พระคาถาหลวงตาแหยม (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม)

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ พระคาถาหลวงตาแหยม (ไพฑูรย์ พันธุ์เชื้องาม) นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

ในช่วงที่ผู้เขียนรู้จักกับพี่ไพฑูรย์ ผู้เขียนอ่อนอาวุโสกว่าและได้รู้จักกันเพราะคุณไพฑูรย์มาพบที่สำนักพิมพ์วัชรินทร์การพิมพ์อยู่ที่แถวบางลำพู ผู้เขียนเป็นบก.บริหารของนิตยสารพระเครื่องประยุกต์ ได้เขียนประวัติหลวงพ่อเดิมเทพเจ้าแห่งเมืองสี่แควลงในนิตยสารฉบับนั้นและรวบรวมเป็นเล่มเอาไว้ คุณไพฑูรย์มาขอพบผมในห้องทำงานคำแรกที่คุณไพฑูรย์บอกกับผมก็คือ “ผมนึกว่าคุณจะมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม เพราะเขียนประวัติหลวงพ่อเดิมได้ประทับใจผมมาก ดูจากอายุแล้วคุณไม่น่าจะทันได้นมัสการหลวงพ่อเดิมเป็นแน่ ผมพูดถูกต้องๆไหมครับ”

“ครับคุณพูดถูกแล้วหลวงพ่อเดิมมรณภาพเมื่อผมอายุได้๔ขวบแต่นับว่าโชคดีที่ผมได้แต่งงานกับภรรยาที่นามสกุลเดิมว่า“อินยิ้ม”อันเป็นตระกูลเก่าแก่คู่มากับวัดหนองโพในอดีต ปู่ของภรรยาชื่อปู่โคน อินยิ้มเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเดิมและเป็นอดีตมัคนายกวัดหนองโพ ผมจึงได้รับข้อมูลและเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงพ่อเดิมกับวัตถุมงคลอย่างกระจ่าง จนรวบรวมเขียนขึ้นเป็นเล่มแรกในแวดวงหนังสือเกี่ยวกับประวัติพระเกจิอาจารย์”

คุณไพฑูรย์ได้นำเรื่องมาส่งให้ผู้เขียนจัดพิมพ์ลงเป็นตอนๆในนิตยสารพระเครื่องประยุกต์และส่วนหนึ่งผู้เขียนได้พูดคุยและเก็บข้อมูลไว้ คุณไพฑูรย์ปกติแล้วจะสวมแว่นตาดำปิดดวงตาตลอดเวลาไม่เคยถอด ผมเคยขอให้คุณไพฑูรย์ถอดแว่นตาดำออกแววตาและนัยน์ตาของคุณไพฑูรย์ดุ น่ากลัวและแฝงความเหี้ยมเอาไว้แม้จะอยู่ในวัยสูงอายุ รูปร่างผอมเกร็งแต่ดูมีความอดทนเป็นอย่างยิ่ง คุณไพฑูรย์ให้ผมเรียกว่า“พี่ไพฑูรย์”ดีกว่าเรียกคุณไพฑูรย์เพราะรู้สึกว่าสนิทสนมกันมากกว่า

เรื่องราวที่ผู้เขียนได้นำมาเขียนคือความทรงจำที่ได้พูดได้คุยกับพี่ไพฑูรย์ทุกครั้งที่พี่ไพฑูรย์จะมารับค่าต้นฉบับมักจะโทรมาก่อน ผู้เขียนให้มาเวลาพักเที่ยงจะได้ไปรับประทานอาหารกลางวันด้วยกันเพราะบางลำพูมีร้านอาหารอร่อยๆอยู่หลายร้าน ส่งต้นฉบับเสร็จแล้วก็มานั่งคุยถึงเรื่องเก่าๆซึ่งฟังแล้วได้สาระ ส่วนหนึ่งกลายมาเป็นเกิดใต้ดาวโจรพี่ไพฑูรย์เขียนหนังสือด้วยสำนวนเรียบๆไม่หวือหวาแต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับตัวพี่ไพฑูรย์เอง

เมื่อผู้เขียนมารับหน้าที่เขียนเรื่องราวในเกิดใต้ดาวโจรจึงได้เขียนแบบเรียบๆตามที่พี่ไพฑูรย์เคยเขียนไว้และนี่คือคำตอบข้อข้องใจของคุณผู้ใช้นามว่า“ศิษย์อาจารย์ไพฑูรย์”ซึ่งผมก็เข้าใจว่าเป็นผู้ที่ได้เล่าเรียนวิชาอาคมมาจากพี่ไพฑูรย์ เพราะพี่ไพฑูรย์ได้เคยบอกกับผมว่าได้สอนวิชาอาคมให้กับผู้เลื่อมใสไว้มากพอสมควร ยกเว้นอยู่อย่างเดียวคือ“พระเวทสังข์ถ่วง”เพราะพี่ไพฑูรย์บอกเป็นของเฉพาะตัวหลวงพ่อเดิมจะประสิทธิ์ประสาทให้เฉพาะผู้ที่เหมาะสมเท่านั้น

พระเวทสังข์ถ่วงแบ่งออกเป็นสามขั้นตอน ขั้นตอนแรกท่องจำคาถาให้ได้ทั้งหมดออกเสียงให้ถูกต้องอันได้แก่ คาถาภาวนาก่อนทิ้งตัวลงในน้ำ คาถาสำหรับสะเดาะโซ่ตรวน สุดท้ายคือ คาถาพุ่งขึ้นเหนือน้ำ ขั้นตอนที่สอง ต้องฝึกจิตให้เป็นสมาธิไม่วอกแวกส่ายแส่ไปมาเพราะโซ่ตรวนจะหลุดหรือไม่อยู่ที่จิตตัวเดียวเท่านั้น หากจิตไม่เป็นสมาธิวอกแวกส่ายไปมาละก็ตายอยู่ใต้น้ำนั่นแหละ ขั้นตอนที่สาม ฝึกหัดใต้น้ำให้คล่องโดยใช้เครื่องผูกมัดแต่หลวมๆก่อนแล้วค่อยเพิ่มความแน่นและอย่าลืมให้ผู้ช่วยคอยอยู่ใกล้ หากพลาดพลั้งจะได้ช่วยเหลือกัน

ไพฑูรย์บอกว่า หากต้องการฝึกคาถาสะเดาะก็ไม่ยากแต่เป็นคาถาสะเดาะกุญแจคาถามีอยู่๔คำจดจำได้ง่ายๆ “จะ ภะ กะ สะ” เอากุญแจแขวนไว้กับราวเชือกหรือลวดก็ได้ จากนั้นก็ใช้สายตาเพ่งไปที่กุญแจภาวนาคาถาให้จิตนิ่งเป็นสมาธิให้เกิดพลังอำนาจจิตเป็นหนึ่งเดียวแล้วเป่าลมไปที่แม่กุญแจ หากจิตนิ่งรับรองว่าแม่กุญแจจะหลุดทันที ใครไม่เชื่อก็ลองทำดูใช้หลักที่ให้นี่แหละ

เมื่อจะใช้คาถาให้เริ่มระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยให้มั่นไม่ต้องยกมือพนมสำแดงกิริยาอาการให้คนรู้เสียการไปเปล่าๆให้ระลึกในจิตว่า ”พุทธังสะระณังคัจฉามิ” ”ธัมมังสะระณังคัจฉามิ” ”สังฆังสะระณังคัจฉามิ”ดวงจิตของข้าพเจ้าน้อมถวายต่างดอกบัวบูชา(หัวใจคนคล้ายดอกบัว)จากนั้นก็ระลึกถึงหลวงพ่อเดิม พุทธสโรดวงจิตของข้าพเจ้าน้อมถวายต่างดอกไม้บูชา

เวลาภาวนาคาถาก่อนลงผิวน้ำให้ภาวนาในใจอย่าหลับตาภาวนาจะเป็นที่สังเกตของคนรอบข้างได้ ภาวนาทั้งที่ลืมตาดูจังหวะให้ดีแล้วพุ่งลงน้ำเลย อย่าไปใส่ใจว่าจมลึกลงไปแค่ไหนกลั้นลมหายใจภาวนาคาถาสะเดาะสังข์ถ่วงโซ่ตรวนจะหลุดทันที ตัวเบาก็จะลอยขึ้นให้ภาวนาคาถาขึ้นจากน้ำเพื่อกำบังตาคนที่คอยจ้องปื นยิ งทุกครั้งที่ไพฑูรย์ใช้ก็ได้ผลทุกครั้ง จนที่สุดเมื่อจับตัวเสือไพฑูรย์ได้ให้คุมตัวมาทางรถยนต์ที่ไม่ต้องข้ามแม่น้ำเพื่อป้องกัน ซึ่งก็ได้ผลนำตัวไพฑูรย์มาถึงบางขวางทุกครั้งเหมือนกัน

คาถาอาคมนั้นถือว่าเกิดก่อนเครื่องรางของขลังหรือพระเครื่อง หลวงตาแหยมพระที่ไพฑูรย์ได้จำวัดร่วมกุฏิพี่เลี้ยงตอนไพฑูรย์บวชเป็นพระนักเทศน์ท่านบอกว่า คาถาอาคมเกิดจากการที่เมืองเวสาลีเกิดโรคระบาดผู้คนล้มตา ยฝนแล้งจะประกอบพิธีบูชายัญกรรมใดๆก็ไม่บรรเทาเบาบาง ชาวเมืองพากันอพยพหนีตายไปจากเมืองเวสาลี ร้านรวงบ้านเรือนปิดสนิทเป็นส่วนใหญ่เหมือนเมืองร้าง พอตะวันใกล้ตกดินชาวเมืองที่เหลืออยู่พากันปิดบ้านเรือนด้วยกลัวภูตผีปีศาจ ตกดึกภูตผีปีศาจก็ออกมาส่งเสียงร้องเป็นที่น่าหวาดกลัวของผู้คน

เทวดาที่รักษาเมืองก็พากันละทิ้งเมืองเวสาลีไปเพราะผู้คนไม่มีจิตใจที่จะบูชา เมื่อชาวเวสาลีได้ยินกิตติศัพท์แห่งสมเด็จพระบรมศาสดาว่าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อสรรพสัตว์โดยเสมอภาคกัน ก็พากันมาเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดาที่เชตะวันมหาวิหาร แต่วันนั้นสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเสด็จไปโปรดสัตว์เสด็จกลับยังไม่ถึงชาวเวสาลีได้เข้าเฝ้าพระอานนท์พุทธอนุชาเล่าเรื่องความเดือดร้อนให้ฟังแล้วเดินทางกลับ ก่อนเดินทางได้ขอให้พระอานนท์ได้กราบทูลเรื่องราวต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ได้ทรงทราบ

เมื่อสมเด็จพระบรมศาสดาเสด็จกลับมาถึงเชตะวันมหาวิหารพักผ่อนพระอิริยาบถแล้ พระอานนท์ก็กราบทูลเรื่องความเดือดร้อนของชาวเมืองเวสาลี สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงสดับแล้วมีพระพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า“ดูกรอานนท์เหตุที่เกิดขึ้นเช่นนี้เพราะเมืองเวสาลีขาดที่พึ่ง สมควรที่ตถาคตจักได้โปรดให้พ้นจากทุกข์ ตถาคตจะสอนมนต์ที่เรียกว่า รัตนสูตร(พระสูตรแห่งแก้วสามประการ หรือพระรัตนตรัย)แก่พระอานนท์เมื่อท่านจำได้แล้วพึงนำไปให้บรรดาสาวกทั้งปวงได้ท่องจำให้ตรงกัน สมเด็จพระอานนท์จึงนำพระสาวกที่เจริญมนต์นี้ได้คล่องแล้วเดินทางล่วงหน้าไปยังเมืองเวสาลี ให้พระสงฆ์สาวกทั้งปวงเจริญรัตนสูตรเดินวนขวารอบเมืองแล้วให้ใช้น้ำบาตรประพรมไปพร้อมกัน บรรดาภูตผีปีศาจก็จะหนีออกจากเมืองเวสาลี ฝนจะตกต้องตามฤดูกาลเทวดาที่รักษาเมืองจะกลับมาอีกครา”

พระอานนท์ได้นำพระสงฆ์สาวกเดินทางไปถึงเมืองเวสาลี แล้วเจริญรัตนสูตรพร้อมประพรมน้ำมนต์ไปรอบเมืองเกิดฝนตกมาหลายห่า น้ำฝนไหลชะล้างความสกปรกออกจากเมืองไหลไปตามแม่น้ำออกทะเลไปเทวดาก็กลับมารักษาเมืองอีกครั้ง สมเด็จพระบรมศาสดาทรงเสด็จตามไปถึงเมืองเวสาลีประชาชนนำเรือไปรับให้ทรงข้ามแม่น้ำมายังเมืองเวสาลี สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดชาวเมืองเวสาลี ชาวเมืองต่างยึดไตรสรณะเป็นที่พึ่ง ทรงโปรดชาวเมืองเวสาลีสมควรแก่เวลาแล้วก็นำพระสงฆ์สาวกจาริกออกจากเมืองเวสาลี เพื่อทรงโปรดเวไนยสัตว์ที่รออยู่เบื้องหน้า

ไพฑูรย์บอกว่าได้ฟังหลวงตาแหยมเล่าให้ฟังแล้วก็ยกมือสาธุว่า ตาสว่างเพิ่งรู้ว่ามนต์บทแรกในพระพุทธศาสนาคือ “รัตนสูตร” หลวงตาแหยมแม้เป็นพระนักเทศน์แต่เรื่องคาถาอาคมนั้นไม่เบา ได้แลกเปลี่ยนคาถาอาคมกับไพฑูรย์อย่างสนุกสนาน เมื่อไพฑูรย์สึกแล้วไปกราบลาหลวงตาแหยมหลวงตาบอกว่า“ผมเสียดายคุณจริงๆหากบวชไปเรื่อยๆผมจะสอนให้เทศน์จะได้โปรดญาติโยม แต่คุณก็มาสึกเสียน่าเสียดายนัก”

คาถาที่ไพฑูรย์ได้จากหลวงตาแหยมมีดังต่อไปนี้ คาถาเสกข้าวกินเจ็ดคำ“สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ” (หัวใจพระธรรมเจ็ดคัมภัร์) ให้ภาวนาเสกข้าวกินเจ็ดคำแรกคำละจบ ทำได้ทุกวันกันได้ตลอดชีวิตจะทำให้ร่างกายเกิดความคงกระพันชาตรี ตีไ ม่แต กกระดู กไม่หั ก

คาถาเสกหมากพลู“นะ มะ พะ ทะ พะ ทะ นะ มะ”เสกหมากกินเป็นคงกระพันชาตรี เคี้ยวไปจนหมากจืดจึงคายชานหมากทิ้ง เสกไปภาวนาไปป้องกันตัวได้ดีนัก

คาถาตัวลื่น “สะ สิ มิ ระ” ภาวนาก่อนออกจากบ้านเอามือลูบตัวลูบแขนขาศัตรูมาทำร้ายมากอดปล้ำทำอันตรายภาวนาไปเรื่อยๆมันจะจับตัวมิได้ รู้สึกว่าตัวลื่นเหมือนปลาไหล หลวงตาแหยมบอกว่าได้มาจากตาควายคนแจวเรือจ้างท่าช้างวังหลวงที่เป็นเพื่อนกัน

คาถาสามบทนี้ไพฑูรย์บอกว่าเผยแพร่ได้ไม่ต้องยกครูเพราะหลวงตาแหยมบอกว่าเป็นทาน ให้นำไปใช้ป้องกันตัวจะได้รอดพ้นอันตรายต่างๆได้ปลอดภัยแก่ชีวิต

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

ใส่ความเห็น