“ถ้ำฤๅษีสมบัติ” สถานที่ซ่อน “พระแก้วมรกต”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ “ถ้ำฤๅษีสมบัติ” สถานที่ซ่อน “พระแก้วมรกต”  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

คนไทยทุกคนต้องรู้จักพระแก้วมรกตอย่างแน่นอนเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทย ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม(หรือวัดพระแก้ว)ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร แต่รู้ไหมว่าพระแก้วมรกตเคยประดิษฐานอยู่ในถ้ำสมบัติที่จังหวัดเพชรบูรณ์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ ซึ่งถ้ำสมบัติแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ตั้งของกระทรวงการคลังในสมัยที่จอมพล ป. พิบูลสงครามดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีและได้ประกาศพระราชกำหนดระเบียบบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ พ.ศ. ๒๔๘๗ จัดตั้งให้ถ้ำฤๅษีสมบัติเป็นที่เก็บสมบัติของแผ่นดิน

ถ้ำฤาษีสมบัติแห่งนี้สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายยกรัฐมนตรีของไทยเข้าอยู่ฝ่ายอังกฤษและอเมริกา เมื่อญี่ปุ่นตีอังกฤษและอาณานิคมได้เกือบทั้งหมดยกเว้นประเทศพม่า ฉะนั้นญี่ปุ่นจึงเดินทัพผ่านประเทศไทยเพื่อจะไปตีพม่าจึงทำทางรถไฟจาก จ.กาญจนบุรี จะเข้าพม่าแต่มีผู้คนล่มตายเป็นอันมากเพราะไข้ป่า ในเวลาต่อมาจึงเรียกทางรถไฟสาย“มรณะ” ขณะนั้นอเมริกาตัดสินใจทิ้งระเบิดปรมาณู ๒ ลูกที่ญี่ปุ่นจึงแพ้สงคราม

สมัยนั้นพ.ศ.๒๔๘๖ จอมพล ป. พิบูลสงครามมีความคิดที่ว่าถ้าเกิดไทยแพ้สงครามคงจะถูกระเบิดทำลายเสียหายหมดจึงคิดที่จะสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ขึ้น ท่านจึงตัดสินใจอัญเชิญพระแก้วมรกตไปประดิษฐานซ่อนไว้ในถ้ำลึกแห่งหนึ่งที่ จ.เพชรบูรณ์ เพื่อทรัพย์สมบัติของบ้านเมืองจะได้พ้นจากสายตาและมือของญี่ปุ่น รวมถึงขนสมบัติจากท้องพระคลังหลวงรวมถึงมาไว้ในถ้ำฤาษี(เพราะภายในถ้ำมีรูปปั้นฤาษีอยู่)และจะทำการตั้งกระทรวงต่างๆขึ้นใน จ.เพชบูรณ์

ที่ถ้ำสมบัตินี้จะสร้างเป็นกระทรวงการคลังและจะสร้างกระทรวงสำคัญต่างๆขึ้นใน จ.เพชรบูรณ์ เวลา ๑ ปีผ่านไปจอมพล ป. พิบูลสงครามนำเรื่องเข้าที่ประชุมสภาเสนอเรื่องจะย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่ จ.เพชรบูรณ์ และเสนอให้ทราบว่าได้สร้างกระทรวงต่างๆ ไว้แล้วแต่การเสนอของท่านแพ้ฝ่ายค้านคือ จอมพลผิน ชุณหวัน ๓ เสียง ท่างจึงต้องขนสมบัติกลับกรุงเทพฯตามเดิมและได้ “หลวงปู่จันทร์ศรี”อัญเชิญพระแก้วมรกตจากถ้ำในจังหวัดเพชรบูรณ์กลับกรุงเทพฯ ในสมัยสงครามโลฃกครั้งที่ ๒ จากนั้นชาวบ้านจึงเรียกถ้ำฤาษีว่า ถ้ำสมบัติมาตราบจนทุกวันนี้

ปัจจุบันสิ่งก่อสร้างที่เป็นตัวอาคารแทบไม่หลงเหลือให้เห็น นอกจากร่องรอยของการก่อสร้างในยุคนั้นและตัวถ้ำที่มีลักษณะเป็นถ้ำเขาหินปูน หน้าบริเวณทางเข้ามีบันไดพญานาคขนาบทั้งสองข้าง ภายนอกมีซากป้อมปืนใหญ่ไว้ป้องกันทรัพย์สมบัติที่ย้ายมาจากกระทรวงการคลังในยุคนั้นตั้งให้เห็นอยู่ในดงไม้ ภายในถ้ำมีรูปปั้นฤๅษีตั้งอยู่อย่างโดดเด่นซึ่งเป็นที่มาของชื่อถ้ำฤๅษีนั่นเอง นอกจากนั้นยังมีพระพุทธรูปประดิษฐานตลอดจนร่องรอยของการเก็บซ่อนสมบัติที่พอจะมองเห็นได้จากแสงสว่างของไฟฟ้าที่อยู่ภายใน อย่างไรก็ดีควรเตรียมไฟฉายหรือตะเกียงสำหรับการเข้าชม

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

Leave a Reply