ตำนาน “เทวดาสามเขา” ฆราวาสจอมขมังเวทย์แห่งสำนักเขาอ้อ

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ตำนาน “เทวดาสามเขา” ฆราวาสจอมขมังเวทย์แห่งสำนักเขาอ้อ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หากกล่าวถึงคุณทวดเคว็ด คงแก้ว หรือที่รู้จักกันในนาม “เคว็ด ชาวป่า”หรือ “เคว็ด ขนทองแดง” ท่านเป็นฆราวาสสายเขาอ้อ โดยท่านลุงของคุณทวดซึ่งเป็นชาวดอนหลาได้พาทวดไปเลี้ยงดูเพราะท่านลุงของทวดไม่มีบุตรสืบตระกูลและอีกอย่างคุณทวดเคว็ดเกิดมามีลักษณะที่ผิดไปจากเด็กทั่วไปคือ มีขนเป็นทองแดงงอกยาวตั้งแต่เด็ก

ทวดเคว็ด คงแก้ว

คุณทวดเกิดในวันเสาร์ แรม ๕ ค่ำ (เสาร์๕) ปี พ.ศ.๒๔๒๔ ทำให้พระแถวบ้าน(พ่อท่านสังข์ วัดร่มเมือง) แนะนำพ่อของท่านว่าให้คนอื่นพาไปเลี้ยงดูหรือรับเป็นบุตรแทนเสีย ท่านลุงของของเลยมารับพาไปอยู่ที่บ้านดอนหลาและด้วยท่านลุงของท่านสนิทกับพระอาจารย์ทองเฒ่าจึงทำให้ทวดได้มีโอกาสได้ร่ำเรียนวิชาและได้บวชอยู่ที่วัดเขาอ้อตั้งแต่เป็นสามเณร แรกอายุได้ ๑๒ ปี จนได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยมีอาจารย์ทองเฒ่าเป็นอุปปัชฌาย์

ท่านได้ลาสิขาเมื่อท่านอายุได้ ๓๐ ปี เนื่องจากมีเหตุที่บ้านทำให้ท่านต้องจำใจสึกจากการเป็นพระคือเมื่อพ่อของท่านคือทวดคงได้เสียชีวิตลงที่บ้านก็มีน้องสาวท่านเป็นผู้ดูแลและสมัยนั้นมีโจรชุมมักขึ้นปล้นและกระทำการอุกอาจ โดยโจรได้ปล้นควายที่เลี้ยงไว้เป็นฝูงจนหมดและทำร้ายน้องสาว ท่านจึงได้ลาสิกขามาดูแลน้องสาวและจัดการเรื่องราวที่บ้าน รวมเวลาที่ท่านบวชวัดเขาอ้อเป็นเวลา ๑๘ ปี ๙ พรรษา

ท่านยังได้เป็นเกลอกับพระอาจารย์เอียดวัดดอนศาลาในสมัยที่เรียนวิชาและอยู่วัดเขาอ้อ โดยคุณทวดเคว็ดมีอายุแก่กว่าพระอาจารย์เอียด ๑ ปี หลังจากที่ทวดเคว็ดสึกออกมาด้วยความโกรธแค้นชุมโจรที่มาทำร้ายน้องสาวและปล้นสะดมควายและทรัพย์สินของชาวบ้านอยู่หลายครั้งจึงได้รวบรวมสมัครพรรคพวกตามไปแก้แค้นกลุ่มโจร จนทวดเคว็ดได้ฆ่าพวกโจรเหล่านั้นจนหมด แต่ด้วยสมัยก่อนโจรพวกนั้นกลางวันก็จะดำรงตนแบบปกติเสมือนชาวบ้านทั่วไป เมื่อทวดได้ทำการดังว่าเท่ากับเป็นการฆ่าคน ซึ่งสมัยนั้นกฎหมายยังไม่มีอำนาจใดๆมาดูแลได้อย่างครอบคลุม

แต่มาภายหลังก็มีตำรวจตามจับตัวหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถจับตัวท่านได้ และท่านจะชอบไปอยู่ตามป่า แถวเขาตรัง เขาคราม เขาเจ็ดยอด จนชาวบ้านในแถบนั้นเรียกว่า “เคว็ด ชาวป่า” ทวดเคว็ดมีวิชาที่โดดเด่นคือวิชา ทางคงกระพัน วิชาทางเสน่ห์ วิชาขับผีถอนผีและวิชารักษาโรค ตลอดชีวิตของท่าน ไม่เคยมีมีดพร้าหรือสิ่งมีคมอันใดมาทำร้ายท่านได้และไม่มีตำรวจคนไหนที่สามารถจับตัวท่านได้ คุณปู่ของข้าพเจ้าเคยเล่าให้ฟังว่าทวดเคว็ดชอบเล่นปอ(การพนันชนิดหนึ่งในสมัยก่อน) แต่ด้วยทวดมีวิชามากเลยไม่เคยแพ้ใคร ทำให้คนในพื้นที่ไม่มีใครกล้าเล่นกับท่าน หากจะเล่นต้องเดินเท้าไปเล่นถึงตรังและแถบนคร

มีอยู่ครั้งหนึ่งตำรวจเข้าบุกจับนักพนันซึ่งขณะนั้นคุณทวดเคว็ดได้นอนพักผ่อนอยู่บนแคร่ตำรวจพอรู้ว่าคือ เสือเคว็ด ชาวป่าก็อยากจะจับตัวให้ได้เพื่อสร้างผลงาน จึงได้ใช้ทายปืนฟาดไปอย่างแรงบนศีรษะของทวด โดยทวดได้นอนโดยเอาหมุกยาที่ทำจากเงินรองหัวหนุนนอน ปรากฎว่าหมุกยานั้นบุบจนเกือบแบนแต่คุณทวดไม่มีอาการใดๆทั้งสิ้น คุณทวดได้ลุกขึ้นและตวาดพร้อมตบเข้าบ้องหูของตำรวจคนที่ใช้ปืนพาดหัวท่านล้มลงไปชักดิ้นอยู่กับพื้น ในขณะนั้นตำรวจอื่นๆก็อยู่ในอาการมึนงง จังงังไปตามๆกัน

ทวดก็เดินออกมาอย่างง่ายดายราวกับว่าไม่มีอะไร มาทราบภายหลังว่า ตำรวจผู้นั่นภายหลังได้กลายเป็นคนบ้าเสียสติและหูหนวกจนต้องออกจากราชการ ทวดได้ใช้ชีวิตความเป็นโจรเป็นเสือในแถบจ.ตรัง เขาพับผ้า เขาเจ็ดยอด เขาครามยาวไปถึงศรีบรรพต จนบางคนก็เรียกว่า เทวดาสามเขาหรือเทวาสามควน เพราะไปไหนมาไหนไร้ร่องรอยและเป็นที่รักของผู้คนเพราะทวดไม่เคยปล้นชาวบ้าน แต่จะปล้นเฉพาะผู้มีอิทธิพลที่ข่มเหงชาวบ้านเท่านั้นแถมเวลาปล้นได้มามักนำทรัพย์สินมาแจกจ่ายให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ไปปล้น

แต่ก็น้อยรายที่ทวดจะลงมือฆ่าคนปู่เล่าว่าท่านเคยถามทวดว่า ทำไมทวดพกมีดแต่ไม่ฆ่ากับมีด ทวดตอบปู่ว่า”ท่านครูสั่งกูไว้ว่าอย่าใช้มีดพร้าฆ่าใคร”(เป็นการสั่งไม่ให้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสมัยท่านบวช) และท่านก็รับปากแต่ด้วยเหตุจำใจต้องฆ่าจึงได้ใช้ไม้แหลมหรืออย่างอื่นแทน เพื่อไม่ให้ผิดคำพูดที่รับปากไว้กับอาจารย์

ชีวิตด้านความรักคุณทวดเคว็ดมีเมียถึง ๑๔ คน และมี ๔ คนที่ท่านได้สร้างบ้านไว้ติดๆกันคือ คุณทวดเนตร คชเสน, คุณทวดนุ่ม นุ่นปาน ,คุณทวดเกตุ บัวดำ, คุณทวดเคล้า (ชาวเมืองตรัง) โดยเมียทั้ง ๔ จะพลัดกันดูแลและเมียที่เหลือท่านก็จนวนเวียนไปดูแลไม่ขาดสายและทวดเคว็ดยังได้เมียซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานเจ้าเมืองพัทลุงในสมัยนั้นคือ คุณทวดศรี ณ พัทลุง

ปู่เล่าให้ฟังว่านอกจากวิชาทางคงกระพันแล้ว วิชาด้านเสน่ห์ทวดก็ไม่เป็นรองใครเมียท่านทุกๆคนไม่เคยทะเลาะกันอยู่ด้วยกัน โดยทวดจะแยกบ้านสำหรับท่าน ๑ หลังและบ้านหลังที่ทวดอยู่ทวดไม่เคยอนุญาตให้ใครขึ้นไป ใครมาหาก็จะมานั่งกันใต้ถุนบ้านที่ท่านทำที่ไว้รองรับและหลังที่ท่านออกมาจากการเป็นโจรแล้ว ท่านก็ได้รับการนับถือจากชาวบ้าน จนทำให้คุณทวดเคว็ดได้เป็นนายบ้าน(ผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้น) มีที่ดินมากมายตั้งแต่ตำบลร่มเมืองจนถึงตำบลสมหวัง และภายหลังก็ได้แบ่งให้ชาวบ้านไปเรื่อยๆโดยไม่ได้มีการซื้อขายแต่อย่างใด ยิ่งทำให้คนในชุมชนนับถือในตัวท่านมากขึ้น โดยไม่มีใครคิดว่าท่านคือเสือร้ายอีกต่อไป ทวดเคว็ดยังได้มอบที่ดินเพิ่มเติมในการสร้างวัดปัจจุบันคือ วัดร่มเมือง

ชีวิตด้านหมอไสยศาสตร์ ทวดเคว็ดยังเป็นหมอชาวบ้านที่มีความสามารถในหลายๆอย่าง ขนาดทหารต้องมาหาที่บ้านทวดเพื่อให้ทวดลงกระหม่อมหรือสักยันต์ จารยันต์ให้ และถ้าใครผัวหาย เมียหาย ผัวนอกใจ เมียมีชู้ ก็จะมาให้ทวดทำให้จนได้กลับทุกคน ทวดเคว็จมีนิสัยไม่ชอบพูดคุย ถ้าคนไม่สนิทหรือไม่เคยพบกับทวดมาก่อนก็มักจะเกรงกลัว เพราะที่ตามตัวท่านจะมีขนสีทองแดงยาวไปทั้งตัว ท่านจะใส่เสื้อแขนยาวตลอดและนั่งผ้ายาวตลอด หนวดท่านก็จะปล่อยยาวดูแล้วเป็นที่น่าเกรงขามแก่คนทั่วไป

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น