ตำนาน “เสือหวัด” เจ้าของชุมโจรแห่ง อำเภอศรีประจันต์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนาน “เสือหวัด” เจ้าของชุมโจรแห่ง อำเภอศรีประจันต์ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

เสือหวัดเป็นจอมโจรชื่อดังในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองร่วมสมัยกับเสือดำ,เสือมเหศวร,เสือใบ,เสือฝ้าย เป็นต้น โดยเสือหวัดจะออกปล้นในแถบภาคกลางจังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดนครปฐมและจังหวัดกาญจนบุรี เรื่องราวของเสือหวัดโด่งดังเป็นที่รู้จักกันในกรมตำรวจภูธรภาค๗ยุคสมัยก่อน ปรากฏเป็นเสือร้ายที่มีประวัติร้ายกาจและค่าตัวที่สูงมากๆ ชีวประวัติเสือหวัดนั้นไม่ชัดเจนนักเนื่องจากบุคคลในยุคสมัยก่อนนั้นยังไม่นิยมบันทึกเรื่องราวชีวประวัติกันเท่าไรนัก โดยเรื่องราวของเสือหวัดก็ไม่แตกต่างจากเรื่องราวของเสือร้ายอื่นๆเท่าใดนักคือ ชีวิตได้รับความไม่เป็นธรรมจากผู้มีอำนาจอิทธิพลในพื้นที่จนต้องผันตัวกลับกลายเป็นเสือร้าย

ชีวิตในเบื้องต้นของเสือหวัดก็ไม่แตกต่างจากคนบ้านนอกอื่นในรุ่นราวคราวเดียวสักเท่าไรนักคือ ช่วยบิดามารดาทำไร่ทำนา กระทั่งในคืนหนึ่งมีโจรลักควายผู้ใหญ่บ้านจำนวนหนึ่งแล้วหนีมาทางบ้านนายสวัสดิ์ซึ่งอยู่ท้ายทุ่งของหมู่บ้านแล้วผู้ใหญ่บ้านนั้นก็ใช้อำนาจของตนที่มีอยู่ใส่ความว่านายสวัสดิ์และพรรคพวกจำนวนหนึ่งเป็นโจรลักควาย จะต้องจ่ายเงินค่าเสียหายจำนวนมากมายที่นายสวัสดิ์และพรรคพวกไม่สามารถจ่ายได้ให้แก่ตน ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานใดๆเอาผิดนายสวัสดิ์ได้ แต่ว่าใช้อำนาจอิทธิพลของตนและความมีพรรคพวกที่มากกว่ากล่าวเท็จใส่ร้ายนายสวัสดิ์ และพรรคพวกด้วยว่าไม่ชอบคอกันมาแต่ครั้งก่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเพราะด้วยเรื่องผู้หญิง จึงนำตำรวจมาจับกุมนายสวัสดิ์ ซึ่งเมื่อสบโอกาสนายสวัสดิ์เองก็มิได้คิดหนีไปแต่อย่างใด ด้วยว่าเกรงบิดามารดาและพี่น้องจะได้รับเคราะห์ไปกับตนด้วย เมื่อตำรวจมาถึงจึงถูกตำรวจจับกุมไปดำเนินคดี

นายสวัสดิ์และพรรคพวกถูกดำเนินคดีและฝากขัง ณ เรือนจำแห่งหนึ่งทางกรุงเทพไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นเรือนจำใด เป็นระยะเวลานานพอสมควร กระทั่งวันหนึ่งมีผู้คุมขังที่ไม่ซื่อสัตย์ในหน้าที่ได้ออกอุบายว่าจะปล่อยให้นายสวัสดิ์และพรรคพวกอีกประมาณสามสี่คนออกไปจากคุกและกลับไปบ้านโดยอิสระหลุดพ้นจากคดี แต่ว่าจะต้องไปปล้นเงินจำนวนหนึ่งมาให้เท่าที่ผู้คุมคนนั้นต้องการ นายสวัสดิ์และพรรคพวกขั้นแรกยังไม่ยินยอมทำตามข้อเสนอแนะของผู้คุม ระหว่างอยู่ที่เรือนจำก็จำต้องถูกผู้คุมนั้นกลั่นแกล้งและหลอกลวงด้วยอุบายต่างๆนานา จนในที่สุดนายสวัสดิ์จึงต้องจำยอมรับข้อเสนอของผู้คุม

หลังจากออกจากเรือนจำได้แล้วนายสวัสดิ์และพรรคพวกก็ได้เริ่มออกปล้นบริเวณในกรุงเทพมหานคร โดยในระยะแรกนี้ยังไม่มีการทำร้ายเจ้าทรัพย์เป็นเพียงการปล้นเพื่อหวังในทรัพย์เพียงเท่านั้น เมื่อได้เงินจำนวนที่ต้องการแล้วก็รวบรวมไปให้ผู้คุมเรือนจำ แต่นั้นมาจุดเริ่มต้นของการเป็นเสือออกปล้นของนายสวัสดิ์ก็เริ่มขึ้น จนกระทั่งเหตุการณ์ปล้นเหตุการณ์หนึ่งผู้คุมได้สั่งให้ไปปล้นบ้านเศรษฐี เมื่อไปปล้นบ้านเศรษฐีผู้นั้นก้าวแรกที่ขึ้นไปถึงประตูบ้านนายสวัสดิ์ถูกระดมยิ งเข้าเต็มหน้าอกตกลงจากบ้าน แต่ด้วยเป็นคนมีวิชาอาคมกระสุนปืนอาวุธต่างๆจึงไม่สามารถทำอะไรนายสวัสดิ์ได้ แต่พรรคพวกของนายสวัสดิ์ถูกยิ งเสี ยชีวิ ตกันหลายรายหลังจากหนีรอดมาได้ ทราบภายหลังว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการวางแผนของผู้คุมจากเรือนจำนั้นต้องการจะปิดปากนายสวัสดิ์และพรรคพวก

นายสวัสดิ์และพรรคพวกที่รอดถูกไล่ล่าอย่างหนักจึงแยกกันหลบหนีคนละทิศละทางพร้อมทั้งข้อหาอุกฉกาจที่ตามหลังตนที่ถูกยัดเยียดจากผู้มีอิทธิพลเหล่านั้น นายสวัสดิ์หนีกลับบ้านไม่ได้จึงต้องซ่อนตัวอยู่ตามต่างจังหวัดบริเวณพื้นที่เขตติดต่อสุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ด้วยต้องหลบหนีอย่างหัวซุกหัวซุนกลับบ้านไปใช้ชีวิตตามเดิมไม่ได้ สิ่งแวดล้อมหลายๆสิ่งหลายๆอย่างบีบบังคับ เหตุนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวเข้ามาเป็นเสือร้ายอย่างเต็มตัวที่ออกปล้นอย่างร้ายกาจของจอมโจรเมืองสุพรรณที่มีค่าหัวสูงนามว่า”เสือหวัด”

หลังจากที่ได้ก้าวเข้าไปเป็นเสือร้ายอย่างเต็มตัวแล้วเสือหวัดก็ได้ออกปล้นในหลายๆพื้นที่โดยจะเลือกถือปล้นตามฤกษ์ยามและปล้นเฉพาะบ้านที่มีฐานะร่ำรวย ด้วยเป็นผู้ที่มีจิตใจกว้างขวางมีบารมีจึงทำให้เสือหวัดมีสมุนมาก แต่ด้วยการปล้นแต่ละครั้งเสือหวัดจะไม่ปล้นเจ้าทรัพย์จนหมดตัวเหมือนชุมเสืออื่นๆโดยจะปล้นแบ่งเอาเพียงบางส่วน เหตุนี้จึงทำให้ต่อมาพรรคพวกเสือหวัดจึงหมุนเวียนเปลี่ยนออกจากกลุ่มเสือหวัดไปอยู่ยังกลุ่มหรือชุมเสืออื่นๆ เมื่อออกปล้นได้เงินทองแล้วเสือหวัดก็ยังคงมีใจกตัญญูนึกถึงคุณบิดามารดาและผู้อื่น ได้เอาทรัพย์จำนวนหนึ่งนั้นไปให้วัดและชาวบ้านที่ยากจนและบิดามารดาซึ่งชรา โดยการแอบเอาไปซุกซ่อนไว้ในบ้านด้วยทราบว่าบิดามารดาย่อมไม่ยอมรับเงินทองเหล่านี้โดยตรงจากตนแน่นอน แต่เมื่อบิดามารดามาพบเงินทองเหล่านี้เข้าเมื่อทราบว่าเป็นเงินร้อนของลูกชาย ก็หาได้ยินดีรับเงินทองเหล่านี้ด้วยไม่ มีแต่ขอร้องให้ลูกชายเลิกดำเนินชีวิตเช่นนี้

เสือหวัดยังคงแอบไปมาบ้านตนที่ศรีประจันต์อยู่เสมอๆผู้เฒ่าผู้แก่กล่าวว่า ยุคนั้นข้ามทุ่งเลยท้ายทุ่งบ้านเสือหวัดไป อันเป็นทุ่งที่ชาวบ้านเรียกว่าทุ่งละหาร ลักษณะภูมิประเทศในยุคสมัยนั้นที่เป็นทุ่งนาต้นไม้รกชัฏมากมาย มีบ้านผู้ใหญ่ท่านหนึ่งชอบเลี้ยงบรรดาเสือร้ายเป็นที่กบดานมั่วสุมเสือร้ายมากมาย เสือร้ายที่มีโอกาสก็มักไปมาหาสู่คือ เสือหวัด, เสือใบ,เสือฝ้าย เสือพุฒ ปืนทองเป็นต้น และที่บ้านผู้ใหญ่ท่านนี้เองก็ได้เกิดเหตุปะทะกันระหว่างตำรวจกับเสือร้ายครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง เล่ากันว่ายิ งกันชนิดลั่นทุ่งเลยทีเดียว มีทั้งตำรวจและเสือร้ายตายกันไปตามๆกัน

เสือหวัดเองเคยลูบคมเจ้าหน้าที่บ้านเมืองบุกปล้นบ้านนายอำเภอท่านหนึ่งพร้อมทั้งชิงปืนทองของนายอำเภอท่านนั้นที่ว่ากันว่าทันสมัยและสวยงามมากในยุคนั้นมาด้วย แล้วต่อมาเอาไปฝากน้องชายที่บ้านที่ศรีประจันต์ แต่น้องชายไม่รับไว้แต่พี่เขยเสือหวัดสนใจเสือหวัดจึงมอบให้พี่เขยคนนี้ไป

จุดจบของเสือหวัดกล่าวกันว่าครั้งสุดท้ายที่เสือหวัดเดินทางมาเยี่ยมมารดา(ส่วนบิดาเสียชีวิตไปแล้ว)และเยี่ยมพี่น้องที่บ้านเกิด ขากลับยังได้รับชายวัยฉกรรจ์ในหมู่บ้านและใกล้เคียงไปสมทบเป็นลูกน้องเพิ่มเติมอีกสามสี่คน การกลับมาครั้งนี้เป็นการกลับบ้านเกิดครั้งสุดท้ายก่อนเสือหวัดจะสิ้นลาย(ประมาณช่วงยุค พ.ศ. ๒๕๐๐)โดยการปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคำสั่งจับตาย ณ ท้องทุ่งชายเมืองสุพรรณบุรี(บริเวณแถวอำเภอสองพี่น้อง อำเภออู่ทองหรือเข้าเขตจังหวัดกาญจนบุรี ไม่ทราบจุดแน่ชัด)โดยการดวลปืนกันครั้งใหญ่กับตำรวจก่อนจะถูกปิดคดีและเรื่องราวเงียบงันหายไป โดยทั้งที่ญาติพี่น้องและบุคคลอื่นๆไม่มีใครทราบถึงแม้กระทั่งหลุมศพของเสือหวัดเลย

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

Leave a Reply