พระคาถาดับพิษไฟ “อาจารย์เที่ยง น่วมมานา”

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

อาจารย์เที่ยง น่วมมานา ฆราวาสสายอาคมขลังแห่งย่านบางกอกน้อยฝั่งธนในอดีต จากประสบการณ์ผู้ที่ได้ฝากตัวเป็นศิษย์และผู้ใกล้ชิดทำให้มีการเล่ากันปากต่อปากถึงประสบการณ์ความเข้มขลังในวิชาสายคงกระพันแห่งบ้านมีดี ดังเช่นในวันนี้เราจึงขอมานำเสนออีกหนึ่งเรื่องราวจากผู้ประสบพบเจอกับตัว มีเรื่องดังนี้

หลังจากสักยันต์ไปแล้วไม่กี่เดือน ผมไปนั่งคุยกับท่านอาจารย์เที่ยงโดยเพื่อนเป็นผู้มารับไปด้วยเหมือนอย่างทุกครั้ง วันนั้นคุยกันถึงเรื่องที่ท่านอาจารย์พันเอกชม สุคันธรัต สอนวิชาดับพิษไฟให้กับศิษย์ สามารถเอามือล้วงลงไปยังน้ำมันหรือน้ำเดือดได้โดยผิวหนังไม่เป็นไร ไม่ปวดแสบปวดร้อน แต่อย่างใด ท่านอาจารย์เที่ยงก็บอกว่า ” เรื่องแบบนี้ไม่ได้ยากเย็นอะไร คนที่เป็นชาวไร่ชาวสวนในสมัยก่อนทำกันได้แทบทั้งนั้น เพราะการไปหาหมอในสมัยก่อนๆนั้นยากลำบาก ชาวบ้านจึงต้องมีวิชาติดตัวไว้ในกรณีที่ต้องรักษาโรคบางอย่างให้กับคนในครอบครัวหรือเพื่อนบ้านกัน

” ผมก็ถามท่านต่อไปว่า “อาจารย์ทำได้หรือครับ ถ้าทำได้จริงๆนี่ผมอยากเห็น เพราะผมเคยเห็นท่านอาจารย์ชมทำมาหลายต่อหลายครั้งมาก ถ้าอาจารย์ทำได้ขออนุญาตดูและพิสูจน์ให้เป็นขวัญตาหน่อยได้มั้ยครับ” ท่านอาจารย์เที่ยงก็ตอบว่า ” ได้ ไม่มีปัญหา ” แล้วก็หยิบเอาธนบัตร ๒๐ บาทส่งให้ผมพร้อมกับบอกว่า ” คุณเอาสตางค์นี่ไปซื้อน้ำมันพืชที่ตลาด(บางกอกน้อย) มา ๑ ขวด ไพล ๑ หรือ ๒ หัว ” ผมตอบไปทันทีว่า ” ไม่เป็นไรครับ ของนิดหน่อย เดี๋ยวผมออกเองครับ ” แล้วผมก็เผ่นลงจากบ้านท่านอาจารย์ไปตลาดทันที ไม่ถึง ๒๐ นาทีผมก็เอามาให้ท่านอาจารย์เที่ยง ท่านก็บอกให้ลูกสาวเอาไพลไปล้างให้สะอาดทั้ง ๒ หัว

และตอนที่ผมไปซื้อน้ำมันพืชและหัวไพลนั้น ท่านก็เอากระทะทองเหลืองขนาดย่อม(แบบที่ใช้ทอดขนมบัวลอยที่เราเคยเห็นกัน) และถังแก๊สปิกนิก ออกมาเตรียมตั้งไฟ พอลูกสาวท่านเอาไพลที่ล้างแล้วมาให้ ท่านก็เอามีดมาฝานไพลออกเป็นชิ้นใหญขนาดเกินครึ่งฝ่ามือ ลักษณะเป็นแว่นๆหนาราวๆกว่าครึ่งเซ็นต์ ออกเป็น ๕ แว่น แล้วก็หยิบดินสอมาเขียนอักขระขอมตัวใหญ่ๆลงบนแว่นไพลนั้น มี นะ โม พุท ธา ยะ แว่นละตัววางเรียงลงในกระทะทองเหลืองแล้วเอาน้ำมันพืชที่ผมซื้อมาเทลงไปเกือบเต็มกระทะ

ในระหว่างที่รอน้ำมันเดือดอยู่ก็คุยเรื่องราวต่างๆกันไปเรื่อยๆ กระทั่งผมสังเกตว่าน้ำมันเดือดเป็นฟองพลุ่งพล่านอยู่ในกระทะก็บอกท่านอาจารย์ว่า ” น้ำมันเดือดแล้วครับอาจารย์ ” ท่านอาจารย์เที่ยงก็เอาใบพลูสดๆ(มีอยู่ประจำ เพราะใช้ไหว้ครู)โยนลงไปในกระทะทันที ปรากฏว่าใบพลูกรอบแทบจะทันทีเหมือนกัน ผมต้องถอยหลังออกมาอีกหน่อยเพราะ ความร้อนจากกระทะนั้นระอุมาก

แล้วท่านอาจารย์เที่ยงก็ยกมือขึ้นพนมว่าคาถาเสียงดังว่า ” เถโร…โมคคัลลาโนฯ…”(คาถาพระโมคคัลลาน์ดับพิษไฟนรก) ว่าดังๆเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ได้ใช้คาบด้วยซ้ำแล้วเป่าลงไปที่น้ำมันในกระทะ เสร็จแล้วก็บอกให้ผมเอามือลองจุ่มดูได้ ผมก็บอกว่า ”อาจารย์จุ่มก่อนสิครับ ถ้าอาจารย์เอามือจุ่มแล้วไม่เป็นไร ผมก็จะจุ่มตามด้วย ” ท่านก็บอกว่า ” ตกลงนะ ถ้าผมจุ่มแล้ว คุณต้องจุ่มแน่นะ ” ผมก็ตอบว่า ” แน่นอนครับ ผมรับปากแล้วต้องทำ “แล้วท่านอาจารย์เที่ยงก็เอามือจุ่มลงไปทันที ผมจ้องไม่กระพริบตา มือที่จุ่มพลิกกลับไปมาในกระทะอย่างไม่สะทกสะท้านใดๆ สีหน้าท่านก็ปรกติ จุ่มอยู่ราวๆไม่เกิน ๒ นาที ผมก็บอกว่า ” โอเคครับ พอแล้วครับ ไม่สงสัยแล้วครับ ”

เมื่อท่านอาจารย์เที่ยงยกมือขึ้นมาแล้วเช็ดน้ำมันที่มือแล้วผมก็เอามือท่านมาดูกันก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด คราวนี้ท่านอาจารย์เที่ยงก็บอกว่า ” ตาคุณแล้วล่ะ ” ผมก็ค่อยๆยื่นนิ้วชี้ออกมาแล้วกลั้นใจจุ่มลงไปในกระทะน้ำมันเดือดนั้นแบบจุ่มปุ๊บ ยกขึ้นปั๊บ (แบบเดียวกับที่ท่านอาจารย์พันเอกชมเคยสอนไว้ )เพราะต้องการเสี่ยงน้อยที่สุด ปรากฏว่ามันไม่เป็นไร รู้ทันทีว่าใช่แล้วน้ำมันเดือดๆถูกดับพิษไฟไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นจึงเอามือทั้งมือหงายลงไปในกระทะน้ำมันนั้นต่อทันที

ผมพลิกคว่ำพลิกหงายมือขวาของตัวเองกระทั่งดันลงไปเลยข้อมือพอดันลงไปอีกหน่อย ท่านอาจารย์เที่ยงก็รีบบอกว่า อย่าให้มือโดนกระทะนะ เพราะดับได้เฉพาะน้ำมันกระทะดับไม่ได้ ผมรับทราบก็เอามือทอดในกระทะอยู่อีกสักพักก็ยกขึ้นเพราะไม่สงสัยอีกแล้ว เมื่อยกมือขึ้นมายังถูกเพื่อนจับมาดูแล้วว่า ถ้าร้อนก็อย่าฝืนนะ ผมก็บอกว่า ใครจะฝืนไหวล่ะ ถ้าร้อนเดือดแช่นานขนาดนี้แขนผมสุกไปเรียบร้อยแล้ว ลองเองได้เลย หลังจากนั้นก็มีคนลองเอามือจุ่มกันอีกหลายคน ผมยกนิ้วหัวแม่มือให้ท่านแล้วก็บอกว่า ผมจะจำไว้แล้วก็จะยืนยันเรื่องนี้ไปตลอด

ยลไตรเพ็ชร์ 

บทความที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบต่อๆกันมารุ่นสู่รุ่น เผยแพร่บารมีครูบาอาจารย์เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ข้อคิดท้ายเรื่อง รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นที่ลับของทุกๆคนมาตลอด

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนบ้วนน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบถ่ายหนักวันละกี่คนถ่ายเบาวันละกี่คนเป็นประจำเดือนวันละกี่คนน้ำที่เราอาบน้ำล้างก็ไหลลงพื้นคนตายวันละกี่คนสัตว์ละวันละกี่ตัวเมื่อตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากซากที่ตายนั้นละมาใช้ส่วนบางพวกที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นเมฆตกมาเป็นฝนศ พอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำสกปรกที่เกิดจากควันรถลมแก๊ชคนผายลมวันกี่คนควันจากการเผาซากศ พลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะ

พัดผ่านขี้ เยี่ย วผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวอีกกันอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะนะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคา วยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทา นเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้ตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่บ้วนลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากสิ่งปฏิกูลซากศ พซากสัต ว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดทุกสิ่งดูล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศ พไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินซากพืชซากสัต ว์สักเจ็ดวันจะมีเเรงทำลูกกันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัต ว์ของสกปร กดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี่เยี่ย วไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง๑๐กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไร

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยนดูต้นตอของที่มาทุกสิ่้งดูได้วิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุด)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรืออยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความผิดซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี่เยี๊ยวผายลมอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมด

ทุกอย่างคือศ พขี่เยี๊ยวดินจากศพ น้ำจากประจำเดือน ลมจากผายลม ไฟจากแก๊สซากสัตว์อยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับเถ้าของคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินเถ้าน้ำจากลมเผาศ พของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะได้กินเถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่ควายก็ยังกินพืชมากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่้น **เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

ก่อนจักวาลและโลกเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุติเองก็คือสมมุติเช่นกันธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

 

ใส่ความเห็น