บทพระคาถา “หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย” พระเกจิดังในอดีต

หากกล่าวถึงพระคาถา คาถาคือ ร้อยกรองคำสอนของพระพุทธศาสนา ถ้อยคำที่ร้อยกรอง ถ้อยคำที่ผูกไว้ ถ้อยคำที่ขับร้อง ท่อง สวด หรืออักขระข้อความที่เชื่อว่าท่องบ่นหรือเสกเป่าแล้วศักดิ์สิทธิ์ วันนี้ได้นำบทพระคาถาของ“หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย” พระเกจิดังในอดีต มาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

คาถาหลวงพ่อปานวัดบางเหี้ย พระครูพิพัฒนิโรธกิจวัดสว่างอารมณ์  พุทธะเสฏโฐ มะหานาถัง วัณณะโก สิงหะนาทะกัง หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย พุทธะสิระสา เตเชนะ มาระเสนา ปะราชัยยัง ชัยยะ ชัยยะ ภะวันตุ เมฯ ผู้ใดภาวนาเป็นประจำ จะเกิดเมตตามหาอำนาจดีนักแลฯ

พระคาถาปลุกเสือหลวงพ่อปานวัดบางเหี้ย  โอม พยัคโฆ พยัคฆา สุญญา ภัพพะติ อิติ ฮำ ฮึม ฮึม

หลวงพ่อปานเป็นชาวบางบ่อท่านเกิดที่คลองนางโหงตำบลบางเหี้ย (ตำบลคลองด่านในปัจจุบัน) จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๘ ตาเป็นคนจีนชื่อเขียวยายเป็นคนไทยชื่อปิ่น บิดามีเชื้อจีนชื่อ ปลื้ม มารดาเป็นคนไทยเป็นลูกสาวคนโตของยายปิ่นชื่อตาล อาชีพทำป่าจากครอบครัวของท่านอยู่ที่หมู่บ้านโคกเศรษฐี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้ ลูกหลานของหลวงพ่อปานได้ใช้ชื่อของบรรพบุรุษมาตั้งเป็นนามสกุลว่าหนูเทพย์

เมื่ออายุครบบวชจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดอรุณราชวรารามนั่นเอง โดยมีท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนีเป็นพระอุปัชฌาย์ (บางแหล่งข้อมูลว่านามฉายาของท่านคือ อคฺคปญฺโญ) ท่านศึกษาด้านวิปัสสนากรรมฐานรวมถึงไสยศาสตร์ ท่านได้รับการถ่ายทอดจากคณาจารย์หลายองค์จนเชี่ยวชาญ ภายหลังได้ย้ายมาจำพรรษาที่วัดบางเหี้ยนอก ปัจจุบันเรียกว่าวัดมงคลโคธาวาสโดยมีพระที่เป็นสหายสนิทตามมาด้วยองค์หนึ่งชื่อ หลวงพ่อเรือน หลังออกพรรษาท่านและพระเรือนเริ่มออกธุดงค์ไปสถานที่ต่างๆ

หลวงพ่อปานและหลวงพ่อเรือนได้ดั้นด้นไปจนถึง”วัดอ่างศิลา”อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี และได้ฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของ “หลวงพ่อแตง” เจ้าอาวาสวัดอ่างศิลา โดยศึกษาด้านวิปัสนาธุระไสยเวทย์มนต์ต่าง ๆ จนเชี่ยวชาญและสร้างชื่อเสียงให้หลวงพ่อปานเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะ”เขี้ยวเสือโคร่งซึ่งแกะเป็นรูปเสือนั่ง ” เมื่อมีความเชี่ยวชาญแล้วจึงได้อำลาพระอาจารย์ “หลวงพ่อแตง” มาพำนักอยู่ที่วัดบ้านเกิดตนเองพร้อมด้วยพระอาจารย์เรือนเพื่อนสหาย ณ วัดบางเหี้ย (ปัจจุบันคือวัดมงคลโคธาวาส) และดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสโดยมีหลวงพ่อเรือนเป็นรองเจ้าอาวาส ซึ่งทั้งสองรูปได้ปกครองพระลูกวัดทั้งด้านการศึกษาและการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดมาตลอด

สำหรับเขี้ยวเสือหลวงพ่อปานนั้นได้จัดทำด้วยช่างแกะถึง ๖ คน จึงมีรูปร่างไม่เหมือนกันมีทั้งอ้าปาก หุบปาก โดยช่างทั้งหมดจะเอาแมวมาเป็นต้นแบบในการแกะ หลวงพ่อปานเป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติธรรมวินัยเคร่งครัด กิจของสงฆ์หลวงพ่อปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน อีกประการหนึ่งคือนำพระสงฆ์ออกบิณฑบาตทุก ๆ เช้า นอกจากเจ็บป่วยไปไม่แล้วท่านปฏิบัติเป็นประจำทุกวัน อีกประการหนึ่งคือนำพระสงฆ์สวดมนต์เช้าเย็นที่หอสวดมนต์เป็นประจำทุกวันและสวดมนต์เป็นคัมภีร์หรือผูกเป็นเล่มเป็นวันๆ ไปกระทั่งสวดปาฏิโมกข์ เหตุดังนี้ในสมัยนั้น พระลูกวัดของท่านจึงสวดมนต์เก่งมาก

ด้านความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารของหลวงพ่อนั้นเป็นที่เลื่องลือกันทั่วไป เป็นพระอาจารย์ที่มีญาณแก่กล้าชื่อเสียงโด่งดังในสมัยรัชกาลที่ ๕ เครื่องรางของขลังของท่านเป็นที่เลื่อมใสศรัทธามากและสืบเสาะหากันจนทุกวันนี้ ท่านคร่ำเคร่งทางวิปัสสนามากและธุดงค์อยู่เสมอ ด้วยคุณความดีและคุณธรรมอันสูงส่งของหลวงพ่อที่ได้ประกอบขึ้นไว้ แต่ครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ราษฎรในตำบลใกล้เคียงกระทั่งต่างอำเภอและต่างจังหวัดพากันเคารพนับถือและรำลึกถึงหลวงพ่ออย่างไม่เสื่อมคลาย

เมื่อจะท่องหรือจะใช้พระคาถาใดๆทุกๆพระคาถาจะต้องตั้ง “นะโม” สามจบก่อน การใช้เวทมนตร์คาถานั้น ผลสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่ดวงจิตอันสำรวมเป็นสมาธิ และที่สำคัญที่สุดคือถือศลี๕ข้อ หมั่นทำความดี สร้างบุญบารมี บุญบารมีและความดีจะช่วยปกป้องคุ้มครองเราตลอดไป

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวของบทพระคาถา“หลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย” ที่เป็นตำนานเล่าขานที่ได้เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ

ใส่ความเห็น