่าวถึงในพงศาวดารหลายครั้งโดยมีบทบาทเด่นครั้งแรกเมื่อครั้งสงครามกับกองทัพหน้าของพระเจ้าเชียงใหม่ในปีพ.ศ. ๒๑๒๗ โดยในสงครามครั้งนี้พระราชมนูพร้อมกับขุนรามเดชะได้คุมทหารม้า ๒๐๐ นายทหารราบ๓,๐๐๐นาย ไปสกัดกองทัพหน้าของเชียงใหม่ซึ่งมีรี้พลถึง๑๕,๐๐๐นาย นำโดยไชยยะกะยอสูและนันทกะยอทางที่ยกเข้ามาตั้งมั่นที่ปากน้ำบางพุทราแขวงเมืองพรม ในการรบครั้งนี้เนื่องจากพระราชมนูเห็นว่าฝ่ายตนมีกำลังน้อยกว่าข้าศึกหลายเท่าจึงใช้ยุทธวิธีลอบโจมตีสังหารทหารข้าศึกที่ออกมาลาดหาเสบียงล้มตายเป็นจำนวนมากจนทำให้ทัพหน้าของเชียงใหม่จำต้องล่าถอยไป

ครั้นในปีรุ่งขึ้นเมื่อพระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพหลวงลงมาทำศึกกับอโยธยาตามพระบัญชาของพระเจ้านันทบุเรง สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงวางกลศึกซุ่มทำลายทัพเชียงใหม่ที่ทุ่งบางแก้วโดยทรงให้พระราชมนูนำไพร่พล ๑๐,๐๐๐ นายเป็นกองล่อเข้าโมตีทัพเชียงใหม่เพื่อให้อีกฝ่ายไล่ตาม ในศึกครั้งนี้พระราชมนูได้ปะทะกับกองหน้าของฝ่ายเชียงใหม่ที่มีกำลังพล ๑๕,๐๐๐ นาย นำโดยพระยาเชียงแสนเนื่องจากเห็นว่ากำลังของฝ่ายตนกับข้าศึกสูสีกันพระราชมนูจึงเข้ารบพุ่งโดยไม่ยอมล่าถอยทำให้สมเด็จพระนเรศวรทรงกริ้วและทรงให้จหมื่นทิพรักษาถือพระราชโองการไปว่าหากพระราชมนูไม่ยอมถอยก็จะให้ประหารเสีย พระราชมนูเมื่อทราบดังนั้นจึงเร่งถอยทัพตามกลศึกและสามารถล่อให้ทัพใหญ่ของฝ่ายเชียงใหม่ล่วงเข้ามาถึงชัยภูมิที่ทัพหลวงของฝ่ายอโยธยาซุ่มอยู่จนทำให้ทัพอโยธยาตีข้าศึกแตกพ่ายไปได้

ผลงานที่สำคัญที่สุดของพระราชมนูคือ เมื่อครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปตีกรุงละแวกซึ่งในสงครามครั้งนี้พระราชมนูได้รับหน้าที่เป็นแม่ทัพหน้าและได้สร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่โดยสามารถตีเมืองของฝ่ายละแวกได้ถึงสามเมืองนั่นคือเมืองโพธิสัตว์เมืองพระตะบอง และเมืองบริบูรณ์ นอกจากนี้ยังเป็นกองหน้าทำไพร่พลเข้าหักเอากรุงละแวกราชธานีของฝ่ายเขมรได้ด้วย และด้วยผลงานที่สำคัญนี้เองสมเด็จพระนเรศวรจึงทรงโปรดฯ ให้พระราชมนูขึ้นดำรงตำแหน่งเจ้าพระยามหาเสนาบดีว่าการสมุหพระกลาโหม

ทหารเสือท่านต่อมาที่จะกล่าวถึงคือ พระชัยบุรี โดยชื่อของพระชัยบุรีปรากฏขึ้นครั้งแรกในศึกเขมรเมื่อปีพ.ศ.๒๑๒๕ พระเจ้ากรุงละแวกแห่งเขมรได้ส่งพระทศราชาคุมทหาร๕,๐๐๐นาย ยกมาตีเมืองนครราชสีมา พระนเรศวรซึ่งในยามนั้นทรงดำรงตำแหน่งมหาอุปราชได้เสด็จนำไพร่พล๓,๐๐๐นาย ไปรับศึกและให้พระชัยบุรีกับพระศรีถมอรัตน์ทหารเสืออีกท่านหนึ่งคุมพลม้า๕๐๐ เป็นกองหน้าทั้งสองได้นำไพร่พลเข้าตีกองหน้าของฝ่ายเขมรจนแตกพ่ายไปถึงกองหลวงทำให้ข้าศึกเสียกระบวนทัพและถูกทัพของพระนเรศวรโจมตีจนแตกพ่ายยับเยิน หลังจากสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสรภาพแล้วพระชัยบุรีกับพระศรีถมอรัตน์ก็ได้สร้างผลงานอีกครั้งโดยการนำกองทหารเข้าโจมตีทัพของนันทสูกับราชสงครามจำนวน๑๐,๐๐๐นาย ที่ยกมาตั้งค่ายอยู่ที่กำแพงเพชรจนแตกพ่ายยับเยินไป

นอกจากการรบทั้งสองครั้งที่กล่าวถึงไปแล้วพระชัยบุรียังได้ตามเสด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทำสงครามกับหงสาวดีอีกหลายครั้งจนได้เลื่อนยศเป็นพระยาชัยบูรณ์และภายหลังได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาสุรสีห์ครองเมืองพระพิษณุโลกอันเป็นหัวเมืองเอกของฝ่ายเหนือ ซึ่งภายหลังจากได้เลื่อนยศแล้วเจ้าพระยาสุรสีห์อดีตพระชัยบุรีก็ยังมีบทบาทในการนำกองทหารจำนวนหนึ่งร่วมกับพระยารามเดโชรับพระบัญชาสมเด็จพระนเรศวรเดินทางไปห้ามปรามทัพล้านช้างมิให้ยกเข้าตีล้านนา ซึ่งในเวลานั้นเป็นประเทศราชของอโยธยา โดยทางฝ่ายล้านช้างก็เกรงขามในพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวรจนยอมถอยทัพกลับแต่โดยดี

ส่วนทหารเสือท่านสุดท้ายที่จะกล่าวถึงนี้แม้จะมีฝีมือในการบไม่ย่อหย่อนกว่าทั้งสองท่านที่กล่าวไปแล้วทว่าบั้นปลายสุดท้ายกลับแตกต่างไปมากนั่นคือ พระศรีถมอรัตน์ ซึ่งเคยสร้างผลงานในการศึกคู่กับพระชัยบุรีเมื่อครั้งทำศึกกับทัพเขมรในปี พ.ศ.๒๑๒๕ และเมื่อครั้งที่ทำศึกกับทัพหงสาวดีที่ควบคุมโดยนันทสูและราชสงครามหลังการประการอิสรภาพของสมเด็จพระนเรศวรแล้ว ครั้นเมื่อเกิดศึกนันทบุเรงพระศรีถมอรัตน์ซึ่งในเวลานั้นได้ยศเป็นพระยาศรีไสยณรงค์ได้คุมพล๕,๐๐๐นาย ทำศึกกับทัพเขมรที่ฉวยโอกาสเข้ามาตีชายแดนขณะที่ฝ่ายอโยธยายังติดศึกกับหงสาวดีอยู่ โดยแม้ว่าในศึกนี้ฝ่ายเขมรจะมีรี้พลถึง ๑๐,๐๐๐นาย แต่ก็ต้องพ่ายแพ้แก่ทัพของพระยาศรีไสยณรงค์ที่มีกำลังพลน้อยกว่า

จุดพลิกผันในชีวิตของพระยาศรีไสยณรงค์เริ่มขึ้นจากการที่ท่านนำทัพหน้าเข้าต่อสู้กับทัพหงสาวดีโดยพลการในศึกยุทธหัตถีจนเกือบทำให้ฝ่ายอโยธยาต้องเพลี่ยงพล้ำ จากนั้นพระยาศรีไสยณรงค์พร้อมกับนายทัพอีกจำนวนหนึ่งได้ถูกส่งไปทำศึกชิงเมืองทวายและตะนาวศรีมาจากหงสาวดีเพื่อไถ่โทษ ซึ่งแม้ว่าจะสามารถทำได้สำเร็จแต่พระยาศรีก็มิได้รับพระบรมราชโองการให้กลับอโยธยาอีกหากแต่ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรีนั่นเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พระยาศรีน้อยใจและขมขื่นเป็นอันมากเนื่องจากรู้สึกว่าตนเองถูกลดความสำคัญลงจากที่เคยรับใช้ใกล้ชิดในพระนครกลับต้องมาเป็นเจ้าเมืองชายแดนไม่ผิดกับถูกเนรเทศและก็ด้วยความน้อยใจนี้เองที่ทำให้พระยาศรีไสยณรงค์ตัดสินใจแข็งเมืองต่ออโยธยา ในตอนแรกพระนเรศวรไม่ทรงเชื่อว่าพระยาศรีไสยณรงค์ผู้เป็นข้าหลวงเดิมจะกล้าแข็งเมืองจึงทรงให้ข้าหลวงไปเรียกตัวเข้ามาสอบถาม ทว่าพระยาศรีไสยณรงค์ปฏิเสธทำให้พระนเรศวรทรงให้พระเอกาทศรถยกทัพไปปราบซึ่งหลังจากทัพกรุงเข้าตีไม่นานเมืองตะนาวศรีก็ยอมจำนนพระยาศรีไสยณรงค์ถูกกุมตัวไว้ จากนั้นพระเอกาทศรถก็ทรงให้ข้าหลวงเข้ามากราบทูลถามพระนเรศวรว่าจะทรงโปรดฯให้ทำอย่างใดกับพระยาศรีไสยณรงค์ ทว่าพระนเรศวรทรงกริ้วที่พระยาศรีไสยณรงค์คิดทรยศจึงทรงโปรดฯ ให้ประหารชีวิตเสียที่เมืองตะนาวศรีและนี่คือจุดจบของพระศรีถมอรัตน์หนึ่งในทหารเสือแห่งพระองค์ดำ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

ใส่ความเห็น