บทพระคาถาจินดามณี จินดามนต์

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ บทพระคาถาจินดามณี จินดามนต์ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

คาถาจินดามณีจินดามนต์ คาถานี้มีหลายสายแต่วิชานี้สรุปเด่นๆ เป็นเมตตา โชคลาภเน้นๆ ใช้ได้ผลแค่นั้นอยู่ที่พลังจิต แรงครู ความตั้งใจ การกำหนดจิต

ตำนานสุวรรณสังข์ชาดกหรือสังข์ทองนี้มีผลอย่างมากต่อคติชนความเชื่อเกี่ยวกับคาถาอาคมถึงมนต์วิเศษ ชนิดหนึ่งซึ่งรู้จักตามวรรณคดี สังข์ทอง ว่า “จินดามณีมนต์” (ส่วนสุวรรณสังข์ชาดกแปลว่า ทิพยมนต์) อำนาจของมนต์เป็นมนต์เรียกจิต ให้ผู้ต้องมนต์ทนอยู่ไม่ได้ต้องมาหาใช้เรียก สัตว์ บก สัตว์น้ำ แม้ครุฑ  เทวดาที่มีฤทธิ์ก็ไม่อาจทนได้ คติมนต์จินดามณีในทางคาถาอาคมของสุวรรณภูมิมีชื่อเสียงด้านเมตตาเสน่ห์ ร่ำรวย แบบหามนต์ใดมาเปรียบเทียบได้ยาก

ซึ่งแตกแขนงออกหลายฉบับเป็นชุดวิชาก็ว่าได้ บางแห่งก็ได้แต่ละภาคส่วนไป แต่ก็อ้างอิงคติเรื่องสังข์ทองหรือสุวรรณสังข์ชาดก พบว่ามนต์จินดามณีนี้มีทั้งที่ใช้ในที่พระบรรทมของกษัตริย์สมัยอยุธยาเพื่อเชิญเทพยดามารักษาขณะทรงบรรทม ซึ่งพบในเอกสารหอสมุดแห่งชาติซึ่งท่าน อ.เทพย์ สาริกบุตรได้บันทึกไว้ ในส่วนคาถาอาคมและเลขยันต์ ตำราพิชัยสงครามได้พิมพ์เผยแพร่ (ในทุติยบรรพ และจตุบรรพ) เป็นคาถาที่นางยักษ์ตนหนึ่งมอบให้สามีที่เป็นมนุษย์ที่นางลักพาตัวมาอยู่ด้วยนานหลายปี แต่ด้วยวิสัยที่ยากจะอยู่ร่วมกันได้ระหว่างยักษ์กับมนุษย์ สามีของนางยักษ์จึงได้พยายามหลบหนี ถึง ๓ ครั้ง แต่นางยักษ์ก็สามารถตามตัวกลับมาได้ทุกครั้ง

จนมาถึงการหนีครั้งที่ ๔ ครั้งสุดท้าย เมื่อตามไปเจอสามีอีกนางก็คิดได้ว่ายังไงคงไม่สามารถรั้งสามีสุดที่รักให้อยู่ร่วมกันได้ ก็เลยจำใจต้องปล่อยให้สามีกลับไปใช้ชีวิตในเมืองมนุษย์ตามที่ต้องการ แต่ด้วยความรัก และห่วงใยในสามี เกรงว่าเมื่อกลับไปแล้วอาจจะประสบปัญหาต่างๆ นานา ยากที่จะดำเนินชีวิตให้สุขสบายเหมือนตอนอยู่กับนาง นางจึงบอกคาถาจินดามณีให้กับสามีพร้อมกับสั่งว่า ยามที่ชีวิตประสบปัญหาเดือดร้อน ให้ท่องคาถาจินดามณี ซึ่งเปรียบเสมือนแก้วสารพัดนึกที่ให้ไปแล้วชีวิตจะผ่านอุปสรรคและประสบความสำเร็จทุกประการ

พระคาถาว่าดังนี้ ตั้งนะโม ๓ จบ

“สิทธิวิชา มหามันตัง จินดามณีทิวากะรัง ภูมิยาโจระ ปาตัสมิง ทิพพะจักขุ ถาวะทิสสะเร จันทาเทวี อัสสะมุกขี ทุติยาปะทะลักขะณา มะณีจินดา ปัญจะทานัง ยะสังทาสิทาสัง มาตาปุตตังวะ โอระสัง ฯ
มะณีจินดา สะหัสสะโกฏิเทวานัง มะนุสสะเทวานัง สะมะณะจิตตัง ปุริสะจิตตัง อาคัจฉาหิ ปะริเทวันติ ปิยังมะมะ สัพเพชะนา พะหูชะนา มหามณีจินดา เอหิพุทธัง ปิโยเทวะมะ นุสสานัง มหามณีจินดา เอหิธัมมัง ปิโย พรหมานะมุตตะโม มหามณีจินดา เอหิสังฆัง ปิโยนาคะสุปันนานัง ปินินทริยัง นะมามิหัง พุทโธโสภะคะวา ธัมโมโสภะคะวา สังโฆโสภะคะวา อินทะเสน่หา พรหมะเสน่หา อิตถึเสน่หา ราชาเทวี มะณีรักขัง จิตตัง ปิยัง มะมะ ฯ”

คาถามหามณีจินดามนต์นี้ใช้ได้สารพัด ถ้าจะเรียกเนื้อเรียกปลาให้เอาศิลาลองเท้าเสียก่อน ถ้าจะให้เป็นเมตตาให้ใช้เสกเครื่องหอม เสกเครื่องนุ่งห่มทาตัวแต่งตัว ถ้าจะเรียกคนให้มาหาเอาใบรักซ้อนเขียนชื่อหญิงชายคนละใบ เอาประกบกันเข้า ถ้าจะให้ใครมาหาใครให้เอาคนที่ต้องการให้มาไว้ข้างล่างแล้วเสกด้วยน้ำมนต์นี้ ๗ ที เอาใส่ใต้ที่นอนไว้ เวลาค่ำให้ภาวนา ๗ ที เที่ยงคืน ๑๑ ใกล้รุ่ง ๑๕ ที อยู่มิได้แล ทำน้ำมนต์รดทางเมตตามหานิยมก็ได้ พระคาถาใช้ได้ทั้งหญิงชาย ประสิทธิ์นักฯ ใช้เรียกเงิน เรียกทอง เรียกคนรัก ค้าขายเรียกลูกค้า ประเสริฐนักแลฯ ใครได้เห็นได้สวด หมั่นท่องจำคนนั้นโชคดี

เมื่อจะท่องหรือจะใช้พระคาถาใดๆทุกๆพระคาถาจะต้องตั้ง “นะโม” สามจบก่อน การใช้เวทมนตร์คาถานั้น ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่ดวงจิตอันสำรวมเป็นสมาธิ และที่สำคัญที่สุดคือถือศลี๕ข้อ หมั่นทำความดี สร้างบุญบารมี บุญบารมีและความดีจะช่วยปกป้องคุ้มครองเราตลอดไป

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply