ปราบมหาโจร สุดท้ายกลับใจบวชตลอดชีวิต

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ ปราบมหาโจร สุดท้ายกลับใจบวชตลอดชีวิต  นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

หลวงปู่กงมา จิรปุญโญแห่งวัดดอยธรรมเจดีย์ ต.ตองโขบ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร พระอริยเจ้าสายหลวงปู่มั่น เป็นพระประพฤติดีปฏิบัติชอบ มีพระภิกษุสามเณร อุบาสกและอุบาสิกา ศรัทธาเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิปทา ทำให้เกิดวัดอันเป็นสถานปฏิบัติธรรมขึ้นในวงของพระพุทธศาสนามากมายเกิดมีผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบตามหลักโอวาทของท่านสืบมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านได้ชื่อว่าเป็นพระสุปฏิบัติอุชุปฏิบัติญายปฏิบัติสามีจิปฏิบัติและเป็นโลกปุญญเขตอย่างแท้จริง ท่านเป็นพระที่เรียบง่ายเจ้าระเบียบมีอุบายละเอียดการเทศนาธรรมใช้ภาษาง่ายๆแต่กินใจความลึกซึ้ง ท่านมีหลวงปู่สาม อกิญฺจโนและท่านพ่อลี ธมฺมธโรเป็นสหธรรมิก

เมื่อครั้งที่ท่านได้ธุดงค์พ้นจากดงพญาเย็นมาถึงหางดงนั้นแถบนี้เป็นแหล่งที่พวกมหาโจรทั้งหลายพากันมาส้องสุมกันอยู่จำนวนมากท่านอาจารย์กงมาก็พาคณะศิษย์พักอยู่บริเวณนั้น เมื่อคณะท่านพักกันเรียบร้อยแล้วพวกโจรประมาณ๒๐คนได้เข้ามาล้อมคณะพระธุดงค์ในมือมีทั้งดา บและปื นน่าสะพรึงกลัว ท่านอาจารย์กงมาเคยเล่าให้สามเณรวิริยังค์ฟังว่า พวกโจรดงพญาเย็นนี้ร้ายกาจนักมันจับพระธุดงค์ปลิดชีพเสียมากต่อมากแล้ว คราวหนึ่งมีพระธุดงค์จำนวน๙รูปธุดงค์มาเจอพวกโจรเขาใหญ่ดงพญาเย็นนี้มันจับเอาไว้หมดค้นดูย่ามว่าจะมีเงินไหม พระธุดงค์ทั้ง ๙รูปไม่มีเงินแม้แต่สตางค์แดงเดียว พวกโจรก็โกรธจึงจับเอาพระให้เอาศีรษะชนกันชนค่อยๆก็ไม่ยอมชนจนศีรษะได้เลือด แต่มีอีกหนึ่งรูปไม่มีคู่พวกโจรเลยให้ชนหัวคันนาพวกโจรชอบใจหัวเราะกัน พระรูปไม่มีคู่เดือดดาลในใจนักจึงค่อยๆคลานไปจนถึงปื นที่โจรวางไว้ คว้าปื นยิ งโจรสิ้นชีพไปพวกโจรก็หนีเตลิดไป

นอกจากนี้พระอาจารย์วิริยังค์ได้เล่าเรื่องนี้ไว้ว่า “ข้าพเจ้านึกถึงที่ท่านเล่ามาให้ข้าพเจ้าฟังได้ก็ให้เสียวว่าเราจะโดนอีท่าไหนหนอ จากนั้นท่านอาจารย์กงมาท่านก็เริ่มอธิบายธรรมต่างๆให้พวกโจรมันฟังแต่มันก็หาได้เคารพพระอาจารย์แต่อย่างใดไม่ พวกมันนั่งยองๆเอาปลายดา บปักลงที่ดินวางท่าทางน่ากลัว ข้าพเจ้าก็นั่งรับใช้ท่านอาจารย์ข้างๆนั้นนั่นเอง ท่านอาจารย์ก็ไม่ยอมลดธรรมเทศนาอธิบายเรื่อยๆไปข้าพเจ้าจำได้ตอนหนึ่งว่า “พวกเธอเอ๋ยแม้พวกเธอจะมาหาทรัพย์ตลอดถึงการผิดศีลของพวกเธอนั้นน่าก็เพื่อเลี้ยงชีวิตนี้เท่านั้นแต่ชีวิตนี้ก็ไม่ใช่ของพวกเธอ มันจะสิ้นกันไม่รู้วันไหนเป็นเช่นนี้ทุกคน พวกเธอปลิดชีวิ ตเขา ถึงจะปลิดชีพไม่ปลิดชีพเขาก็ต าย เธอก็เหมือนกันมีความดีเท่านั้นที่ใครๆปลิดชีวิ ตไม่ต าย อย่างเรานี้จะตา ยเมื่อไรก็ไม่อนาทรร้อนใจเพราะความดีเราทำมามากแล้ว”

ข้าพเจ้าแทบจะไม่เชื่อในสายตาของข้าพเจ้าเลยทีเดียวในขณะนั้นพวกโจรทั้งหมดพากันวางมี ดวางปื นหมดน้อมตัวลงกราบอาจารย์ของข้าพเจ้าอย่างอ่อนน้อมข้าพเจ้าโล่งใจไปถนัดและพอใจที่พวกโจรมันยอมแล้ว หัวหน้าโจรชื่อนายอุงเป็นคนล่ำสันมากกรากเข้ามาหาอาจารย์ขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์อีกครั้งเหมือนกันที่ข้าพเจ้าไม่ยอมเชื่อสายตาของข้าพเจ้าว่า ทำไมโจรจะยอมเป็นลูกศิษย์อาจารย์ของข้าพเจ้าทำไมช่างง่ายดายอะไรอย่างนี้และก็เป็นจริงเช่นนั้น ท่านอาจารย์กงมาท่านก็บัญชาให้พระที่ไปกับท่านโกนผมเสียเลยบวชเป็นตาผ้าขาวติดตามท่านไป เดี๋ยวนี้หัวหน้าโจรได้กลายเป็นผู้ทรงศีลไปเสียแล้วมันจะเป็นไปได้หรือท่านผู้อ่านทั้งหลายเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้นโจรทั้งคณะมายอมแพ้อาจารย์ของข้าพเจ้า มันเป็นไปแล้วแหละท่านทั้งหลาย

ต่อมาเมื่อมหาโจรอุงมาเป็นตาผ้าขาวอุงแล้วก็สนิทสนมกันกับข้าพเจ้าอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าแม้ขณะนั้นอายุเพียง๑๕ปี เป็นสามเณรถึงจะยังไม่เจนต่อโลกมากนักแต่สามัญสำนึกของข้าพเจ้าได้บอกตัวเองว่า น่าอัศจรรย์น่าอัศจรรย์ที่อาจารย์ได้สอนคนที่จะต้องปลิดชีพคนอีกมากให้หยุดจากการกระทำบาปเช่นนี้ ข้าพเจ้าในสามัญสำนึกก็ต้องยอมรับแล้วว่า อาจารย์ของข้าพเจ้านี้เก่งมากข้าพเจ้านึกชมอยู่ในใจ แม้กระทั่งบัดนี้ข้าพเจ้าก็จะยังไม่ยอมลืมต่อเหตุการณ์ในวันนั้นได้เลยนี่ถ้าหากว่าอาจารย์ของข้าพเจ้าเกิดทรมานโจรไม่สำเร็จพระเราก็จะถูกพวกมันบังคับให้เอาหัวชนกัน เมื่อไป๕องค์ข้าพเจ้าซิจะถูกมันบังคับให้เอาหัวชนคันนา ข้าพเจ้าจะกล้าหรือไม่กล้าที่จะยิ งมันแต่อย่าคิดดีกว่าเพราะท่านอาจารย์ของข้าพเจ้าได้ทรมานมหาโจรสำเร็จแล้ว”

พระอาจารย์กงมาจิรปุญฺโญได้ปราบมหาโจรอุงจนยอมทุกสิ่งทุกอย่างโดยอาศัยวาทศิลป์แห่งพระสัทธรรมและความจริงแห่งการปฏิบัติในพระธรรมวินัยที่เคร่งครัดของท่าน ตลอดถึงอาจาริยมรรยาทที่น่าเลื่อมใสทำให้มหาโจรอุงได้ยอมเข้ามาถือบวชแต่พระอาจารย์กงมาก็ให้เป็นเพียงตาผ้าขาวนุ่งขาวห่มขาวสมาทานศีล๘ เพราะมหาโจรผู้นี้ได้ปลิดชีวิ ตคนมามาก พระอาจารย์วิริยังค์ได้เล่าเรื่องนี้ต่อไปว่า”มหาโจรอุงซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นตาผ้าขาวอุงไปแล้วนั้นก็ได้ติดตามอาจารย์มาจำพรรษาร่วมอยู่ที่วัดนี้ เธอตั้งใจจะปฏิบัติกัมมัฏฐานอย่างเต็มความสามารถและก็เป็นผลทำให้จิตใจของเธอได้รับความสงบและเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง การทำความเพียรของเธอนั้นทำอย่างยิ่งบางครั้งนั่งสมาธิตลอดคืนยังรุ่งบางครั้งเมื่อสมาธิได้ผลเธอจะอดอาหาร๒วัน๓วันเป็นการทรมานตน

ข้าพเจ้าได้ถามเธอว่า ตอนเป็นโจรได้ปลิดชีวิ ตคนไปแล้วกี่คน เธอบอกว่า๙คน นับเป็นบาปกรรมอย่างยิ่งแต่อาศัยธรรมของพระอาจารย์กงมาที่ได้พร่ำสอนอยู่เนืองนิตย์ทำให้เธอได้รับผลจากคำสอนเป็นอย่างยิ่ง” ข้าพเจ้าถามเธอเรื่องการปล้นปลิดชีพทีไรเป็นได้เรื่องทุกทีเธอบอกว่า เมื่อได้เล่าเรื่องความหลังในเวลาบำเพ็ญสมาธิจะแลเห็นในนิมิตว่า มีตำรวจนับไม่ถ้วนมารุมล้อมจะปลิดชีวิ ตเอาเสียให้ได้ มันเป็นนิมิตที่คอยมาหลอกหลอนตัวเองอยู่เสมอ เธอได้เล่าต่อไปว่า”มีคราวหนึ่งเขาจับผมได้เขาประชาทัณฑ์จนผมสลบไป พวกเขานึกว่าผมเสียชีวิ ตแล้วจึงหามเอาผมไปโยนทั้งในป่าแห่งหนึ่ง พอกลางดึกน้ำค้างตกถูกหัวผมผมได้รู้สึกตัวและได้ฟื้นขึ้น พวกชาวบ้านรู้ว่าผมฟื้นไม่ตา      ย พวกเขายิ่งกลัวกันใหญ่อกสั่นขวัญแขวน

ผมเองมารู้สึกตัวตอนฟื้นชีพว่า คนเราเกิดแล้วต้องตา ยแน่เรามาประพฤติตัวเป็นมหาโจรอยู่เช่นนี้ก็คงจะได้รับบาปกรรมอันใหญ่หลวงต่อไปเป็นแน่ แต่แม้จะได้คิดเช่นนี้ก็ตามสัญชาตญาณของความเป็นโจรของผมก็ไม่สิ้นไป ต้องคุมสมัครพรรคพวกเข้าปล้นสะดมเขาเหมือนเดิม แต่คราวนี้ผมได้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ปลิดชีพใครอีกต่อไปเหมือนกับบุญปางหลังมาช่วยผม อีกไม่ช้าไม่นานนักก็พอดีมาพบกับท่านอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญพร้อมกับเมื่อมองเห็นท่านครั้งแรกก็อัศจรรย์ใจแล้วครับ ให้เกิดความเลื่อมใสในองค์ท่านตั้งแต่ยังไม่ฟังธรรมจากท่านอาจถึงคราวหมดบาปกรรมแล้ว

พอได้ฟังธรรมจากท่านเท่านั้นก็เกิดความสลดลงอย่างไม่น่าเชื่อจิตของผมเหมือนกับถูกชโลมด้วยน้ำอมฤตกลายเป็นจิตที่ให้อภัยทุกสิ่งทุกอย่างละตัวออกจากพวกมหาโจรทั้งหลาย ผมเองก็พยายามเกลี้ยกล่อมลูกน้องให้ตามผมมาบวชแต่มันไม่ตามมาผมก็เลยปล่อยแต่ในที่สุดลูกน้องของผมทั้งหมดมันก็เลิกเป็นโจรเข้ามาอยู่ในบ้านทำมาหากินตามปกติ ผมเองจึงบวชเป็นตาผ้าขาวผมรู้ตัวผมดีว่าทำบาปกรรมไว้มากผมจึงขอสละชีวิตเพื่อการทำสมาธิอย่างยิ่งยวด ตาผ้าขาวอุงได้อยู่ปฏิบัติกับพระอาจารย์กงมาอยู่เป็นเวลาหลายปีเป็นผู้เคร่งครัดอยู่ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่งจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ในวันหนึ่งตาผ้าขาวอุงนั่งสมาธิอยู่ภายในกลดเป็นเวลา๒วันไม่ออกมาตามธรรมดาจะออกมารับประทานอาหารพร้อมพระ ในวันนั้นไม่ออกพระภิกษุสามเณรก็สงสัยแต่บางครั้งตาผ้าขาวอุงจะอดอาหารถึง๕-๗ วันก็มีจึงทำให้ไม่มีใครสนใจเท่าใดนักแม้ว่าจะไม่ออกจากกลดตั้งหลายวัน วันนี้พวกเรานึกสงสัยมากกว่าทุกวันจึงพากันเข้าไปเพื่อจะเปิดดูว่า ตาผ้าขาวอุงทำอะไรอยู่ข้างในแต่โดยส่วนมากพระอาจารย์กงมาท่านห้ามเพราะเป็นเวลาที่เขานั่งสมาธิอยู่ เราไปทำให้เสียสมาธิของคนอื่นจึงทำให้เกิดความลังเลที่จะเปิดกลดของตาผ้าขาวอุง

ครั้นเมื่อเห็นว่าไม่มีการเคลื่อนไหวเป็นเวลานานผิดปกติพวกเราจึงตัดสินใจเปิดกลด เมื่อเปิดกลดแล้วทุกๆคนที่เห็นก็ต้องตกตะลึงเพราะตาผ้าขาวอุงไม่มีลมหายใจเสียแล้ว แต่ว่ายังคงนั่งสมาธิอยู่ตามปกติไม่ล้มพวกเราจับตัวดูเย็นหมด แข็งทื่อเป็นท่อนไม้ แต่ว่าคราวนั้นอยู่กันในป่าเป็นวัดป่าเรื่องก็ไม่เป็นข่าวโกลาหล ซึ่งถ้าเป็นอย่างปัจจุบันนี้เข้าใจว่าจะเป็นข่าวอึกทึกครึกโครมอย่างมหาศาลทีเดียว น่ากลัวว่าพวกที่นับถือเรื่องโชคลางจะพากันแตกตื่นไปหากันใหญ่ แต่ว่าขณะนั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ในที่สุดพระอาจารย์ก็ได้พาญาติโยมพระภิกษุสามเณรทำฌาปนกิจศพตามมีตามได้จนกระทั่งเหลืออยู่แต่เถ้าถ่านเท่านั้น

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ใส่ความเห็น