ปาฏิหาริย์ “หลวงพ่อยี ” ยืดเหรียญเงินแข็งๆให้เหนียวคล้ายยืดตังเม

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ปาฏิหาริย์ “หลวงพ่อยี ” ยืดเหรียญเงินแข็งๆให้เหนียวคล้ายยืดตังเม นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษา ไปชมกันเลย

หลวงพ่อยี ปญฺญภาโร เป็นชาวลพบุรีเชื้อสายมอญเมื่อเล็กได้มีพระดุธงค์รูปหนึ่งมาบิณฑบาตรแล้วขอตัวหลวงพ่อยีไปเลี้ยง พ่อแม่ท่านมีความศรัทธาพระธุดงค์รูปนี้มากจึงยอมยกให้ ท่านเล่าว่าเป็นที่แปลกประหลาดมากเพราะเมื่อตอนที่พระธุดงค์รูปนี้มาบิณฑบาตในหมู่บ้านรูปร่างท่านดูชราภาพมาก แต่เมื่อพ้นหมู่บ้านออกมาแล้วท่านหยิบลูกอมลูกเล็กๆมาอมไว้ในปากทันใดท่านกลับกลายเป็นหนุ่มขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์พระธุดงค์รูปนี้เรียกกันว่าหลวงปู่ใหญ่

ก่อนท่านจะสั่งสอนการภาวนานั้นท่านทดสอบจิตใจก่อนโดยขอจมูกเป็นค่าครู ใครๆก็ไม่กล้ามีแต่หลวงพ่อยีหรือเด็กชายยีในขณะนั้นหยิบมีดโกนขึ้นมาแล้วเฉือนลงที่จมูกตนเองเลือดสาดออกมาอย่างมากมาย แต่เมื่อหลวงปู่ใหญ่เอามือของท่านลูบเพียงครั้งเดียวแผลก็หายเป็นปลิดทิ้ง ทั้งหลวงปู่ใหญ่ได้พยากรณ์ว่าต่อไปไอ้หน้าบากคือเด็กชายยีผู้นี้จะเป็นผู้มีพลังจิตแก่กล้าเป็นที่พึ่งของสมณะชีพราหมณ์ได้ในอนาคต ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้นทุกประการ

หลวงพ่อยีได้ธุดงค์ออกป่าหลายแห่งจนอายุได้ ๒๑ ปีจึงได้อุปสมบทเป็นพระ ได้ออกธุดงค์ไปเรื่อยๆตามป่าเขาทั้งในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ เคยไปถึงพม่า เวียงจันทน์ และมาลายู หลวงพ่อยีท่านเล่าว่าท่านได้เดินธุดงค์หาความวิเวกจนมองเห็น นรก สวรรค์ ยามที่ท่านออกโปรดสัตว์ในตอนเช้าจะมีเทวดา นางฟ้ามาตักบาตรให้ตลอดเวลา ได้บวชเป็นพระถึง ๒๘ พรรษาอายุได้ประมาณ ๕๐ ปี เมื่อเล็งเห็นว่าตนยังมีกรรมอยู่จำเป็นต้องลาสิกขาบทออกมาเป็นฆราวาส

หลังจากนั้นก็ออกท่องเที่ยวไปหลายจังหวัดใช้ชีวิตแบบฆราวาสเต็มที่จนครั้งสุดท้ายได้มาหักร้างถางพง ณ บริเวณที่เป็นวัดดงตาก้อนทองนี้ สมัยนั้นยังเป็นป่ารกชัฎอยู่มีที่ดินทั้งหมด ๕๖๕ ไร่ เคยประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สักอยู่ยงคงกระพันชาตรีให้กับลูกศิษย์ลูกหาอยู่พักหนึ่ง ต่อมาได้ออกบวชอีกเป็นครั้งที่ ๒ หลวงพ่อยีได้ตกลงใจยกที่ดินถวายเป็นของสงฆ์เสียส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งก็ให้คนเช่าต่อไป

หลวงพ่อยีได้ร่ำเรียนกรรมฐานจนได้อภิญญาสมาบัติสามารถบิณฑบาตรข้าวเทวดาโดยการนำเอาบาตรที่ว่างเปล่าไปขอข้าวเทวดาที่หน้าต้นไม้ดูแล้วก็ไม่หน้าจะมีอะไรขึ้นมาได้ แต่กลับปรากฏข้าวสีเหลืองอ่อนๆมีกลิ่นหอมพร้อมทั้งดอกไม้แปลกๆบางครั้งมีลูกประคำทองคำปรากฏขึ้นมาด้วย หลวงพ่อยีสามารถคว้าเหรียญเงินสมัยรัชกาลที่ ๔ ในอากาศได้แล้วยืดเหรียญเงินแข็งๆให้เหนียวคล้ายยืดตังเมเสร็จแล้วตัดเป็นท่อนเล็กๆม้วนเป็นตะกรุดแช่ลงในน้ำมนต์ตักขึ้นมากลายเป็นตะกรุดทองคำแท้ ท่านสามารถหุงข้าวธรรมดาให้กลายเป็นทองคำ สามารถเสกกระดาษธรรมดากลายเป็นธนบัตร สามารถเสกน้ำเปล่าๆน้ำเหล้า น้ำมะพร้าวให้กลายเป็นพระสมเด็จ

สามารถเสกยารักษาบำบัดโรคต่างๆให้ผู้คนใช้รักษาบำบัดจนหายจากอาการเจ็บป่วยโรคภัยทั้งหลายได้อย่างน่าอัศจรรย์ทั้งยังมีญาณหยั่งรู้ในความคิดของสัตว์และคนรู้เหตุการณ์ในอดีตล่วงมาแล้วและอนาคตที่ยังมาไม่ถึงอย่างแม่นยำ การสร้างปาฏิหาริย์ทั้งหลายหลวงพ่อยีมักบอกว่าท่านไม่ได้ทำแต่ทุกครั้งท่านจะส่งกระแสจิตไปหาหลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่ใหญ่ท่านมาช่วยทุกครั้งไป

ท่านเจ้าคุณถาวรจิตตถาวโรคือบุคคลที่หลวงพ่อยีทำนายไว้ว่าจะมาช่วยทะนุบำรุงวัดดงตาก้อนทอง นอกจากนี้ท่านเจ้าคุณถาวรยังได้สมบัติต่างๆของหลวงพ่อยีรวมทั้งตำราต่างๆและต่อมาท่านได้ทดลองวิชาตามหลวงพ่อยีก็ปรากฏว่าสำเร็จเป็นที่น่าอัศจรรย์ ดังเช่นการนำไข่ยอดบายศรีมาทุบให้ละเอียดแล้วนำมเผา ท่านเจ้าคุณถาวรทำตามตำราปรากฏว่าไข่ยอดบายศรีกลายเป็นทองคำอย่างน่าอัศจรรย์ ปัจจุบันนี้ไข่ทองคำได้นำไปถวายให้แก่หลวงปู่ศรีจันทร์ วัดโพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี หรือการนำเอาข้าวทิพย์ของหลวงพ่อยีที่ได้จากการบิณฑบาตรเทวดามาทดลองหุงรวมกับข้าวธรรมดาดูปรากฏว่าข้าวธรรมดาทั้งหมดพลอยกลายเป็นข้าวทิพย์ตามไปด้วยมีกลิ่นหอมแปลกประหลาดฟุ้งไปทั่วกุฏินับเป็นที่อัศจรรย์แก่ผู้เป็นสักขีพยานทั้งสิ้น

ปาฏิหาริย์ของหลวงพ่อยีมีมากมายเช่นท่านสามารถเสกกระดาษให้เป็นใบละร้อย เสกดินเป็นทองคำ เสกใบไม้ให้เป็นเงิน หรือแม้แต่เสกใบไม้ให้เป็นกบนำมาทำอาหารกินอย่างเอร็ดอร่อยก็เคยปรากฏมาแล้ว

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อบารมีของครูบาอาจารย์เป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่คนเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่เราอาบล้างของลับก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศพอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมตดคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

ทองของมีค่าขอให้ท่านลองดูวิธีร่อนทองเอาเถิดว่าเขาร่อนกันยังไงเอาไข่หรือจิมิแช่กวนๆมาให้เราใส่อยู่ทุกวันไม่เชื่อลองเปิดคลิปดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินศพของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินศพคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ที่จริงเรื่องรอดราวตากผ้าไม้ค้ำกล้วยใต้บันใดหรือที่อโคจรไม่ได้ทำให้ของเสื่อมเลยครับเพราะปกติเสื้อผ้าของเราก็ซักรวมกันอยู่กับพวกกางเกงของสตรีผู้เปื้อนประจำเดือนหรือกางเกงในอยู่แล้วหลายท่านมักจะกังวลหรือสงสัยทำให้จิตตกของดีจึงไม่อาจส่งผลบรรดาลฤทธิ์ให้เสื่อมลงได้ของดีที่จริงนั้นอยู่ที่สัจจะในข้อศีลต่างหากให้ท่านพึงตั้งจิตอธิษฐานว่าจะถือศีล๕ ในข้อใดข้อหนึ่งไปตลอดชีวิตแค่นี้เว้นแต่ที่ไม่เจตนาแค่นี้บารมีเครื่องรางของขลังก็คุ้มกายแล้วครับบางคนถือได้มากสองถึงสามข้อของดีก็คุ้มศาสตราอาวุธได้ชะงัดผู้เขียนได้เห็นอย่างประจักษ์ตามาแล้ว (ธรมมะขององค์พระต่างหากที่ทำให้เกิดอานุภาพความขลัง)

นักเลงโบราณที่มีวิชาอาคมสมัยก่อนนั้นต้องร่ำเรียนไปหาเรียนสมาธิกับพระหรือไปเป็นผ้าขาวก่อนเพื่อขอเรียนกรรมฐานจากครูบาอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหรือพระป่าผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก่อนนั้นจึงจะขลังการเรียนสมัยก่อนต้องการเรียนจริงต้องบวชถือเพศพรหรมจรรย์เพื่อวิชาอาคมก่อนจึงจะขลังเป็นวาจาสิทธิ์ (สมัยนี้นักเลงบวชเรียนวิชาก่อนหายาก)

พระคาถาต่างๆหากจะใช้ควรจัดพานครู หรือใส่บาตรถึงครูอาจารย์เจ้าของวิชาให้ใส่วันทุกวันหรือมีโอกาสระลึกถึงครูเป็นประจำซึ่งก่อนจดจำก็ให้ใส่บาตรถึงครูบาอาจารย์เจ้าของวิชาที่เกี่ยว ขอประสิทธิ์วิชา มิให้ขาด (ใส่ได้ทุกวันหรือทำทานให้คนจนก็จะดียิ่งนัก)หากตั้งจิตอธิษฐานข้อศีลได้๑ข้อไปตลอดชีวิตก็จะยิ่งขลังเป็นที่สุด

 

ใส่ความเห็น