“ผ้ายันต์อรหันต์ ๑๐๘ องค์” อาจารย์เฮง ไพรยวัล ฆราวาสผู้เรืองอาคม

หากพูดถึง ผ้ายันต์ ผ้ายันต์เป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นผืนผ้าที่จารึก คาถา อักขระโบราณ และภาพสัญลักษณ์ต่างๆ ซึ่งมักจะใช้ในการพกพาติดตัวเพื่อป้องกันอันตรายต่าง ๆ วันนี้ #พรานหญิงได้นำเรื่องราวของ ผ้ายันต์พระอรหันต์ ๑๐๘ องค์ ของท่านอาจารย์เฮง ไพรยวัล ที่หาชมได้ยาก มาให้ทุกท่านได้ศึกษาได้รับความรู้มากยิ่งขึ้น ไปชมกันเลย

ผ้ายันต์พระอรหันต์ ๑๐๘ องค์ พิธีมหาจักรพรรดิ์ของท่านอาจารย์เฮง ไพรยวัล ทำพิธีที่พระอุโบสถวัดสะแกอยุธยา เมื่อประมาณปี ๒๔๘ กว่า เกจิคณาจารย์ร่วมในพิธี ถึง ๑๐๘ องค์ สวดบทรัตนมาลาเต็มบทเป็นพิธีที่ใหญ่ที่สุด จัดได้ยากมากในสมัยนั้นเพราะต้องนิมนต์พระถึง ๑๐๘ องค์

ผ้ายันต์ทุกผืนจะมีหมายเลขกำกับและจะมีชื่อพระอรหันต์ ทุกผืนสร้าง ๑๐๘ ผืน นับเป็นของหายากยิ่งนักในปัจจุบันไม่มีให้เห็นหรือหมุนเวียนในตลาดเลย ด้วยอายุการสร้างประมาณ ๘๐ ปี ชำรุดเสียหายตามกาลเวลาไปก็มาก ยันต์ด้านหลังประทับ พระยันต์รัตนบัลลังค์ ผืนนี้เป็นผืนแรก เคยผ่านมือ ๔ ผืน คือ เบอร์ ๔๖ ๗๙ ๘๓ ๙๗ ผืนนี้คือหนึ่งในนั้นเบอร์ ๘๓

ผ้ายันต์ผืนนี้เรียกได้ว่าสภาพสมบูรณ์สุด ๆ มีรอยจารอักขระลายมือหลวงปู่ศรี(สีห์) ท่านเขียนได้สวยงามมาก นับเป็นเพชรยอดมงกุฏของเครื่องรางสายวัดสะแกที่เรียกได้ว่าหายากแบบต้องพลิกแผ่นดินหา เก็บบูชาไว้เป็นสิริมงคลสูงสุด

สำหรับอาจารย์เฮงนั้นท่านเป็นฆราวาสในยุคอดีตที่ได้รับการยอมรับนับถืออย่างกว้างขวาง ประวัติ “อาจารย์เฮง ไพรยวัล” จากจารึกที่เก็บกระดูกอาจารย์เฮง ณ วัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา เขียนไว้ว่า “เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๔ เสียชีวิตเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๒ สิริอายุ ๗๕ ปี”

พื้นเพท่านเป็นคนบ้านหันตรา จ.พระนครศรีอยุธยา บิดาท่านเป็นนายตำรวจหรือผู้ตรวจการณ์คุก โดยบิดาส่งไปเรียนที่ปีนัง สิงคโปร์ แต่เรียนไม่สำเร็จ ท่านเป็นคนชอบเรียนวิชาไสยศาสตร์ ได้ท่องเที่ยวเล่าเรียนมาแต่ทางภาคใต้ ท่านอาจารย์เฮงเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับ พระยาเพชรปรีชา มีเพื่อนฝูงเป็นเจ้าพระยาหลายคน

เมื่อท่านเดินทางกลับมายังภูมิลำเนา คือ จ.พระนครศรีอยุธยา คราวเมื่อท่านอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ท่านให้ความสนใจศึกษาตำรับตำราทางไสยศาสตร์ อันว่าด้วยเวทมนตร์คาถา อักขระเลขยันต์ จากจารึกวัดประดู่โรงธรรมอย่างแตกฉาน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยสมเด็จพระพันรัต วัดป่าแก้ว หรือใน รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ. ๒๑๓๓-๒๑๔๘) นั้น รวบรวมสรรพวิทยาไสยศาสตร์ โดยจารึกไว้ที่วัดประดู่โรงธรรมนี้อย่างพร้อมสรรพตำรับวัดประดู่โรงธรรมเป็นแม่บทของตำราที่ว่าด้วย เวทมนตร์คาถาและอักขระเลขยันต์ ที่มีปรากฏและเล่าเรียนสืบต่อมาตราบเท่าทุกวันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอาจารย์เฮงนั้นท่านเรียนรู้ตามคำภีร์รัตนมาลา อย่างแตกฉานและเจนจบมาก

หลังจากที่ท่านอาจารย์เฮง สึกจากการอุปสมบทแล้วท่านกลับมาครองเพศฆราวาส เริ่มปรากฏชื่อเสียงเกียรติคุณกระเดื่องดัง ทางเป็นพระอาจารย์ของท่านเริ่มต้นด้วยการเป็นอาจารย์สักก่อน หลวงปู่สีเล่าว่า ครั้งกบฏบวรเดชในสมัยรัชกาลที่ ๗ (พ.ศ. ๒๔๗๖) มีนายทหารและข้าราชการมาให้ท่านสักเป็นจำนวนมากและจากการที่ท่านอาจารย์เฮงตั้งพิธีสักที่วัดหันตรานั่นเอง

ครั้งนั้นท่านอาจารย์เฮงจำเป็นต้องอาราธนาพระสงฆ์มาสวดพุทธมนต์ในพิธีสักนั้นด้วย ในสมัยนั้น (พ.ศ. ๒๔๗๖) ในท้องที่ จ.พระนครศรีอยุธยา หาพระที่สวดพุทธมนต์และพุทธาภิเษกพิธียากมาก ยกเว้นท่านอาจารย์สีวัดสะแกเท่านั้น เพราะท่านอาจารย์สีเคยลงมาศึกษาอยู่ที่สำนักวัดเลียบ จ.พระนครศรีอยุธยา และมีความเจนจบในเรื่องนี้อยู่ สืบต่อมาเมื่อท่านอาจารย์เฮงจะประกอบพิธีกรรมครั้งใด จำต้องมาอาราธนาท่านอาจารย์สีไปร่วมพิธีทางฝ่ายสงฆ์อยู่เสมอ

โดยพื้นฐานและฐานะของท่านอาจารย์เฮงนั้น จัดว่าเป็นผู้มั่งคั่งคนหนึ่งท่านมีบ้านเป็นหลักแหล่งอยู่ที่ทุ่งหันตรา มีไร่นาและมีบ้านอีกหลังหนึ่งอยู่ที่วังน้อย เมื่อท่านมีลูกศิษย์ลูกหาทางกรุงเทพฯ มากขึ้น เพื่อความสะดวกในการประสิทธิ์ประสาทความรู้แก่บรรดาลูกศิษย์ลูกหา จึงเชิญท่านมาเช่าบ้านอยู่ที่สวนมะลิและย้ายมาอยู่ที่ห้องแถวหน้าสมาคม วาย.เอ็ม.ซี.เอ วรจักร จนกระทั่งสงครามมหาเอเชีย ท่านจึงอพยพขึ้นไปอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ดังเดิม

ตอนสมัยที่ท่านเข้ามาพระนครนั้น เป็นสมัยยุคนักเลงและอั้งยี่เฟื่องฟู พวกที่คอยขย้ำกันอยู่ในเมืองกรุงก็มี เก้ายอดหลวงพ่อหรุ่น , พวกยันต์แดง อ.เฮง , สามล้อถีบวัดสามจีน และพวกลูกศิษย์สายหลวงปู่ทองวัดราชโยธา พ่อแก้วคำวิบูลย์ สมัยนั้น อ.เฮง สักยันต์จนตำรวจต้องไปขอร้องให้เลิกสัก เพราะลูกศิษย์ลูกหาไปเป็นโจรกันเยอะเหลือเกินปราบก็ยาก เนื่องจากคงกระพันนั้นเป็นเลิศทีเดียว

อ.เฮง ท่านเป็นเลิศในหลายๆด้าน ทั้งไสย ทั้งศิลป์ และท่านยังเป็นเพื่อนซี๊ปึกกับ ครูเหม เวชกร ครั้งนึงครูเหม ออกปากว่า “หน้าพรหม ไม่มีใครเขียนให้เห็นได้ทั้งสี่หน้า มี อ.เฮงคนเดียว ที่เขียนได้”

บทความที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นเรื่องราวที่ได้เล่าสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน นำมาเผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นธรรมทานแก่ทุกท่าน สาธุ สาธุ

ใส่ความเห็น