นักล่าเกือบถูกล่า เรื่องเล่าจาก “หลวงพ่อทบ”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องเล่าจาก “หลวงพ่อทบ” นักล่าเกือบถูกล่า นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

พรานคล้อยบ้านเดิมอยู่ที่จังหวัดพิจิตร ต่อมาเมื่อภรรยาคนแรกเสียชีวิตลงพรานคล้อยจึงได้ย้ายมาอยู่ที่ท่าข้าม อำเภอชนแดน จังหวัดเพชรบูรณ์ และที่นี่เองพรานคล้อยก็ได้ภรรยาอีกคน พรานคล้อยนอกจากจะมีอาชีพในการล่าสัตว์แล้ว ยังมีอาชีพทำไร่ไถนาไปตามประสาอีกทางหนึ่ง นานๆพรานคล้อยถึงจะเข้าป่าล่าสัตว์สักครั้งก็ล่าเพื่อเป็นอาหารเท่านั้น ถ้าหากว่าล่าได้มากก็จะนำแจกจ่ายให้กับเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงเอาไว้กินกัน ที่เหลือก็จะย่างหรือตากแห้งเอาไว้กินนานๆ

เมื่อมาอยู่ที่อำเภอชนแดนใหม่ๆ พรานคล้อยก็ได้ยินชาวบ้านต่างกล่าวถึงบารมีและเกียรติคุณของหลวงพ่อทบกับแทบทุกวัน พรานคล้อยเมื่อได้ยินได้ฟังนานๆเข้าก็อยากจะได้ของขลังของดังจากหลวงพ่อทบบ้าง จึงได้ไปกราบนมัสการขอวัตถุมงคลของหลวงพ่อทบถึงวัดสว่างอรุณ(วัดใน) หลังจากกราบแทบเท้าของเทพเจ้าเมืองเพชรบูรณ์แล้ว พรานคล้อยจึงได้แจ้งความประสงค์ให้หลวงพ่อทบทราบ หลวงพ่อทบกลับจ้องหน้าพรานคล้อยเหมือนกับท่านจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวพรานคล้อยเป็นอย่างดี ท่านได้พูดขึ้นว่าอย่าได้ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอีกเลย ให้หมั่นทำบุญรักษาศีลเสียบ้าง ชีวิตในบั้นปลายจะได้สบายนะ

จากนัันหลวงพ่อทบจึงได้หยิบเหรียญรุ่นแรกปีพ.ศ. ๒๔๙๑ จำนวน ๑ เหรียญ พร้อมกับประสิทธิ์ให้กับพรานคล้อยพรานคล้อยดีใจเหลือจะกล่าว เมื่อได้เหรียญมาแล้วจึงได้นำมาคล้องคอติดตัวไปไหนต่อไหนมิได้ขาด อยู่มาวันหนึ่งก็ได้มีพรานมือใหม่ได้เดินทางมาจากกรุงเทพมหานครจำนวน ๓ คนมาว่าจ้างให้พรายคล้อยนำทางไปล่าสัตว์ในป่าด้วยค่าจ้างราคาแพง พรานคล้อยจึงได้ตกลงพาพรานกรุงมุ่งหน้าเข้าป่าล่าสัตว์ พรานคล้อยได้พาพรานกรุงออกล่าสัตว์ทั้งกลางวันและกลางคืน แต่แปลกมากที่ไม่เจอสัตว์ใหญ่ที่พอจะล่าได้เลย พรานคล้อยเองก็งงจริงๆ เพราะว่าสัตว์ป่าไม่เคยหายากอย่างนี้มาก่อน ตนเข้าป่าทีไรไม่ทันถึงครึ่งค่อนวันสักครั้งก็จะได้เนื้อกลับบ้านทุกครั้ง หรืออาจจะเป็นเพราะว่าแขวนเหรียญหลวงพ่อทบท่านไม่ชอบให้ฆ่าสัตว์จึงได้ดลบันดาลให้สัตว์หนีหายไปหมด

ในขณะที่พรานคล้อยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังเปรี้ยงขึ้นหนึ่งนัด พรานคล้อยจึงได้หันหน้ากลับไปดูก็เห็นพรานกรุงคนหนึ่งกำลังยิงลิงอยู่พอดี มันถูกกระสุนปืนตกลงมาบนพุ่มไม้ พรานคล้อยเองก็นึกว่ามันตายแล้วที่ไหนได้มันยังไม่ตายโผล่พรวดเข้ามา ทุกคนต่างตกตะลึงมันเป็นลิงยักษ์ที่มีรูปร่างใหญ่โตกว่าคนมีสีดำและจุดขาวตรงหน้าอก ตัวของมันเต็มไปด้วยเลือดอ้าปากเสยะเขี้ยวขาววาววับวิ่งชาร์จเข้าใส่พรานชาวกรุงคนยิงมันทันที ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นพรานและพร้อมที่จะปกป้องนายจ้าง พรานคล้อยรีบผลักพรานชาวกรุงที่มัวยืนตะลึงให้กระเด็นไป ตัวเองวิ่งถลันเข้าไปรับหน้าแทน

ลิงยักษ์ตัวนั้นเมื่อเห็นพรานคล้อยไปยืนขวางทางมันจึงกระโจนวิ่งเข้าใส่ทันที หวังกะจะกัดพรานคล้อยให้เต็มเหนี่ยว พอมันกระโดดเข้ามาพรานคล้อยก็คว้าข้อมือของลิงเอาไว้ได้ ลิงพยายามกัดพรานคล้อยได้หลายครั้งอยู่เหมือนกัน แต่พรานคล้อยก็ไม่ยอมปล่อยข้อมือทั้งสองของลิงให้เป็นอิสระ เมื่อถูกลิงกัดหลายๆ ครั้งเข้าพรานคล้อยก็เกิดความเจ็บจึงบิดข้อมือของลิงแล้วหันหลังของลิงไปทางพรานชาวกรุงทั้งสาม พร้อมกับร้องบอกว่ายิงซ้ำข้างหลังมันเร็วพรานชาวกรุงทั้งสามเมื่อได้ยินพรานคล้อยร้องบอกเช่นนั้นก็ไม่รอช้าเหมือนกัน ยกปืนเล็งแผ่นหลังแล้วเหนี่ยวไกทันที โดยลืมคิดไปว่าหากยิงข้างหลังลิงแล้วกระสุนปืนจะต้องออกข้างหน้าแล้วถูกร่างของพรานคล้อยแน่นอน

แต่เสียงปืนทั้งสามกระบอกดังเกือบจะพร้อมกัน แชะ แชะ แชะ ไม่มีปืนกระบอกไหนออกเลย ฝ่ายพรานคล้อยเมื่อถูกลิงกัดเจ็บๆเข้า ก็ได้แต่ร้องบอกให้พรานชาวกรุงยิงซ้ำพรานมือใหม่จึงได้จัดการเปลี่ยนกระสุนเสียใหม่แล้วจึงช่วยกันซ้ำอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่มีปืนกระบอกไหนยิงออกเลย พรานคล้อยเมื่อเห็นว่าไม่มีปืนกระบอกไหนยิงออก จึงตัดสินใจถีบเข้าที่หน้าท้องของลิงอย่างแรงจนลิงกระเด็นออกไป คราวนี้ปืนทั้งสามกระบอกได้เล็งไปที่ลิงยักษ์แล้วเหนี่ยวไกทันที เสียงปืนดัง เปรี้ยง พร้อมกันสนั่นป่าลิงได้กระดอนไปตามแรงปืนและล้มลงขาดใจตายคาที่

เมื่อลิงป่าตัวนั้นถูกยิงตายแล้วพรานคล้อยก็ถึงกับทรุดลงนั้งกับพื้นดินอย่างหมดเรี่ยวแรง พรานชาวกรุงทั้งสามรีบวิ่งเข้ามาดูอาการของพรานคล้อย พรานคล้อยถูกลิงกัดหลายแห่งแต่ก็ไม่เข้าเป็นผื่นแดงๆเต็มไปด้วยรอยเขี้ยว และแล้วทั้งหมดก็ต้องตกใจ เมื่อนึกขึ้นได้ว่าเมื่อกี้หากปืนที่ยิงลิงซ้ำออกไปในขณะที่ตัวพรานคล้อยกำลังจับข้อมือของมันอยู่ กระสุนปืนจะต้องถูกทั้งลิงและพรานคล้อยจะต้องถูกกระสุนปืนตายด้วยกันอย่างแน่นอนที่สุด

พรานคล้อยรู้ดีกว่าใครทั้งหมดว่าทำไมเหตุการณ์ต่างๆ จึงเป็นแบบนี้เขายกมือขึ้นท่วมหัวพลางกล่าวขอบพระคุณต่อองค์หลวงพ่อทบด้วยเสียงพึมพำและด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า เป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อแท้ๆที่ช่วยเอาไว้ ไม่อย่างนั้นลูกช้างคงต้องตายในป่านี้แน่ๆ หลังจากได้นำพรานชาวกรุงออกจากป่าแล้ว พรานคล้อยได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงพ่อทบอีกครั้งหนึ่ง เมื่อหลวงพ่อเห็นหน้าพรานคล้อยเหมือนกับท่านรู้เหตุการณ์โดยตลอด พรานคล้อยยังไม่ได้พูดอะไร ท่านรีบพูดตัดหน้าว่า เกือบเอาชีวิตไม่รอดใช่ไหม แล้วจะเลิกฆ่าสัตว์ได้หรือยัง พรานคล้อยรีบตอบรับท่านโดยไม่ต้องไตร่ตรองว่า ครับผมจะเลิกฆ่าสัตว์โดยเด็ดขาด

จากนั้นท่านก็ให้พรานคล้อยรับศีลและให้ถือเป็นสัจจะต่อท่านว่า ต่อไปจะไม่ฆ่าสัตว์อีกเป็นอันขาด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพรานคล้อยก็เลิกฆ่าสัตว์ตลอดชีวิต

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่บารมีของครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง ครูอาจารย์ท่านช่วยสั่งสอนให้ได้พิจารณาดูสิ่งของรอบตัวว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใดให้ลองย้อนดูที่มาของต้นตอสิ่งนั้นๆจนถึงที่สุด “เรื่องนี้อาจจะทำได้ยากหน่อยนะครับอะไรที่เวลาเผาหรือฝังแล้วจะมีคนร้องไห้แล้วกลายเป็นเมฆกรองเป็นน้ำ ลองมองลึกไปถึงยุคนักรบโบราณดูครับ”

ใส่ความเห็น