ประสบการณ์อภินิหารหลวงปู่ไข่ (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ…

วัดบพิตรพิมุข อยู่ปากคลองโอ่งอ่างฝั่งใต้ เดิมชื่อวัดตีนเลนหรือวัดเชิงเลนเป็นวัดโบราณ กรมพระราชวังหลังทรงสถาปนาใหม่ในรัชกาลที่ ๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกพระราชทานนามเปลี่ยนใหม่ว่าวัดบพิตรพิมุข รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปฏิสังขรณ์รัชกาลที่ ๕ ทรงปฏิสังขรณ์ด้วย

วัดนี้มีพระอาจารย์ที่มีพระเวทย์มนต์ขลังและศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนักการสร้างผู้สร้างเหรียญหลวงปู่ไข่สร้างเป็นโลหะรูปไข่เนื้อสัมฤทธิ์ ด้านหลังเป็นรูปหลวงปู่ไข่นั่งสมาธิอยู่ตรงกลางจนจรดส่วนล่างของเหรียญตอนบนมีอักษรขอมตัวนูนเขียนตามความโค้งอ่านได้ว่า

”อินทรปรภิกขุ พุทธสังมิ นะโมพุทธายะ”

เหรียญนี้สร้างเมื่อพ.ศ.๒๔๗๒ จำนวน ๑๐๘ เหรียญ เหรียญแท้นี้หายากมากข้าพเจ้ามีพระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าอยู่ ๒ องค์ มีร้อยโทประกอบ สิงหเสนีย์อยากจะได้พระพิจิตรเม็ดข้าวเม่าโดยจะเอาเหรียญหลวงปู่ไข่มาแลก

ข้าพเจ้าตกลงทันทีเพราะเป็นเหรียญที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์อันมหัศจรรย์จะนำมาห้อยคอให้กับเด็กชายเผด็จ อิศรานุวัฒน์ ซึ่งเป็นบุตรชายของข้าพเจ้าอายุได้ ๒ ขวบแขวนอยู่ที่คอโดยมีสายสร้อยเงินใส่เหรียญหลวงปู่ไข่ไว้

วันหนึ่งนางลำจวน ซึ่งเป็นเมียข้าพเจ้าได้นำเสื้อผ้ามาซักที่ท่าน้ำซักที่เพซุง เพราะจังหวัดตากมีแม่น้ำปิงชาวบ้านร้านตลาดจะซักเสื้อต้องมาซักที่ท่าน้ำเป็นการสะดวกลำจวนแฟนข้าพเจ้าได้นำผ้ามาซักดังกล่าวและได้นำลูกชายมาด้วยโดยให้นั่งอยู่เบื้องหลังทางฝ่ายลำจวนก็ซักฟอกผ้า

โดยปล่อยให้ลูกนั่งเล่นขันน้ำอยู่ที่แพซุง
บังเอิญขันลอยน้ำตกจากแพซุง ลำจวนมัวแต่ซักผ้าอยู่ ลูกชายข้าพเจ้าเอื้อมมือคว้าขันและได้ตกน้ำลอยตามขันไป

ทางฝ่ายลำจวนเหลียวมาเห็นลูกตกน้ำแต่ไม่จมได้ลอยคู่ไปกับขันทันใดนั้นลำจวนก็ตะโกนร้องบอกว่า ”ช่วยด้วยลูกฉันตกน้ำ” พร้อมกันนี้ลำจวนก็ได้กระโดดติดตามลูกไป น้ำกำลังไหลลง ลำจวนได้แหวกว่ายมาถึงลูกและได้นำลูกขึ้นฝั่งอย่างอกสั่นขวัญหายได้พาลูกขึ้นมาบนบ้านด้วยใบหน้าซีดเผือดและได้เล่าถึงเรื่องลูกตกน้ำให้ข้าพเจ้าฟัง

ข้าพเจ้าก็บอกว่าอภินิหารเหรียญหลวงปู่ไข่คุ้มครองปกปักรักษาเป็นที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์ชาวบ้านแถวถิ่นละแวกใกล้ใกล้กันต่างล่ำลือถึงเหรียญของหลวงปู่ไข่

ยังมีเหตุร้ายที่เกิดขึ้นกับแฟนและลูกข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าและแฟนได้เช่าบ้านเช่าอยู่ห้องที่อยู่นั้นเป็นห้องแถวปลูกโดยเจ้าของเดียวกันมีอยู่ ๑๒ ห้องคืนนี้เป็นคืนมหาประลัยกัลป์ เป็นคืนวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๔๗๔ พระเพลิงซึ่งมีอิทธิฤทธิ์ได้เกิดขึ้นเผาผลาญห้องแถว ตั้งแต่ห้องที่ ๑ จนถึงห้องที่ ๕ จนถึงห้องที่ ๗ ไหม้ไปจนถึงห้องที่ ๑๒ แต่ห้องที่ ๖ ซึ่งเป็นห้องของข้าพเจ้านั้นไฟกลับไม่ไหม้เป็นสิ่งแปลกประหลาดมหัศจรรย์

ห้องแรกเป็นห้องของเถ้าแก่ซ้งกิม แซ่ฉั่ว และเป็นเจ้าของห้องทั้งหมด ที่ร้านขายเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำมีประกันเพลิงเป็นเงินหลายแสนบาท เถ้าแก่ซ่งกิมได้ว่าเจ้านายเพลา สีลูกบวบเป็นคนเผาตึกแถว ค่าจ้างสมัยเงินแพง ๑,๐๐๐ บาทถ้วน

ในคืนที่ไฟไหม้เป็นเวลา ๒๔.๐๐ น. นายเพลาผู้รับจ้างได้ใช้ขยะเป็นเชื้อเพลิงได้เอาน้ำมันเบนซินเทราดแล้วก็จุดไฟเผา บ้านเถ้าแก่ซ่งกิมซึ่งเป็นห้องแรกไฟได้ลุกลามวอดวายดังกล่าวไฟไหม้ลามรวดเร็วและมีลมกระโชกพัดโหมกระพือไม่ถึงสองชั่วโมงบ้านและห้องแถวทั้งหมดพังพินาศสิ้น

นายเพลาผู้รับจ้างเผาเมื่อเผาเสร็จแล้วก็รีบวิ่งหนีไปแต่บังเอิญมีคนเห็นตัวเป็นพยานหลายคนตำรวจจึงติดตามจับตัวไว้เพื่อรอส่งอัยการ นายเพลารับสารภาพตามข้อหา นายเพลาได้ให้การซักทอดเถ้าแก่ซ้งกิมเป็นจำเลยร่วมกันสมคบกับนายเพลา

มีสิ่งที่แปลกประหลาดมหัศจรรย์มีอาถรรพ์พิสดารเป็นปาฏิหาริย์ที่เหลือเชื่อ บ้านข้าพเจ้าซึ่งอยู่ตรงกลางเป็นห้องที่ 6 ยังเหลือรอดที่ไฟไม่ไหม้ มีตำรวจและชาวบ้านมาดูบ้านข้าพเจ้า ลำจวนแฟนข้าพเจ้าบอกกับตำรวจและชาวบ้านว่าที่คอลูกชายมีเหรียญหลวงปู่ไข่ ซึ่งได้คุ้มครองรักษาบ้านไม่ให้ไหม้

ทางวงการตำรวจมีความพิศวงสงสัยที่บ้านข้าพเจ้าไฟไม่ไหม้ตำรวจต้องการเรียกข้าพเจ้าพร้อมด้วยแฟนมาสอบสวนที่โรงพักถึงวันเกิดเหตุว่าลำจวนและลูกอยู่ที่ไหน ลำจวนก็ให้ถ้อยคำว่านอนอยู่กับลูกที่บ้านได้ยินเสียงตะโกนบอกว่าไฟไหม้ไฟไหม้

เธอจึงตื่นตกใจเห็นแสงไฟรุ่งโรจน์แล้วเธอก็รีบอุ้มลูกหนีออกจากบริเวณนั้นมาพักที่ตำบลหนองหลวง ซึ่งเป็นบ้านน้าของเธอ ตำรวจถามถึงข้าพเจ้าลำจวนก็บอกว่าไม่อยู่ไปต่างจังหวัดไปธุรกิจค้าขาย ๑๕ วันจะกลับวันนี้เป็นวันที่สามีจะกลับพอดี

ข้าพเจ้ากลับมาจากต่างจังหวัดพอมาถึงที่บ้านเห็นบ้านระแวกแถวถิ่นนั้นไฟไหม้หมดเห็นเหลืออยู่บ้านเดียวซึ่งเป็นบ้านของข้าพเจ้ารอดจากการถูกไฟไหม้

ข้างฝาบ้านมีแต่รอยไหม้เกรียมข้าพเจ้านึกถึงภาพปั้นของหลวงปู่ไข่ ซึ่งข้าพเจ้าได้จ้างช่างปั้นให้เป็นเครื่องเคารพสักการบูชาได้ถามชาวบ้านแถวนั้นว่าลำจวนแฟนและลูกของข้าพเจ้าไปไหน

ชาวบ้านก็บอกให้ว่าภรรยาของข้าพเจ้าถูกตำรวจเรียกสอบสวน ข้าพเจ้าก็มาที่สถานีตำรวจมาถึงก็เห็นภรรยาอยู่ที่โต๊ะโดยมีร้อยตำรวจโทสุขุม ปิ่นแสงซึ่งเป็นนายตำรวจร้อยเวรข้าพเจ้าก็ทำความเคารพ

นายตำรวจก็ถามถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าที่บ้านข้าพเจ้ามีอะไรบ้างข้าพเจ้าก็บอกว่ามีภาพปั้นของหลวงปู่ไข่ซึ่งได้คุ้มครองช่วยปกปักรักษาให้มีแต่ความสุขความเจริญ

ท่านผู้อ่านที่รักที่มีเหรียญหลวงปู่ไข่ก็ควรเก็บรักษาอย่าให้สูญหาย เพราะเป็นเหรียญที่มีประสิทธิภาพจัดลำดับได้ว่าเป็นเหรียญที่เป็นเครื่องรางของขลังและอยู่ยงคงกระพันชาตรีดังเรื่องราวที่มีอาถรรพ์อันมหัศจรรย์ที่ข้าพเจ้าพบเจอมาแล้ว

ปัจจุบันเหรียญหลวงปู่ไข่ เป็นพระเหรียญที่แพงที่สุดเหรียญหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน ราคาพระเหรียญที่แพงที่สุดในโลก ๓๐ล้านบาท (ราคา ณ ปี๒๕๕๗)ถือได้ว่าแพงสุดๆในบรรดาเหรียญพระสงฆ์เนื้อทองแดงซึ่ง

เหรียญหลวงปู่ไข่ วัดบพิตรภิมุข รุ่นแรก ปี๒๔๗๓ และ พระปิดตาหลวงปู่ไข่ จะขึ้นชื่อว่าสุดยอดของความแพง คืออยู่ในหลักล้านบาท ซึ่งสร้างไว้กลายเป็นตำนาน เหรียญพระสงฆ์ เหรียญพระเกจิอาจารย์ที่ได้รับความนิยมเทียบเท่า หรือสูงกว่าเหรียญเบญจภาคีพระสงฆ์ที่เคยจัดลำดับไว้ในอดีต

เช่น เหรียญหลวงพ่อดิ่ง วัดบางวัว ฉะเชิงเทรา เหรียญหลวงพ่อคง วัดซำป่าง่าม ฉะเชิงเทรา เหรียญหลวงพ่อรุ่ง วัดท่ากระบือ เหรียญหลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ และเหรียญสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถร) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นต้นแต่มีเหรียญหนึ่งที่ถือว่าแพงสุดๆ ในบรรดาเหรียญพระสงฆ์ทั้งหมด

และก็ไม่ได้จัดอยู่ในชุดเบญจภาคีเหรียญพระสงฆ์ด้วย พระเหรียญที่แพงที่สุด เหรียญนั้นคือ เหรียญหลวงปู่ไข่ วัดบพิตรภิมุข หรือวัดเชิงเลน กทม. สร้างปี 2473 สันนิษฐานว่าสร้างเหลืออยู่ไม่เกิน 70 เหรียญ(ในหนังสือที่อาจารย์ไพฑูรย์ที่ท่านเขียนเมื่อปี2520ท่านระบุว่ามี108เหรียญแต่เซียนยุคนี้บอกมีเพียง70เหรียญ)

ประวัติหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน กรุงเทพ

หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน ท่านเป็นชาวแปดริ้ว เกิดที่ตำบลท่าไข่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๐๐ โยมบิดาชื่อกล่อม โยมมารดาชื่อบัว เมื่อท่านอายุได้ ๖ ขวบโยมบิดาได้นำท่านไปฝากกับหลวงพ่อปาน วัดโสธรฯ เพื่อให้เรียนหนังสือ

ต่อมาจึงได้บวชเป็นสามเณร และได้ฝึกหัดเทศน์จนมีชื่อเสียงในทางเทศน์มหาชาติ เมื่อหลวงพ่อปานมรณภาพลงหลวงปู่ไข่จึงได้เดินทางไปอยู่กับพระอาจารย์จวง วัดน้อย อำเภอพนัสนิคม ชลบุรี จนท่านอายุได้ ๑๕ ปี พระอาจารย์จวงก็มรณภาพลง ท่านจึงเดินทางมาจำพรรษาอยู่ที่วัดหงษ์รัตนาราม บางกอกใหญ่ เรียนพระปริยัติธรรมอยู่ ๓ ปี แล้วจึงย้ายไปอยู่กับพระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน สมุทรสงคราม

หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลนได้ศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรมจนอายุครบบวช จึงได้อุปสมบทที่วัดลัดด่าน โดยมี
พระอาจารย์เนตร วัดบ้านแหลม เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์เอี่ยม วัดลัดด่าน เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระอาจารย์ภู่ วัดบางกะพ้อม เมืองสมุทรสงคราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์ หลังจากนั้นท่านก็ได้ไปเรียน วิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์รูปหนึ่งที่ จังหวัดกาญจนบุรี แล้วจึงกลับมาอยู่ที่วัดลัดด่านอีกครั้งหนึ่ง หลวงปู่ไข่ท่านออกธุดงค์เป็นประจำทุกปี ท่านออกธุดงค์อยู่ได้ 15 ปี เวลาท่านธุดงค์ผ่านไปทางใด ถ้ามีผู้คนทุกข์ยากหรือเจ็บไข้ได้ป่วยท่านก็ช่วยรักษาให้หายโดยตลอด

เกียรติคุณของท่านก็เป็นที่รู้จักจนมาถึงกรุงเทพฯ จึงมีผู้มานิมนต์ท่านให้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดบ่างยี่เรือ 1 พรรษา แล้วท่านก็ออกธุดงค์ไปในป่าอีก ต่อมาท่านจึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ และเห็นว่าวัดบพิตรพิมุข (วัดเชิงเลน) เป็นวัดที่เงียบสงบดี

ท่านจึงได้เข้ามาจำพรรษาอยู่ที่วัดพบิตรพิมุขตลอดมา ระหว่างที่ท่านอยู่ที่วัดนี้ท่านก็ได้สอนพระกรรมฐานแก่พระภิกษุสามเณรและ ฆราวาสเสมอมา นอกจากนี้ ก็ได้ช่วยรักษาผู้ที่ป่วยไข้ได้ทุกข์มากมาย

ทั้งยังได้บอกบุญแก่ญาติโยมให้ช่วยสร้างพระพุทธปฏิมากร ซ่อมแซมพระพุทธรูปของเก่าที่ชำรุด สร้างพระไตรปิฎก และปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมกุฏิภายในวัด จนเจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวัน

ชื่อเสียงของ หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน นั้นโด่งดังมาหลายทศวรรษแล้ว เพราะเป็นพระเกจิอาจารย์ผู้สร้าง พระปิดตา เนื้อผงคลุกรัก ที่มากด้วยพุทธคุณ และ เหรียญรูปเหมือน มีค่านิยมสูงในวงการพระเครื่อง

นอกจากนี้ยังมีพระอรหัง กลีบบัวเคลือบ และไม่เคลือบ เครื่องราง เช่น ตะกรุด ผ้าประเจียด และรูปถ่าย แม้ หลวงปู่ไข่ ไม่ได้มียศถาบรรดาศักดิ์ เป็นเพียงพระหลวงตาประจำวัด แต่การปฏิบัติ และกิตติคุณของท่าน เป็นที่เลื่องลือว่าทรงวิทยาวรคุณ เป็นพระวิปัสสนาที่มีชื่อเสียง และมีคุณธรรมสูง เป็นที่ยอมรับในหมู่นักปฏิบัติธรรม

เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ นอกจากจะเป็นผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติแล้ว ท่านได้สร้างพระแจกให้ลูกศิษย์ และผู้ที่มานมัสการท่าน เพื่อนำไปบูชาให้เกิดสิริมงคลอีกด้วย ปรากฏว่า วัตถุมงคลหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน ที่ท่านแจกไปนั้น เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเด่นในด้านเมตตา คงกระพัน มหาอุด และดีพร้อมไปเสียทุกอย่าง

หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน เป็นผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในคุณพระรัตนตรัย มีจิตสุขุมเยือกเย็น ประกอบด้วยเมตตากรุณา มีจริยาวัตรอัธยาศัยเรียบร้อย เคร่งครัดในทางสัมมาปฏิบัติ เป็นที่เคารพนับถือแก่บรรดาศิษย์ และผู้ที่รู้จักคุ้นเคยทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เป็นอันมาก

หลวงปู่ไข่เป็นพระที่สมถะใฝ่สันโดษ เจริญวิปัสสนากรรมฐานเป็นนิตย์ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร บรรดาศิษย์ของหลวงปู่ไข่เจ็บไข้ได้ป่วยก็มาหา หลวงปู่ไข่ก็จะแนะนำให้ไปซื้อยามาเสกให้กิน เมื่อมีเวลาว่าง หลวงปู่ไข่ก็จะสร้างพระ ตะกรุด ธง และเหรียญออกแจกจ่ายแก่บรรดาศิษย์

ท่านมรณภาพลงเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๒๔๗๕ ด้วยวัย ๗๔ ปี พรรษา ๕๔ นับถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นปีที่ 84 แล้ว แต่ความเชื่อความศรัทธาในบารมีแห่งตัวท่าน ผ่านวัตถุมคลของท่าน ยังคงอยู่ในความทรงจำ และความรู้สึกของลูกศิษย์อยู่เสมอ

เหรียญหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน เหรียญพระที่มีราคาแพงที่สุด

นายอรรถวัติ ศิริสิทธิธงไชย หรือ บอย ท่าพระจันทร์ ผู้เชียวชาญด้านเหรียญพระคณาจารย์ของสมาคมพระเครื่องพระบูชาไทย อธิบายให้ฟังว่าปกติแล้ว ถ้าเป็นเหรียญวงรีรูปทรงไข่ การสร้างเหรียญตั้งแต่ปี ๒๔๖๐- ๒๔๘๐ ประมาณ ๙๘% จะเป็นเหรียญชนิดหูเชื่อม

แต่ความพิเศษของเหรียญหลวงปู่รุ่นนี้ แม้จะสร้างในปี ๒๔๗๓ กลับเป็นเหรียญหูในตัว เข้าใจว่าจำนวนการสร้างที่น้อย ประมาณการว่ามีการสร้างเหรียญรุ่นนี้เพียง ๗๐ เหรียญเท่านั้น (สร้างตามอายุ) ในกรณีการสร้างเหรียญปั๊มข้างกระบอก ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญที่มีการสร้างในหลักร้อยเหรียญขึ้นไป

การผลิตเหรียญรุ่นนี้ เป็นเป็นเหรียญข้างเลื่อย ชนิดหูในตัว
(เหรียญที่เลื่อยเผื่อหูสำหรับเจาะรูภายหลัง โดยเหรียญและหูเชื่อมทำมาพร้อมๆ กัน) ในอดีตนักเลงพระบอกต่อๆ กันมาว่า เป็นเหรียญหูเชื่อม (เหรียญกับหูเชื่อมทำคนละครั้ง มาเชื่อมต่อกันภายหลัง)

สันนิษฐานว่า เซียนไม่อยากเปิดเผยจุดสำคัญ ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นได้ว่า เซียนต้องการซื้อเก็บไว้เอง ขณะเดียวกันอาจจะมีความรู้เรื่องเหรียญมากพอ ส่วนเหตุผลที่ทำให้เหรียญรุ่นนี้มีค่านิยมสูงมาตั้งแต่อดีตนั้น บอย ท่าพระจันทร์ บอกว่า เนื่องจากได้รับการถ่ายทอดจากนักเลงพระยุคก่อนๆ ว่า

“เป็นเหรียญในตำนาน ใครได้ครอบครองถือว่า เป็นสุดยอดของคนเล่นพระเหรียญ” อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่แปลกมาก แม้ว่าไม่มีใครกล่าวถึงประสบการณ์ การรวมทั้งการเช่าซื้อ ก็เกือบจะไม่มีข่าวในวงการเลย ครั้งสุดท้ายมีการเช่าซื้อกันเมื่อปลายปี ๒๕๕๑ ในราคาสูงถึง ๕ ล้านบาท

แม้ว่าเป็นเหรียญเก่าราคาแพงที่ผ่านการใช้งานมาชนิดที่เรียกว่ามองหรือแยกไม่ออกว่าเป็น เหรียญหลวงปู่ไข่ ราคาขายไปประมาณ 3 แสนบาท เหตุผลหนึ่งที่มีคนกล้าเช่าในราคาสูง เพราะถ้าเป็นคนเล่นเหรียญพันธุ์แท้ ต้องมีเหรียญหลวงปู่ไข่ด้วย ” การทำปลอมนั้น มีทั้งหูในตัว หูเชื่อม แต่ฝีมือการทำปลอมยังห่างไกลมาก เพราะไม่มีเหรียญแท้ไปเป็นแบบ เรียกว่าเก๊ดูง่าย

ตลอดเวลาที่อยู่ในวงการพระมานาน เคยเห็นเหรียญหลวงปู่ไข่ที่หมุนเวียนอยู่ใน ตลาดพระเครื่อง และหนังสือพระเพียง ๔ เหรียญเท่านั้นนอกจากเหรียญหลวงปู่ไข่ รุ่นแรก ซึ่งเป็นรุ่นเดียวนั้น ยังมี พระปิดตาหลวงปู่ไข่ ที่มีการแสวงหาในหลักล้านบาท

แต่ก็เป็นเรื่องแปลก สำหรับ พระอรหังกลีบบัวหลวงปู่ไข่ ค่านิยมอยู่ในหลักพันปลายๆ เท่านั้น เข้าใจว่าจำนวนการสร้างมีมากนั่นเอง

” บอย ท่าพระจันทร์ กล่าว ด้านนายพยัพ คำพันธุ์ นายกสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย บอกว่า จริงๆ แล้วเบญจภาคีพระปิดตาเนื้อผงคลุกรัก แพงทุกองค์ คือ ๑.พระปิดตา หลวงพ่อแก้ว วัดเคลือวัลย์ จ.ชลบุรี ๒.พระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง จ.นนทบุรี ๓.พระปิดตาหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน (วัดบพิตรพิมุข) กทม. ๔.พระปิดตาหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี และ 5.พระปิดตาหลวงปู่จีน วัดท่าลาด จ. ฉะเชิงเทรา

หลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลนท่านเป็นพระที่สมถะ รักสันโดษ มีความเมตตาต่อสานุศิษย์ทุกคน แม้กระทั่งเหล่าเจ้าขุนมูลนายในสมัยนั้น ก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับท่าน

พระเครื่องราคาแพงที่สุดในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเหรียญหลวงปู่ไข่ และพระปิดตาหลวงปู่ไข่ จะขึ้นชื่อว่าสุดยอดของความแพง คืออยู่ในหลักล้านบาท แต่ยังมีพระดีราคาถูก พระเครื่องที่มีพุทธคุณไม่แพ้กัน คือ พระกลีบบัวอรหัง ซึ่งเป็นเหรียญที่หลวงปู่ไข่สร้างไว้เมื่อประมาณ พ.ศ.2470 ซึ่งสร้าง พระอรหังกลีบบัวหลวงปู่ไข่ ไว้แจกโดยตรงเป็นว่าพระใช้งาน จำนวนมากหน่อย ปัจจุบันยังพอหาได้ไม่ยากนัก พระอรหังกลีบบัวหลวงปู่ไข่ สวยๆก็อยู่ที่หลักหมื่น แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในหลักพัน

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาและที่เกี่ยวข้องให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยวข้องเพื่อ ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานยึดเอาข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น