พระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้าตากสินมหาราช

ฝากข้อคิดก่อนอ่าน วิชาเหรียญสองด้านของอาจารย์ไพฑูรย์ท่านนั้นมีประโยชน์ยิ่งนักสำหรับใช้พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่เห็นมองเป็นสิ่งไม่ดีน่าเกลียดและสวยงามเมื่อลองพิจารณาพลิกดูอีกด้านของเหรียญให้ดีแล้วทุกสิ่งท่านในโลกมีทั้งดีและโทษแฝงไว้อยู่ตรงกันข้ามเสมอ..

วันนี้ได้นำเรื่องราวของ พระพักตร์ที่แท้จริงของพระเจ้าตากสินมหาราช นำมาให้ทุกท่านได้อ่านศึกษาไปชมกันเลย

โดยมีเรื่องราวปริศนาของ“สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช”นั้นยังคงเป็นปมปริศนาที่รอการพิสูจน์อยู่จนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเชื้อสายและรวมไปถึงพระพักตร์ของพระองค์ว่าแท้จริงแล้วนั้นเป็นแบบไหนกันแน่ “สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี”หรือ“สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” มีพระนามเดิมว่า“สิน”เป็นคนไทยเชื้อสายจีนเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรธนบุรีและเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวของราชอาณาจักรนั้น สำหรับพระราชประวัติของพระองค์นั้นเต็มไปด้วยเงื่อนงำและปริศนามากมาย แม้กระทั่งพระพักตร์ของพระองค์ที่มีการถ่ายทอดออกมาอย่างมากมายโดยแท้จริงแล้วเป็นแบบไหนก็ยังคงเป็นปริศนามาถึงทุกวันนี้

โดยทางเพจ“กลุ่มผู้สะสมบูชาเหรียญพระเจ้าตากสิน”ได้โพสต์ข้อความถึงกรณีพระพักตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยระบุข้อความว่า“พระพักตร์ที่แท้จริงสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพระองค์ทรงมีคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อปวงชนชาวไทยโดยเฉพาะบทบาทในการกอบกู้เอกราชของชาติไทย การชำระพระราชพงศาวดารตามเหตุผลทางการเมืองในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นเหตุให้พระราชประวัติของพระองค์เต็มไปด้วยเงื่อนงำและปมปริศนา เริ่มตั้งแต่ชาติกำเนิดที่ยังสรุปไม่ได้ว่าพระองค์ท่านเป็นลูกใคร

ตามด้วยชีวิตในวัยเด็กว่าสมัยเมื่อเป็นมหาดเล็กนั้นท่านไว้ผมเปียจริงหรือและสุดท้ายคือกรณีสวรรคตที่ทุกๆคนค้นหาคำตอบและที่คนไทยทุกคนอยากรู้เป็นอันดับต้นๆนั้นคือ “พระพักตร์” ที่แท้จริงของพระองค์ว่าเป็นอย่างไรกันแน่ ด้วยออกมาให้เห็นในปัจจุบันนั้นมีไม่น้อยกว่า ๕ แบบจนหาข้อยุติไม่ได้ ด้วยต่างฝ่ายต่างหาเหตุผลมาสนับสนุนให้ฝ่ายตน” ๑.ภาพจากอิตาลี ๒.ภาพจากวัดเชิงท่า ๓.ภาพจากวัดลุ่ม ๔.ภาพจากบางแก้ว ๕.ภาพจากวงเวียนใหญ่

ภาพจากอิตาลี เป็นสานุศิษย์ของหลวงปู่โง่นเป็นผู้นำมาเผยแพร่โดยอ้างว่า ศิลปินชาวอิตาลีมาวาดไว้ในรัชสมัยของพระองค์และมีผู้ไปถ่ายได้มาจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอิตาลี (ปัจจุบันไม่พบแล้วผู้เขียน)

ภาพจากวัดเชิงท่า ซึ่งเป็นวัดที่พระองค์บวชในสมัยอยุธยาข้อมูลอ้างว่ามี “ศิลปิน”มาวาดไว้เมื่อครั้งถวายพระบรมศพ“พระเจ้าเอกทัศน์”เป็นรูปที่ปรากฎได้ไม่นานมานี้เพราะผู้เขียนได้เคยไปถวายโคมที่พระกุฎิของพระองค์ที่วัดแห่งนี้ก่อนปีพ.ศ.๒๕๕๐เล็กน้อย ขณะนั้นพระสงฆ์ที่เฝ้ากุฎิเป็นพระสงฆ์ที่มีพรรษาไม่สูงนักแต่ก็ค้นคว้าเรื่อง’พระพักตร์’ของพระองค์ท่านอยู่เช่นกัน

สำหรับงานวาดรูปบนผืนผ้าใบในเมืองไทยนั้นผู้เขียนได้ พยายามสืบค้นภาพวาดบนผืนผ้าใบของพระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์จักรีตั้งแต่สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๓ สืบย้อนขึ้นไปจนถึงสมัยธนบุรีก็ไม่เคยปรากฏว่ามีศิลปินต่างชาติเข้ามารับจ้างวาดรูปหรือวาดรูปขายในเมืองไทยแต่อย่างใดทั้งสื้น จะมีก็แต่รูปวาดของประธานาธิบดียอร์ดวอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของอเมริกาที่ราชทูตสหรัฐนำมาถวายให้พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวพระองค์ละ๑ภาพซึ่งยังพบในส่วนของพระปิ่นเกล้าประดับอยู่ที่พิพิธพันสถานแห่งชาติจนถึงปัจจุบัน

ภาพจากวัดลุ่มมหาชัยชุมพล จากการค้นคว้าโดยละเอียดถี่ถ้วนและยาวนานทำให้ผู้เขียนได้ข้อสรุปโดยไม่ต้องสงสัยเลยว่า“พระพักตร์”ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้นแตกต่างจากนี้ไปไม่ได้อีกแล้วโดยเริ่มในปีพ.ศ.๒๕๒๘ผู้เขียนได้บวชเรียนที่วัดลุ่มมหาชัยชุมพลจังหวัดระยองที่มีศาลสักการะพระองค์ตั้งอยู่ โดยนับเป็นศาลสักการะแห่งแรกในประเทศไทยและมีพระบรมสาทิสลักษณ์ที่วาดไว้เป็นต้นแบบเมื่อพ.ศ.๒๔๔๗ ประดิษฐานไว้ให้ผู้คนเคารพบูชาผู้เขียนพินิจพิจารณาพระบรมสาทิสลักษณ์นี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่หลายวัน กลับไม่เกิดศรัทธาสูงสุดเมื่ออยู่กับพระบรมสาทิศลักษณ์หรือภาพนั้น

ด้วยเป็นภาพที่ไม่น่าเกรงขามและขาดซึ่งความสง่างามตามที่“นักรบผู้ยิ่งใหญ่”จำเป็นต้องมี ผิดกันไกลในความรู้สึกเมื่อขณะพูดถึงพระมหาวีรกรรม โดยไม่จำเป็นต้องมีภาพนั้นเป็นองค์ประกอบพวกเราที่ได้ยินได้ฟังจะขนแขนลุกตั้งตลอดเวลา ผู้เขียนได้เก็บความรู้สึกนี้ไว้ในใจจนได้โอกาสจึงสอบถามเอาจากเจ้าคุณพระวินัยการกวีพระอุปัชฌาย์ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้นได้ความจริงว่าเมื่อพ.ศ.๒๔๔๗ คุณยายทองปาน ภู่สุวรรณ เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะอยู่ตลอดเวลา

ต่อมาวันหนึ่งได้ฝันไปว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาบอกว่าพระองค์ไม่มีที่ประทับให้คุณยายเป็นธุระให้ด้วย คุณยายทองปานฯจึงได้มาปรึกษาพระอธิการผลิท่านเจ้าอาวาสในขณะนั้นซึ่งเป็นพระอาจารย์ของท่านเจ้าคุณพระวินัยการกวีอาจารย์ของผู้เขียนอีกต่อหนึ่ง ท่านอธิการผลิเจ้าอาวาสจึงแนะนำให้คุณยายทองปานฯสร้างศาลาที่ประทับถวายแด่พระองค์เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชาและเป็นการสเดาะเคราะห์ให้คุณยายทองปานอีกทางหนึ่งด้วย คุณยายฯจึงร่วมกับชาวระยองสร้างศาลเป็นไม้ถวายแด่พระองค์ข้างต้นสะดือที่พระองค์ทรงผูกช้างและชอบเสด็จมาประทับในอดีต

เมื่อครั้งอยู่ที่เมืองระยองพร้อมทั้งหล่อพระบรมรูปทองเหลืองประทับยืนสูง๗๐ซม. ไว้เป็นเครื่องสักการะโดยก่อนทำการหล่อพระบรมรูปนั้นได้ให้จิตกรวาดพระบรมสาทิสลักษณ์ต้นแบบขึ้นมาก่อนโดยจิตกรจินตนาการตามความฝันของคุณยายทองปานฯมิได้อ้างอิงข้อมูลใดๆฉะนั้นพระบรมสาทิสลักษณ์ที่วัดลุ่มนี้จึงมิใช่พระบรมสาทิสลักษณ์ที่แท้จริงของพระองค์(ศาลนี้ต่อมาเมื่อพ.ศ.๒๕๐๓ได้มีการปรับปรุงจากไม้เป็นก่ออิฐฉาบปูนและหล่อพระบรมรูปยืนเท่าคนจริงไว้สักการะส่วนพระบรมรูปเดิมเก็บรักษาไว้ในโบถส์ ศาลปัจจุบันนี้นับเป็นศาลที่๓)ถึงตรงนี้ก็คงไม่สามารถสรุปได้ว่า’พระพักตร์’ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอย่างใดกันแน่

ภาพจากบางแก้ว ซึ่งน่าจะเก่าแก่ที่สุดผู้เขียนเคยได้เห็นรูปนี้มาก่อนตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๕๓๐ ตอนนั้นทรงเครื่องทรงฮ่องเต้ ต่อมาศิลปินได้ดัดแปลงให้ทรงเครื่องทรงพระมหากษัตริย์ตามที่เห็นในปัจจุบัน โดยคง“พระพักตร์” ไว้แบบเดิม ซึ่งจะคล้ายกับภาพที่๕คือ ภาพที่๕ ภาพจากพระพักตร์ต้นแบบพระบรมราชานุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ เป็นผลงานของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ที่ได้ค้นคว้าและปั้นเป็นต้นแบบไว้เพื่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์วงเวียนใหญ่ มีศิลปินไทยได้วาดไว้และนสพ.เดลินิวส์นำมาลงเต็มหน้าเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งเมื่อพิจารณาภาพทั้งหมดแล้วหากตัดภาพจากวัดลุ่มฯ ออกไปจะมีแต่ภาพจากอิตาลีเท่านั้นที่มีพระพักตร์แตกต่างออกไปที่เหลืออีก ๓ ภาพนั้นใกล้เคียงกัน

ข้อมูลจาก เพจ กลุ่มผู้สะสมบูชาเหรียญพระเจ้าตากสิน

บทความที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเรื่องราวที่เป็นตำนานเล่าขานที่เล่าสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นและมีบันทึกไว้ นำมาเผยแพร่เพื่อเป็นวิทยาทานแก่ทุกๆท่าน สาธุ สาธุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

⌘ข้อคิดท้ายเรื่อง⌘ รู้หรือไม่ว่าทุกวันนี้คนเรากินศพกับน้ำสกปรกหายใจเอาแต่กลิ่นตดกลิ่นในที่ลับของทุกๆคนมาตลอด⌘

ทุกอย่างล้วนมาจากดินส่วนดินก็มาจากซากพืชซากสัตว์ทับถมกันวันๆหนึ่งคนถุยน้ำลายกันลงพื้นกี่คนเหงื่อหยดลงดินกันกี่คนใบไม้ตกลงกันกี่ใบขี้วันละกี่คนเยี่ยววันละกี่สตรีเป็นเมนส์วันละกี่คนน้ำที่อาบล้างของลับก็ไหลลงดินคนตายวันละกี่คนสัตว์ตายวันละกี่ตัวเมื่อสัตว์ตายแล้วก็เน่ายุ่ยสลายค่อยๆกลายเป็นฝุ่นผงที่ละน้อยส่วนบ้างทีก็ฝังฝนตกมาก็กรองน้ำจากสัตว์คนตายนั้นละมาใช้ส่วนคนที่ตายก็นำไปเผาเมื่อเผากลายเป็นควันขึ้นไปเป็นฝนศพฝนลมตดอีก

ส่วนขี่เถ้าก็ถูกลมผัดไปกระจายไปทับถมกันเป็นดินอีกนี้คือความจริงของโลกทุกอย่างหากย้อนกลับไปในอดีตล้วนมีแต่ต้นไม้กับตัวเปล่าส่วนต้นไม้เองก็ดูดกลืนจากซากพืชซากสัตว์กินน้ำจากลมฝนตดศพลมสกปรกที่เกิดจากควันรถลมคนควันจากการเผาศพลมที่ผัดผ่านประจำเดือนผู้หญิงถังขยะซากศพสัตว์ตาย

พัดผ่านขี้เยี่ยวผัดผ่านขยะบุรี่ควันไฟที่หุงข้าวผ่านของลับคนทั้งโลกกันอีกหลายอย่างฯลฯ ลอยขึ้นไปแตกเป็นละอองกระจายกันเป็นเมฆตกลงมาให้เรามีลักษณะสีสันสวยสดใสแต่จริงๆแล้วสกปรกเหม็นคาวยิ่งนักลองคิดถึงกลิ่นขอทานเหม็นๆที่ลอยขึ้นฟ้าดูสิครับแล้วยิ่งลมบนไม่พัดลงข้างล่างอีกต่างหากนี้ละโลก

ส่วนน้ำที่เราใช้ทุกวันนี้จากที่เกริ่นไว้เริ่มต้นคงจะรู้กันแล้วว่าฝนมาจากไหนแล้วน้ำที่เททิ้งจากการซักผ้าละบ้างก็เป็นเมนส์เททิ้งน้ำเน่าน้ำเสียน้ำที่ซึมจากสัตว์ตายจากสิ่งโสโครกที่เราทิ้งลงบนพื้นไม่เชื่อเพื่อนๆของขับคนดูข้างทางเอาเถิดว่าทุกวันนี้เรากินน้ำที่กรองจากอะไรวันหนึ่งคนเยี่ยวลงพื้นกี่คนยิ่งส้วมทุกบ้านสมัยนี้เป็นส้วมซึมกันคิดดูว่าเราใช้น้ำผ่านขี้กินซากสัตว์กินเสลดเพื่อนบ้านและตัวเองเอาเถิดครับ

ส่วนท่านใดที่ว่ากรองแล้วกรองจากอะไรละถ้าไม่ใช่หินดินทรายที่เกิดจากเสลดที่ถุยลงพื้นแล้วฝุ่นละอองจับตัวกันเป็นก้อนลองนึกถึงหินงอกหินย้อยในถ้ำหรือต้นไม้ที่แช่น้ำอยู่นานๆแล้วกลายเป็นหินดูเอาเถิด

คนทุกคนเองก็เกิดมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์กันทั้งนั้นของมองลึกลงไปถึงต้นกำเนิดยุคไดโนเสาร์ดูเทคโนโลยีทุกสิ่งล้วนมาจากดินกับต้นไม้ที่ดูดเอาซากศพซากสัตว์ฝนศพและตดที่สะสมจากกลิ่นไม่พึงประสงค์ไปใช้ทั้งนั้นขออภัยนะครับถ้าพ่อแม่เราไม่กินขี้เยี่ยวซากพื้ชซากสัตว์ขี้เยี่ยวสักเจ็ดวันจะมีเเรงผสมพันธุ์กันไหมไม่มีแน่นอนแม่ท้องเราแล้วก็กินซากพืชซากสัตว์ของสกปรกดังกล่าวที่นี้ให้เราโตมาจนถึงทุกวันนี้

บางที่อ้างว่าหินมาจากลาวาจริงๆแล้วก็ใช่แต่มันมีกระบวนการย่อยสลายจากน้ำเสาะผสมขี้เยี่ยวไปหลายล้านปีแล้วไฟฟ้าเองผู้เขียนเคยดูต้องขุดไปถึง ๑๐ กิโลจึงจะพบถ่านหินลิกไนต์ที่นำมาทำไฟฟ้ามีลักษณะเป็นเเอ่งหินมีฟอสซิสหอยอีกต่างหากคงไม่ต้องพูดถึงว่าทุกวันนี้เราใช้น้ำที่กรองจากอะไรใบไม้ซากศพซากสัตว์ทับทมกันทั้งนั้น

ที่เกริ่นและกล่าวมาทั้งหมดนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้ถอนอุปปาทานใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆของนึกถึงข้าวที่มีน้ำประจำเดือนผู้หญิงขี้เยี่ยวแตกกระจายในปากดูสิครับอย่าลืมมองตัวเองด้วยละว่าเป็นของน่าเกลียดสอิดสเอีัยน

พยายามหาต้นตอที่มาของทุกสิ่งดูลองเปิดคลิปตรวจหาสารในน้ำปะปากรองดูได้เป็นความจริงดิน น้ำ ลม ไฟ รูปรสกลิ่นเสียงล้วนมาจากขี้เยี่ยวซากศพซากสัตว์ทับถมกันส่วนวิธีถอนอุปปาทานนั้นมีหลายวิธีบ้างก็ดูจิตตัวเองตลอดเวลาหากเกิด รัก โลภ โกรธ หลงก็ให้รีบระงับดับมันซะ(ตัวโกรธจะเห็นง่ายสุดให้ข่มใจสยบความโกรธให้ได้ก่อนใจโกรธแต่ทำท่าทางเหมือไม่โกรธสักพักความโกรธก็จะสลายไปเอง)

ส่วนอีกวิธีนั้นก็คือระลึกย้อนกลับไปตอนเราเกิดหรือก่อนอยู่ในท้องให้ทำจิตเป็นทองไม่รู้ร้อนพระพุทธเจ้า พระอินทร์ พระพรหม พระยมต่างๆนาๆฯลฯ เรามาเอาจากโลกทั้งนั้นพ่อแม่ลูกเมียก็เช่นกันจะสามารถดับอุปปาทานลงเสียได้(ผู้ปฏิบัติควรระวังเจ้าสัญญามันจะมาทำหน้าที่รีความชั่วซ้ำๆขึ้นมาในดวงจิตให้ดีให้ใช้วิธีว่าอวิชามันทำไม่ใช่ตัวเราทุกอย่างเรามาเอาจากโลกทั้งสิ้น)

วันหนึ่งคนขี้เยี่ยวตดอาบน้ำซักผ้าวันละกี่คนแล้วน้ำพวกนั้นไปไหนหมดถ้าไม่ใช่ลอยขึ้นฟ้ากลายมาเป็นฝน

ทุกอย่างคือศพขี้เยี่ยวดินจากศพ น้ำจากเมนส์ ลมจากตด ไฟจากแก๊สซากสัตวฺอยู่ในตัวเราทุกอย่างคือตัวเองใครอยากครองโลกอ่านจบก็ได้ครองแล้วครับส่วนฝนและขี้เถ้าศพคนที่เรารักอยู่ในตัวของเราทุกคนเพราะผู้อื่นและเราได้กินฝนศพขี้เถ้าของคนที่เรารักมาเจริญเติบโตทุกอย่างคือตัวเองและทุกคนคือคนที่เรารักปู่ย่าตายายเพราะเพื่อนบ้านและอีกหลายคนได้กินฝนศพขี้เถ้าคนที่เรารักนั้นทั้งสิ้นแลควรมองทุกคนคือคนที่เรารักฯ เรื่องฆ่าทุกคนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้แม้แต่วัวควายก็ยังฆ่าพืชรุกขเทวดามากินทุกคนล้วนต่างบริสุทธิ์อยู่ที่เจตนาหรือไม่เท่านั่น**เรื่องนี้ของเอาวิทยาศาสตร์พิสูจน์ดูได้ว่าจริงไหม**

(ก่อนจักวาลและโลกจะเกิดทุกสิ่งคือสมมุติและคำว่าสมมุตินี้ก็คือสมุติเช่นกัน)

#ธรรมะของพระพุทธเจ้านามพระกัสปะหรือพระกัสสปยุคสมัยของพญามาราธิราช

Leave a Reply