ผ้ายันต์ปะสะเลือด “อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง” ฆาราวาสจอมขมังเวทย์อันดับต้นๆของเมืองไทย

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ ผ้ายันต์ปะสะเลือด “อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง” ฆาราวาสจอมขมังเวทย์อันดับต้นๆของเมืองไทย นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ผ้ายันต์ปะสะเลือด อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง ฆาราวาสจอมขมังเวทย์อันดับต้นๆของจ.อยุธยา สำหรับประวัติอาจารย์ฟ้อนท่านเกิดเมื่อราวปีพ.ศ.๒๔๒๖-๒๔๒๗ ณ หมู่บ้านชุ้ง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาท่านชื่อนายสว่าง ดีสว่างเป็นคนบ้านบ่อโพง อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนมารดาท่านชื่อนางแพ่ง ดีสว่าง เป็นคนบ้านชะอม อ.นครหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา อาจารย์ฟ้อนท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาด้วยกันทั้งหมด๗คน อาจารย์ฟ้อน ดีสว่างท่านได้ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่๑๕กรกฎาคม ๒๔๘๙ ด้วยโรคหัวใจอย่างสงบคำนวนอายุได้ประมาณ๖๒-๖๓ ปี คณะศิษย์ได้นำร่างไร้วิญญาณของท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่างมาเก็บไว้ ณ วัดบึงพระอาจารย์เป็นเวลายาวนาน จนกระทั่งทำพิธฌาปนกิจศพของท่านในราวประมาณ ปี๒๕๓๗-๒๕๓๘

อาจารย์ฟ้อน ดีสว่างท่านมีศิษย์เอกอยู่ด้วยกัน๒ท่านนั่นก็คือ ๑.พระเดชพระคุณท่านพระครูเมธีธรรมสาธก(หลวงพ่อหนู)เจ้าอาวาสวัดบึงพระ อาจารย์และท่านที่๒ก็คือท่านอาจารย์ประยูร จิตโสภีร้านขายยาจิตโสภีนครราชสีมา แต่ทว่าทั้ง ๒ท่านก็ได้ถึงการมรณภาพไปหมดแล้ว ตามประวัติอาจารย์ฟ้อน ดีสว่างนั้นท่านเป็นคนที่ไม่รู้หนังสือแต่ที่ท่านมีวิชาอาคมนั้นว่ากันว่ามีอยู่คราวหนึ่งในสมัยที่ท่านบวชเป็นพระภิกษุใหม่ๆท่านได้พบเจอกับนางตะเคียนนางหนึ่งได้มาหาท่านและข้องร้องให้ท่านช่วย เนื่องจากมีชาวบ้านกลุ่มนึงกำลังจะโค่นต้นตะเคียนต้นที่นางสิงอยู่ อาจารย์ฟ้อนหรือพระภิกษุฟ้อนในขณะนั้นจึงรับปากกับนางตะเคียนว่าจะช่วยเหลือและท่านก็ได้ไปห้ามปรามและขอไม่ให้ชาวบ้านโค่นต้นตะเคียนต้นนั้นจนชาวบ้านยอมทำตามคำขอจนสำเร็จ

หลังจากนั้นนางตะเคียนตนเดิมก็มาหาท่านอีกครับนึงและได้มอบของ๓สิ่งให้พระภิกษุฟ้อนเลือกชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ของชิ้นแรกนั้นก็คือไหโบราณข้างในมีแก้วแหวนเงินทองมากมาย ส่วนชิ้นที่๒นั้นผมเองจำไม่ได้ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย และชิ้นที่๓นั้นก็คือตำราพระเวทย์คาถาและสรรพวิชาอาคมต่างๆที่นางตะเคียนเก็บรักษาไว้เป็นเวลายาวนาน ซึ่งอาจารย์ฟ้อนท่านก็บอกว่าที่ท่านช่วยเหลือนั้นท่านไม่ได้หวังอะไรใดๆเป็นสิ่งตอบแทน ที่รับปากว่าช่วยก็เพราะเห็นว่าไม่ได้เหนือบ่าฝ่าแรงอะไรแต่นางตะเคียนก็คะยั้นคะยอให้เลือกเอาอย่างใดไปอย่างนึงเพื่อเป็นสินน้ำใจ จนอาจารย์ฟ้อนท่านทนคำอ้อนวอนจากนางตะเคียนไม่ไหวท่านจึงบอกไปว่า”เอาๆงั้นฉันเอาตำราคาถานี้และกัน”จากนั้นท่านก็ได้ตำรานั้นมา

หลังจากนั้นไม่นานท่านก็สึกออกมาใช้ชีวิตฆาราวาสธรรมดาปกติและท่านก็ยังไม่ได้ลืมเรื่องตำราของนางตะเคียนที่เคยให้กับท่านไว้ แต่ก็เนื่องด้วยท่านเป็นคนที่อ่านหนังสือไม่ออกท่านจึงไปให้เพื่อนพระด้วยกันอ่านให้ฟัง สันนิฐานกันว่าพระองค์นั้นก็คือหลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียงครับ แต่เนื่องด้วยอาจารย์ฟ้อนกับหลวงพ่อตาบท่านมีความสนิทสนมกันมากถึงแม้ว่าอาจารย์ฟ้อนท่านจะอ่านหนังสือไม่ออกแต่อาจารย์ฟ้อนท่านมีความจำดีเป็นเลิศ เพียงท่องให้ฟัง๒-๓ครั้งท่านก็จำได้หมดแล้ว ท่านสามารถเรียนรู้และฝึกฝนตำรานั้นได้อย่างชำนาญและรวดเร็วและที่สำคัญที่สุดท่านใช้วิชาอาคมเหล่านั้นได้เข้มขลังมากๆ อาจารย์ฟ้อน ดีสว่างท่านเป็นคนที่แปลกหรือจะใช้คำว่าอัปลักษณ์ก็ได้ครับ เนื่องจากสาเหตุที่ท่านไม่มีจมูกทำให้ใบหน้าส่วนจมูกของท่านหายเป็นโพรงจนมองดูน่าเกลียดน่ากลัว แต่ว่ากันว่าถ้าหากมีผู้หญิงคนไหนไปว่าและพูดจาดูถูกท่าน ไม่เกิน๓วันผู้หญิงคนนั้นต้องหอบเสื้อผ้ามาอยู่กับท่านแทบจะทุกราย

อาจารย์ฟ้อนท่านค่อนข้างที่จะเป็นคนร้อนวิชามากๆเคยมีลูกศิษย์ใกล้ชิดของท่านเคยเล่าให้ฟังว่า อาจารย์ฟ้อนท่านให้ลูกศิษย์ของท่านไปเอาเลื่อยมาเลื่อ ยขาตัวท่านเองเป็น๒ท่อน จากนั้นท่านก็ต่อเข้าเป็นปกติเหมือนเดิมโดยไม่มีบาดแผลใดๆทั้งสิ้นครับ และวิชาที่สำคัญที่สุดของท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่างนั้นก็คือวิชา”ปะสะเลือด”ครับซึ่งท่านบริกรรมคาถาอาคมและใช้เหล็กแหลมแท งเพดานปากมาเขียนเป็นตัวยันต์บนผ้าขาว แต่เนื่องจากท่านไม่รู้หนังสือจึงเขียนได้ไม่กี่ตัว หลังๆท่านจึงใช้วิธีพ่นเลือดใส่ผ้ายันต์แทน สำหรับผ้ายันต์ผืนนี้อาจารย์ประยูร จิตโสภีศิษย์เอกของท่านเป็นคนสร้างให้โดยใช้หมึกแดงผสมกับเลือดของอาจารย์ฟ้อนปั๊มเป็นยันต์ขึ้นมาและก็ให้อาจารย์ฟ้อนปลุกเสกพร้อมทำพิธีปะสะเลือด(หรือพ่นเลือด)ใส่ลงไปที่ผ้ายันต์อีกทีเนื่องโอกาสงานไหว้ครูครั้งใหญ่ของท่านอาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง

สำหรับพุทธคุณของผ้ายันต์ปะสะเลือดหรือวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังที่อาจารย์ฟ้อนฯท่านได้สร้างขึ้นนั้นจะโดเด่นมากๆ ท่างด้านแคล้วคาดปลอดภัย,คงกระพันชาตรี รวมไปจนถึงเมตตามหานิยมและค้าขาย ผ้ายันต์ผืนนี้ขายเป็นคู่มีผ้ายันต์พรหม๔หน้าและผ้ายันต์ชายธงครับ

หนังสือ”จอม ขมังเวทย์ อาจารย์ฟ้อน ดีสว่าง(ที่ไม่ใช่คนธรรมดา)

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

 

Leave a Reply