ทำไมสุพรรณบุรีในอดีตขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองโจร เมืองคนดุ”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ทำไมสุพรรณบุรีในอดีตขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองโจร เมืองคนดุ” นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

เมื่อ ๗๐ – ๘๐ ปีมาแล้วเมืองสุพรรณมีชื่อเสียงลือกระฉ่อนไปในทางลบเป็นเมืองคนดุ เป็นเมืองโจร เป็นเมืองเสือปล้น จริงแค่ไหน สาเหตุเกิดจากอะไร หลังสงครามโลกครั้งที่๑สงบลง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองสุพรรณค่อย ๆ ก่อตั้งเป็นเมืองเป็นตลาดมีร้านค้าขายขึ้น ตลาดจังหวัดสุพรรณบุรีเป็นตลาดเล็ก มีห้องแถวไม้ไม่เกิน 100 ห้อง ในช่วงนี้โจรผู้ร้ายชุกชุมจริง ๆ ข้าพเจ้าเป็นเด็กฟังผู้ใหญ่เขาเล่าว่า เสือเข้าปล้นที่โน่นอีกไม่กี่วันมีข่าวว่าปล้นที่นี่อีก จนแทบจะเป็นข่าวปกติธรรมดาทั้งตื่นเต้นและไม่ตื่นเต้นแต่ออกจะตื่นเต้นเมื่อมีข่าวว่าเสือจะเข้าปล้นเศรษฐีในตลาดจังหวัดสุพรรณบุรี ทุกคนในตลาดเตรียมมีดเตรียมไม้ ใครมีปืนก็เตรียมตัวไว้แต่แล้วก็เงียบหายไป ไม่มีการปล้นตลาดเกิดขึ้น

ภาพถ่ายชาวบ้านเมืองสุพรรณ (ภาพจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม พฤษภาคม ๒๕๔๐ บันทึกภาพโดย มนัส โอภากุล)

ในช่วงนั้นเมืองสุพรรณลือลั่นไปด้วยข่าวในทางลบว่าเป็นเมือง“เสือ”เมืองโจร เมืองคนดุ ซึ่งก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธมิได้ จนมีคำกล่าวของคนต่างจังหวัดว่า ถ้าใครย้ายไปรับราชการเมืองสุพรรณจะต้องเตรียมเอาหม้อไปใส่กระดูกให้ญาติไปเอากลับมาด้วย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นเกิดจากปัจจัยลบรอบด้าน พม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งหลังสร้างแบบอย่างไว้ให้คนไทยถือเอาเป็นตัวอย่างด้วยพม่าปล้นทรัพย์สินราษฎรพร้อมกับทำทารุณกรรมต่างๆ นานา ใครไม่ยอมก็ต้องถูกปลิดชีพ เมื่อสงครามสงบราษฎรอดอยากยากแค้น ผู้ที่เกียจคร้านไม่คิดจะทำงานทำการจึงดิ้นรนด้วยการปล้นสะดม

อีกปัจจัยหนึ่งคือข้าราชการกดขี่ข่มเหงราษฎรซ้ำยังปล่อยปละละเลยให้ราษฎรเล่นการพนันเพื่อหวังผลตอบแทนด้วยเงิน เป็นมูลเหตุให้เกิดความยากจนจึงต้องฉกชิงวิ่งราวจนกระทั่งเกิดการปล้นกันขึ้น ปัจจัยที่สามการชลประทานสมัยโน้นไม่ดีหรือยังไม่มี เมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลทำให้ราษฎรอดอยากไม่รู้จะหันไปทางไหนจึงหันไปประกอบพฤติกรรมเสือร้ายปล้นสะดมชาวบ้านเพราะทางราชการขาดความสนใจเมืองสุพรรณปล่อยทิ้งตามบุญตามกรรมขาดการติดต่อกับโลกภายนอก การสัญจรไปมามีทางน้ำทางเดียวเดินทางเข้ากรุงเทพฯไปกลับต้องใช้เวลานั่งนอนในเรือไม่น้อยกว่า๓๐ชั่วโมงทั้ง ๆที่การเดินทางไปเชียงใหม่โดยทางรถไฟไปกลับไม่ถึง๓๐ชั่วโมง

เมืองสุพรรณสมัยโน้นยังเป็นป่าเป็นดงจริงเพียงฝั่งตรงข้ามตัวตลาดจังหวัดในขณะนั้นวัดพระรูปอาจารย์คำเจ้าอาวาสเล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนท่านเป็นเด็ก ต้นไผ่ลำโตๆใหญ่เท่าโคนขาสุนัขนอนหลับอยู่บนศาลาเสือมาลากเอาไปกิน (เข้าใจว่าเป็นเสือบองซึ่งเป็นเสือขนาดเล็กไม่ทำร้ายคน)ในโรงเรียนกรรณสูตศึกษาลัยซึ่งเป็นโรงเรียนประจำจังหวัด ข้าพเจ้าเป็นนักเรียนอายุราว๑๐ขวบ(พ.ศ.๒๔๖๗)เดินเข้าไปในโรงเรียนตอนเช้าเห็นขี้กระต่ายอยู่กลางสนามฟุตบอล(ปัจจุบันคือวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุพรรณบุรี)ซึ่งอยู่กลางใจเมือง จวบจนกระทั่งข้าพเจ้ามีอายุร่วม๓๐ปี(พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๗) ที่วัดพระรูปก็ยังมีดงกระต่าย ชะมด อีเห็น ตกกลางคืนมีคนเอาปืนลูกซองไปยิงกระต่าย ก่อนที่จะสร้างโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชที่ตรงนี้เป็นวัดโพธิ์ร้าง มีต้นยางสูงลิบลิ่วประมาณ๖-๗ต้น

ชาวบ้านมักจะนุ่งโสร่งสวมเสื้อกุยเฮง (เสื้อผ่าอกตลอด) แบบจีนปล่อยชายมีกระเป๋า ๒ ใบ สีดำ กินหมาก เวลาจะออกจากบ้านต้องถือมีดดาบหรือมีดซึ่งเหน็บไว้ข้างหลัง อย่างน้อยก็ไม้ตะพดเพื่อป้องกันอันตราย พฤติกรรมดังกล่าวของช้าวบ้านเมืองสุพรรณบวกกับสำเนียงพูดหนักไม่เหมือนสำเนียงการพูดของชาวกรุงเทพฯ จึงบอกว่าชาวสุพรรณพูดเสียง “เหน่อ” ผิดไปจากเสียง “เยื้อง” ของชาวกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่าเป็นเสียงมาตรฐาน ทั้งการแต่งการนุ่งโสร่งหยักรั้งเหมือนนักเลงโต ถือมีดดาบ มีมีดเหน็บหลัง รวมทั้งสำเนียงพูดหนัก ในสายตาทำให้ชาวต่างจังหวัดเหมาเอาว่าคนสุพรรณเป็นคนดุ

ความเป็นจริงคนสุพรรณหาได้เป็นคนดุไม่ แต่เป็นคนจริง รักพวกรักพ้องและรักอาคันตุกะจากต่างท้องถิ่นที่ไปดี ไม่ว่าจะเป็นคนแปลกหน้าหรือไม่จะให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ยกขันน้ำพร้อมเชิญชวนให้รับประทานอาหารด้วยอัธยาศัยดี ข้าราชการก่อนย้ายไปเมืองสุพรรณกลัวนักหนา ต่อเมื่อย้ายไปอยู่แล้ว รักคนสุพรรณ เป็นกันเองกับชาวสุพรรณ ไปแล้วก็ยังอยากกลับเมืองสุพรรณตลอดมา

(คัดลอกส่วนหนึ่งจากบทความ “สุพรรณเป็นเมืองโจร เมืองคนดุจริงหรือ” เขียนโดย มนัส โอภากุล ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม พฤษภาคม ๒๕๔๐)

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๖๑

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

Leave a Reply