ทดลองความขลังรูปหล่อ “หลวงพ่อทบ วัดชนแดน”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ทดลองความขลังรูปหล่อ “หลวงพ่อทบ วัดชนแดน” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

น้าได้ยินชื่อหลวงพ่อทบครั้งแรกก็ตอนที่นั่งรถแท็กซี่ไปห้างพันธุ์ทิพย์งามวงศ์วาน คนขับเป็นคนเพชรบูรณ์ชวนน้าคุยแกถามน้าว่า”ไปทำอะไร” น้าตอบว่า”จะเอาพระไปเลี่ยม” คนขับถามน้าว่า”รู้จักหลวงพ่อทบไหม” น้าบอกว่า”ไม่รู้จัก”คนขับแท็กซี่บอกว่า”ท่านเป็นพระเก่ง แต่ตาบอด” จากนั้นแท็กซี่ก็เล่าอิภินิหารของหลวงพ่อทบที่ตนได้ประสบพบเจอมากับตัวและฟังมาจากคนอื่นให้น้าฟัง

ด้วยความสนใจวันต่อมาน้าได้โทรศัพท์ไปที่”วัดชนแดน” โดยถามทางวัดว่า”มีประวัติหลวงพ่อทบไหม” พระที่รับโทรศัพท์บอกว่า”มี ให้ทำบุญเล่มละ๑๐๐บาท” น้าจึงส่งเงินไป๓๐๐ ไม่กี่วันต่อมาน้าก็ได้หนังสือพร้อมผ้ายันต์ปี๒๕๓๕มาหนึ่งผื่นและเมื่อน้าอ่านจบก็เกิดความศรัทธาจึงอยากจะได้หนังสือเพิ่มอีกเพื่อเอาไว้แจกเพื่อนๆพระบอกว่า”เล่มที่ส่งให้น้านั่นเป็นเล่มสุดท้าย” น้าเลยแจ้งความประสงค์ไปว่า”จะขอถ่ายเอกสารแล้วส่งไปถวาย เพื่อให้ทางวัดออกทำบุญเอาเงินมาปฏิสังขรณ์วัดต่อไป”

อนึ่งหนังสือประวัติหลวงพ่อทบที่น้าได้มาเป็นแบบถ่ายเอกสารหน้าเดียวแล้วเย็บเล่มเอา คือทำแบบง่ายๆ น้าทำหนังสือประวัติหลวงพ่อทบแล้วส่งไปถวายทั้งวัดชนแดนและวัดช้างเผือกจำนวนหลายร้อยเล่ม ถึงขนาดที่ว่าทางวัด๒ สมนาคุณน้าด้วยการมอบรูปหล่อขนาดบูชาหน้าตัก๙นิ้วให้เป็นที่ระลึกและนับจากนั้นเป็นต้นมา น้าก็เริ่มสนิทกับพระวัดชนแดนมากขึ้นเรื่อยๆ ท่านได้ส่ง”รูปหล่อหลวงพ่อทบมาให้๑องค์” ท่านว่า”เป็นรุ่นราวบันได” ไอ้ตัวน้าเองก็ดูพระไม่เป็นจึงนำพระขึ้นไปให้เซียนบนห้างชื่อดังแห่งหนึ่งดู ปรากฏว่าบางคนก็ว่า”ดี” บางคนก็ว่า”ไม่ดี” น้าใจตกไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็เผอิญคิดได้ว่า แต่ก่อนเวลาเขาจะทดสอบพุทธคุณพระกันก็จะนำมายิงบ้าง ใส่ปากปลาแล้วฟันบ้าง ไอ้ตัวน้าคิดว่าการทำแบบนั้นมันมากไปคิดในใจว่าใช้ปะทัดก็น่าจะเพียงพอ

รูปหล่อหลวงพ่อทบ รุ่นราวบันได

เมื่อคิดได้ดังนั้นน้าจึงนำรูปหล่อของท่านมาวางไว้ในพาน จุดธูปบอกท่านว่า”หากรูปหล่อในพานนี้หลวงพ่อเสกจริง ก็ขอให้จุดปะทัดไม่แตกด้วยเถิด” ว่าเสร็จก็กล่าวขอขมาลาโทษท่าน น้าวางปะทัดลงในพานข้างๆรูปหล่อจุดธูปอีกดอกเพื่อใช้จิ่มชนวน น้าจี้ธูปเข้ากับชนวนแล้วถอยห่างออกมา ยันต์ตาจ้องเขม็ง เมื่อไฟจากธูปแตะเข้ากับชนวนก็เกิดประกายไฟวาบแล้วไฟก็วิ่งเข้าหาปะทัดทันที แต่แต่ชนวนวิ่งไปได้หน่อยนึงไฟก็ดับลงหน้าตาเฉย น้าทำแบบนี้อยู่๓ ครั้งก็ปรากฏว่าดับทุกครั้งน้าจึงเอารูปหล่อของท่านออก น้าอยากจะลองดูว่าถ้าไม่มีรูปหล่อในพานแล้วปะทัดจะแตกหรือไม่(ใจแอบคิดไปอีกประเด็นว่า ที่ประทัดไม่แตกก็อาจเป็นเพราะปะทัดชื้น)

พอน้าเอารูปหล่อหลวงพ่อออกจากพานเป็นที่เรียบร้อยน้าก็เอาธูปจิ่มเข้ากับชนวนอีกที ทีนี้ไฟวิ่งเข้าประทัดอย่างรวดเร็ว เร็วจนน้าตั้งตัวไม่ทัน ปะทัดระเบิดดังปังใหญ่(มีสะเก็ดกระเด็นโดนหน้าน้าด้วยแต่ไม่เป็นอะไร) ส่วนเสียงที่เกิดขึ้นดังถึงขนาดชาวบ้านแถวนั้นแห่กันออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น น้าได้แต่ขอโทษขอโพยแล้วเดินเข้าบ้านด้วยใจที่เบิกบาน

น้าเอก เพจวิถีไสยศาสตร์ชาติไทย

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น