ปริศนา “ไฟในบาตร”

ฝากข้อคิด วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ปริศนา “ไฟในบาตร” พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาได้รับความรู้มากยิ่งขึ้น ไปชมกันเลย

ย้อนกลับไปในเหตุการณ์ที่มีผู้แอบถ่ายภาพพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ในระหว่างฉันอาหารและเมื่อล้างฟิล์มอัดภาพออกมาแล้วก็พบว่ามีเปลวไฟปรากฏขึ้นในบาตรใส่ข้าวของท่านนั้น เหตุการณ์นี้ได้มีผู้เขียนอธิบายเอาไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งดังนี้ ภาพแรกคือภาพ “ไฟในบาตร”  ภาพที่สองเป็น “แสงประหลาด” ที่ปรากฏโดยไม่อาจค้นหาแหล่งกำเนิดแสงได้ในหนังสือ “กุลเชฏฐาภิวาท” ได้อธิบายภาพไฟในบาตรว่า

“ปกติบรรดาศิษย์จะแอบถ่ายรูปครูบาอาจารย์ในอิริยาบถตามสบายต่างๆกัน ภาพนี้ผู้ถ่ายแอบถ่ายเมื่อท่านอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ฉันอาหารเสร็จแล้วกำลังล้างปาก บาตรที่ตรงหน้าท่านว่างเปล่าได้เทข้าวก้นบาตรออกหมดแล้ว ผู้ถ่ายก็ดีผู้นั่งอยู่ตรงหน้าซึ่งมีอยู่ประมาณสิบกว่าคนก็ดี รวมทั้งท่านพระครู (องค์ทางซ้าย) ไม่เห็นแสงไฟหรือเปลวไฟอะไรเลย แต่เมื่อล้างฟิล์มอัดภาพแล้วจึงได้เห็นไฟในบาตรปรากฏขึ้น แสงไฟในบาตรจับหน้าท่านและขอบบาตรจนเป็นสีเข้มและสะท้อนมาสู่พื้นศาลาหน้าบาตรด้วย”

ถ้าเราจะค้นหาไฟที่ปรากฏในบาตรก็อาจกล่าวได้ว่า ท่านอาจารย์จวนได้จุดเทียนขึ้นเล่มหนึ่งแล้วปักลงในบาตรก่อนจะมีการถ่ายภาพแต่ว่ามีเหตุผลอะไรที่ท่านจะต้องทำเช่นนั้น ในเวลาที่ดูเป็นการประกอบกิจที่ต่อเนื่องเช่นนั้นคือ ฉันเสร็จ เทข้าวก้นบาตรออก ล้างปากและแคะฟัน และหากเป็นเทียนที่จุดขึ้น ไฟจากเปลวเทียนไม่มีทางจะลุกโชติช่วงสว่างไสวขนาดนี้ สมมุติว่าเป็นการจัดฉากจะต้องทำกันเป็นเรื่องใหญ่โต ลูกศิษย์ลูกหาต้องร่วมมือด้วย ต้องมีช่างเทคนิคเข้ามาลงมืออาจมีการลากสายของแหล่งกำเนิดไฟผ่านมาทางด้านหลังและให้ท่านอาจารย์นั่งทับ แล้ววางกล้องให้อยู่ในตำแหน่งที่บาตรก็สามารถบังสายหรือท่อกำเนิดไฟจนเกิดภาพไฟในบาตรขึ้น นั่นเป็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้ แต่ผมก็ไม่เห็นว่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะต้องทำเช่นนั้น

ทีนี้มาดูภาพที่สอง แสงประหลาดที่ปรากฏในภาพนี้หรือแสงทำนองนี้เคยเห็นในภาพถ่ายของครูบาอาจารย์องค์อื่นมากอยู่ บางทีในงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลหรือในระหว่างครูบาอาจารย์ต่างๆกำลังประกอบพิธีกรรมต่างๆ ลักษณะของแสงประหลาดแบบนี้เท่าที่ผมได้พบเห็นมามีทั้ง “แสงโง่” และ “แสงที่ประหลาดจริงๆ” “แสงโง่” คือ แสงที่มักปรากฏในพิธีพุทธาภิเษกโดยมาก แสงโง่เกิดขึ้นเพราะด้ายสายสิญจน์ที่ผูกระโยงระยางตลอดมณฑลพิธี ช่างภาพเข้าไปถ่ายภาพด้วยไฟแฟลชด้ายสายสิญจน์หรืออะไรก็ตามที่อยู่ใกล้กล้องมากที่สุดจะรับแสงจากไฟแฟลชเต็มที่จนเกิดเป็นภาพเหมือนลำแสงขาวนวลพาดผ่านในภาพถ่าย พอล้างรูปออกมาดูก็ฮือฮาว่าเป็นแสงปาฏิหาริย์แล้วเอามาอวดโง่กันแสงโง่ก็เป็นลักษณะหนึ่ง

ส่วน “แสงประหลาด” ก็เคยพบอยู่มากจริงๆเหมือนกัน เป็นแสงที่มีลักษณะอย่างในภาพที่ลงไว้ทั้งสิ้น พิเคราะห์ดูลักษณะการเกิดภาพแสงแบบนี้ เราจะสามารถเห็นได้ในการถ่ายภาพกลางคืนอย่างเช่น ถ่ายภาพถนนราชดำเนินในคืนวันเฉลิมพระชนมพรรษา แสงอย่างนี้ปรากฏตลอดแนวยาวของถนนนั่นเป็นเพราะว่า การถ่ายภาพกลางคืนจะต้องเปิดหน้ากล้องค้างไว้นานมาก รถยนต์หรืออะไรก็ตามที่สามารถเคลื่อนไหวได้ก็จะเคลื่อนไหวผ่านหน้ากล้องไปมา ไฟจากหน้ารถก็จะถูกพิมพ์ลงในฟิล์มเป็นสายยาวตลอดจนตกเฟรมไป เมื่อล้างรูปออกมาดูก็จะเห็นแสงอย่างนี้ปรากฏในภาพมากมายไปหมด ซึ่งการถ่ายภาพแบบนี้มีแหล่งกำเนิดแสงอย่างแน่ชัด

แต่ภาพอย่างที่เห็นว่าแปลกนี้เป็นภาพถ่ายที่เกิดขึ้นในเวลากลางวัน ดูเหมือนจะตั้งความเร็วปกติคือระหว่าง ๖๐-๑๒๕ ภาพคนทุกคนที่อยู่ในนั้นไม่มีการเคลื่อนไหว ถ้าหากเป็นการเปิดกล้องค้างไว้นานๆแล้ว แม้อาการหายใจของคนก็จะทำให้รูปคนพร่ามัวไปได้ทันที และเมื่อมองหาแหล่งกำเนิดแสงก็ไม่พบว่ามีเทียนหรือไฟอะไรอยู่ในนั้น ไม่ทราบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าที่นี่เมืองไทยมีคนอย่าง จอร์จ ลูคัส หรือสตีเวน สปีลเบิร์ก อาศัยอยู่ภาพนี้คงไม่แปลกประหลาดอะไร แต่ภาพนี้ก็เป็นของแปลกโดยเฉพาะถ่ายขึ้นมาด้วยกล้องที่ภาษานักเลงกล้องเรียกอย่างดูหมิ่นว่า “กล้องปัญญาอ่อน” ก็ยิ่งยากที่จะทำอะไรประหลาดๆ ให้เกิดขึ้นอย่างจงใจได้

มีคำบรรยายภาพทั้งหมดนี้ว่า “เมื่อมีการนำภาพชุดนี้มากราบเรียนถามท่าน (หลวงปู่จวน) ไม่อธิบายว่าอย่างไร ศิษย์ผู้หนึ่งแสดงความเห็นว่า แสงเป็นสายยาวนั้นคงคล้ายกับการถ่ายภาพรถยนต์เมื่อกำลังวิ่งในเวลากลางคืน ความเร็วของรถทำให้แสงโคมไฟหน้ารถจะเป็นเส้นขาวเช่นนั้น การถ่ายภาพนี้คงเป็นการบังเอิญที่กล้องสามารถจับภาพ “รังสี” ของท่านที่อยู่อีกภพหนึ่งซึ่งเราไม่อาจเห็นได้ด้วยตาของสามัญชนธรรมดาและการเคลื่อนไหวของท่าน เหล่านั้นรวดเร็วมาก รังสีของท่านจึงเห็นเป็นเพียงลำแสงปรากฏเป็นเส้นและเวลาต่างกันเพียงอึดใจเดียวก็เป็นภาพที่แตกต่างกันมาก

ไม่ทราบว่าคิดเช่นนี้ถูกผิดประการใด ท่าน (หลวงปู่จวน) ฟังแล้วก็นิ่งอยู่ หากทว่าภายหลังมีผู้มารบเร้าซักถามท่านมากๆท่านหันมาทางศิษย์ผู้นั้นบอกว่า ‘ไหนช่วยอธิบายให้เขาฟังทีซิ’แล้วท่านก็ลุกหนีไป ผู้ที่เคยเห็นภาพชุดพิเศษถ่ายในคืนวันพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ขาว อนาลโยในหนังสืออนาลโยบูชา จะเห็นแสงสีฟ้าลักษณะขาดเป็นช่วงๆเช่นนี้มาก รวมทั้งเศียรพญานาคที่กำลังชูคอแผ่พังพานอยู่หลายตัว อาจจะนำมาเทียบเคียงกันได้และอาจเป็นเครื่องยืนยันว่า เมื่อท่านผู้ทรงคุณธรรมเฉกเช่นนี้อยู่ที่ใดย่อมแวดล้อมด้วย ท่านผู้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธานุภาพมาพิทักษ์รักษาหรือกราบคารวะ”

ผู้อ่านคิดอย่างไร ในส่วนตัวของผมแม้จะเห็นว่ามีทางถ่ายภาพโดยให้เกิดแสงอย่างนี้ขึ้นได้เหมือนกัน แต่ผมไม่คิดว่าผู้ถ่ายภาพพระอาจารย์จวนจะเป็นผู้รู้จักวิธีการอย่างนั้น หรือผู้ถ่ายภาพแสงประหลาดทั้งหลายจะรู้จักวิธีทำภาพแบบนี้ ให้ถามนักเลงกล้องมืออาชีพที่อยู่ใกล้ๆตัว ก็จะพออธิบายได้ว่าจะต้องทำอย่างไร ผมจะไม่ชี้โพรงให้กระรอกไว้วันดีคืนดีผมอาจจะทำให้ดูเล่นๆสักภาพ ในกรณีของภาพแสงประหลาดที่ลูกศิษย์ถ่ายท่านอาจารย์จวนนี้ ผมเชื่อเต็มหัวใจว่าเกิดขึ้นโดยเหตุบังเอิญหรือด้วยปาฏิหาริย์จริงๆ ไม่มีเรื่องจัดฉากแต่อย่างใด

และท่าน(หลวงปู่จวน) ก็ไม่ฮุบเครดิตนี้มาเป็นของท่านเอง คงยกให้เป็นเทพเทวดาไป ไม่อวดอ้างว่าเกิดเพราะอำนาจจิตมหัศจรรย์ของท่านแต่อย่างใด มิหนำท่านก็ได้เห็นความแปลกประหลาดนี้พร้อมๆ กับลูกศิษย์เหมือนกัน เกี่ยวกับอำนาจจิตนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นของมีได้เป็นได้ในจิตของพระอริยเจ้าระดับนี้ทุกองค์ ซึ่งเรื่องของอำนาจจิตหรือพลังจิตก็เป็นเรื่องยากจะอธิบายหรือพิสูจน์ได้ คงปรากฏเป็นรูปของปริศนาที่ไม่อาจคลี่คลายออกมาเสมอ

ขอบคุณ “อำพล เจน”, หนังสือ “ศักดิ์สิทธิ์” ฉบับที่ ๒๑๖, ๑ มกราคม ๒๕๓๕

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

Leave a Reply