ทำไมบางคนแม้ใส่ของขลังให้คงกระพัน แล้วยังถึงแก่ความตาย

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงพ่อเดิมคลายข้อสงสัย “ทำไมบางคนแม้ใส่ของขลังให้คงกระพัน แล้วยังถึงแก่ความตาย” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

หลวงพ่อเดิมหรือพระครูนิวาสธรรมขันธ์วัดหนองโพ อ.ตาคลี จ. นครสวรรค์ ซึ่งเป็นเกจิอาจารย์ที่มีพลังจิตสูงมาก เชื่อกันว่าท่านสำเร็จอภิญญาหรือฌานสมาธิขั้นสูงสามรถเรียกลมเรียกฝนได้ เครื่องรางของขลังของท่านเป็นที่ประจักกันดีว่ามีพุทธคุณด้านคงกระพันและมหาอุดเป็นที่สุด ที่รู้จักกันดีและเป็นที่ปรารถนาของผู้ที่นิยมพระเครื่องของขลังเป็นที่สุดก็คือ มีดหมอ พระเครื่องรูปเหมือนปั้มและรูปเหมือนหล่อ เหรียญรูปไข่ พ.ศ. ๒๔๘๒ ที่เรียกว่าเหรียญบัวคว่ำบัวหงาย ผ้ายันต์รอยเท้าและอื่นๆอีกมากมายหลายรายการ กลับมาที่การไขปริศนาของเส้นแบ่งความตายของหลวงพ่อเดิมที่มีต่อการอาราธนาพระเครื่องที่เกิดต่อหน้าผู้คนมากมายหลายคนด้วยกัน

ว่ากันว่าวันหนึ่งมีคนวิ่งกระหืดกระหอบมากราบเรียนหลวงพ่อเดิมว่าลูกศิษย์รักของท่านคนหนึ่งถูกยิงตาย หลวงพ่อเดิมเมื่อทราบข่าวก็ขี่ช้างเพื่อไปดูศพที่อยู่ไม่ไกลจากวัดหนองโพนัก เมื่อท่านไปถึงตำรวจกำลังพลิกศพอยู่พอดีหลวงพ่อเดิมท่านจึงสั่งให้ตำรวจนำเหรียญรูปท่านซึ่งผู้ตายแขวนคออยู่ที่คอเป็นเหรียญรูปไข่รุ่นปี พ.ศ.๒๔๘๒ ที่เคยมีคนมีประสบการณ์ด้านคงกระพันมานับครั้งไม่ถ้วนไปวางห่างจากศพประมาณหนึ่งวา แล้วท่านจึงสั่งให้ตำรวจท่านหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของท่านยิงไปที่เหรียญรูปเหมือนของท่านแต่ตำรวจท่านนั้นไม่กล้ายิง จนท่านต้องสั่งกำชับให้ยิงได้ปรากฏว่าไม่ว่าจะยิงสักกี่นัดปืนก็ไม่ลั่น และจะเปลี่ยนปืนสักกี่กระบอกกระสุนปืนก็ไม่ทำงาน แล้วท่านก็ได้มอบเหรียญนั้นให้ตำรวจที่ยิงไปแล้วท่านก็เดินทางกลับวัดหนองโพ

แต่ก่อนที่ท่านจะเดินทางกลับท่านได้พูดไว้ให้เป็นปริศนาธรรมให้หลายๆคนคลายข้อสงสัยท่านกล่าวไว้ว่า ถ้ามัน(หมายถึงผู้ตาย) ขยับเดินออกไปอีกสองก้าวมันจะไม่ตายหรือถ้ามันมาถึงที่ตรงนี้เร็วหรือช้ากว่านี้ไปอีกสักหน่อยมันก็จะไม่ตาย ที่มันตายเพราะถึงฆาตถึงเวลา ไม่ใช่เพราะเหรียญของข้าจากคำพูดของหลวงพ่อเดิมน่าจะอธิบายได้ว่า “คนเรานั้นเมื่อถึงที่ต้องตาย คำว่าถึงที่ก็คือถึงฆาตชะตาขาดมักไม่รอด” นอกจากจะมีบุญเก่ามาช่วยหนุนช่วยเสริมเอาไว้มาช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้างเท่านั้น คนที่รู้จักเคล็ดลับนี้ก็จะแก้ไขได้เรื่องนี้เคยปรากฏมาแล้วในสมัยพุทธกาล

โดยพระพุทธเจ้าทรงให้พระสงฆ์สวดมนต์ช่วยเหลือสามเณรที่มีชื่อว่าอายุวัฒนะ ให้รอดตายมาแล้วนอกจากจะไขปริศนาเส้นแบ่งแห่งความตายแล้วหลวงพ่อเดิมได้ตอบคำถามของศิษย์ที่ขี้สงสัย ที่ถามท่านเกี่ยวกับการใช้เครื่องรางของขลังติดตัวว่ามีข้อห้ามประการใดบ้างหลวงพ่อเดิมท่านตอบว่า พระเครื่องรางของขลังของท่านมีฤทธิ์เหมือนงูเห่าที่เลื้อยผ่านกองอุจจาระ ปัสสาวะเพราะมันไม่รู้ว่าคือสถานที่ใดแต่พิษมันก็คงมีอยู่และกัดคนตาย พระเครื่องก็เป็นเช่นเดียวกันหากปราศจากเจตนาแล้ว เพชรยังไงก็ยังเป็นเพชรอยู่เสมอ

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply